กงกฤช หิรัญกิจ หารือเรื่องการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการจัดการที่ไม่ดีของแหล่งท่องเที่ยวและขาดการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีคุณภาพ ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ รวมถึงการปรับปรุงบทบาทของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และการปรับปรุงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสนับสนุนภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ ผม กงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการ และประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการท่องเที่ยว ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณา ชี้ให้เห็นถึงความสําคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แล้วก็ได้ทิ้งท้ายว่าหากว่าเราปล่อย ให้มีอัตราการเพิ่มของนักท่องเที่ยวไปเช่นนี้นะครับ ใน ๑๐ ป้ที่ผ่านมาเราเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์โดยถัวเฉลี่ย เพียงเราคิดครึ่งเดียวคือเพิ่มป้ละ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ไปอีก ๑๗ ป้ จะถึง ๑๐๐ ล้านคน ซึ่งอันนี้ก็คงจะเปึนสิ่งที่บางคนปรารถนา และบางคนไม่ปรารถนา ที่จะเห็นนักท่องเที่ยวเปึนจํานวนถึง ๑๐๐ ล้านคน ปัญหาของการพัฒนาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเราเริ่มมาตั้งแต่ป้ ๒๕๐๓ นับถึงวันนี้ ๕๕ ป้นะครับ ปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสามารถจําแนกได้เปึน ๖ เรื่อง ซึ่งถือเปึนปัญหา โครงสร้างของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทีเดียวนะครับ ในปัญหาโครงสร้างทั้ง ๖ เรื่องก็คง จะมีสําคัญ ๑. คือเรื่องแหล่งท่องเที่ยวไม่เพียงพอแล้วก็แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ซึ่งเมื่อสักครู่ก็บอกแล้วว่านักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากนะครับ แล้วกระจุกตัวอยู่เพียง ๑๐ จังหวัด ก็ทําให้ทั้ง ๑๐ จังหวัดเปึนแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ เชิงอนุรักษ์ทั้งหลาย ในเรื่องที่ ๒ คือการคมนาคม การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวไม่ดี ท่านจะ เห็นว่าในแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ แหล่งไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีเหมือนในต่างประเทศ เรายังต้องนั่งรถ สองแถว รถแดงแล้วก็ต่อรองราคา ในเรื่องที่ ๓ คือเรื่องสิ่งอํานวย ความสะดวกทางการท่องเที่ยวก็ไม่เพียงพอและไม่มีมาตรฐานที่ดี เช่น ห้องน้ํา ปัายบอกทาง เรามีนักท่องเที่ยวหลายประเทศแต่เรามีปัายบอกทางส่วนใหญ่จะเปึนภาษาไทย อย่างมาก ก็มีภาษาอังกฤษ เราไม่มีภาษารัสเซีย เราไม่มีภาษาจีน เราไม่มีภาษาญี่ปุ์น เรายังขาด ซึ่งสิ่งอํานวยความสะดวกและข้อมูลการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทางดิจิทัลนะครับ ในเรื่องที่ ๔ คือการบริการของภาคเอกชนยังมีมาตรฐานต่ําและติดกับดักราคา ในเรื่องนี้ก็คือเรามีธุรกิจ ผิดกฎหมายค่อนข้างมาก อย่างมีการบอกกล่าวกันว่าเรามีโรงแรมที่จดทะเบียน ถูกต้องกับกระทรวงมหาดไทยประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ โรงแรมนะครับ แต่เรามี อพาร์ตเมนต์ (Apartment) และที่พักแรมที่ไม่จดทะเบียนเปึนโรงแรมนับจํานวนแล้วน่าจะ มากกว่าโรงแรมที่จดทะเบียน สิ่งเหล่านี้ทําให้เราไม่สามารถควบคุมทางด้านอุปทาน และตัวนี้เองเปึนตัวที่ก่อให้เกิดกับดักราคาและวกกลับมาสู่คุณภาพมาตรฐานของ การปรับปรุงในเรื่องของบริการ สิ่งเหล่านี้เองก็ทําให้เปึนที่ประจักษ์ว่าราคาค่าที่พักแรม ในประเทศไทยจะถูกกว่าหลาย ๆ ประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันนะครับ ในประเด็น โครงสร้างที่เปึนปัญหาที่ ๕ คือเรื่องบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ ทั้งคุณภาพและปริมาณโดยเฉพาะที่ท่านประธานกรรมาธิการของผมพูดเสมอคือเรื่องภาษา ในภาษาต่างประเทศเรามีความรู้จํากัด ในขณะเดียวกันก็ในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขาดแคลนค่อนข้างมาก สาเหตุถ้าไปดู จากสํานักงานสถิติแห่งชาติพบว่ารายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะอยู่ต่ํากว่ารายได้ ของคนในสาขาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เกือบจะต่ําที่สุดนะครับ ตรงนี้เองเปึนเหตุผลหนึ่ง
ที่คนไม่ค่อยเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สุดท้ายก็เปึนเรื่องความปลอดภัยแล้วก็ การหลอกลวงนักท่องเที่ยวซึ่งอันนี้ก็รวมถึงการจําหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานแล้ วก็ การจําหน่ายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่เกินกว่าราคาที่ควรจะเปึน อันนี้เปึนปัญหาโครงสร้าง ที่ต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานะครับ ในปัญหาเหล่านั้นสาเหตุที่สําคัญก็คงจะ มาจาก ๒ เรื่อง คือ ๑. ปัญหาที่มาจากวิสัยทัศน์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ต้องยอมรับ ว่าเราประสบความสําเร็จมากนะครับในการนํานักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ทางด้านอุปสงค์ เราสามารถพัฒนาได้สัมฤทธิผลเปึนอย่างดี แต่ทางด้านคุณภาพที่เราพยายามหันเหที่จะ พัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพยังไม่สัมฤทธิผลโดยเฉพาะ เรายังคงเน้นมุ่งการเติบโต เรายังคงให้ความสําคัญกับจํานวนนักท่องเที่ยว เรายัง ให้ความสําคัญกับรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเราไม่ได้เน้นในเรื่องของการคํานึงถึง การกระจายรายได้ และเราไม่ได้เน้นถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมนะครับ อย่างเช่น อุทยานทางทะเลหลาย ๆ พื้นที่ที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ธรณ์ ขอเอ่ยนาม ว่าท่าน ก็ได้เคยนําเสนอไปในหลายวาระว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เข้าไปใช้พื้นที่ในพื้นที่ อนุรักษ์อย่างเกินขอบเขตนะครับ ในส่วนสาเหตุที่ ๒ ของปัญหาโครงสร้างก็คงจะมาจาก ปัญหาการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนยังขาด ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการการทํางานของหน่วยงานทางด้านการนําแผน การบูรณาการแผน การนําแผนไปสู่ปฏิบัติ ก็จะเห็นว่าเรามีหน่วยงานที่ดูแลทางด้าน การท่องเที่ยวในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ในส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่ค่อยได้ประสานกัน เท่าที่ควร การจัดการแหล่งท่องเที่ยวขาดประสิทธิภาพ เรามีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ได้เปึนเจ้าของทรัพยากรทางการท่องเที่ยวใด ๆ เลยนะครับ ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ขึ้นอยู่กับกระทรวงอื่น ๆ เกือบจะทั้งหมด เช่น กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมศิลปากร
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วแหล่งท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงอื่น ๆ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ได้มีความเปึนเจ้าของ การดูแลแหล่งท่องเที่ยวจึงขาดการบูรณำการไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นก็เกิดการทับซ้อนของส่วนราชการ ตอนนี้หน่วยงานราชการทั้งองค์การมหาชน บางแห่งก็ขึ้นอยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรี ไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เช่น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. หรือสํานักงานส่งเสริ มการประชุมและนิทรรศการ สสปน. หรือล่าสุดก็มีสํานักงาน พัฒนาพิงคนครที่จังหวัดเชียงใหม่ เปึนต้น ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่ได้สังกัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนั้นก็ยังขาดองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นซึ่ง เขาเปึนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว มีบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความเข้าใจในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเช่น ไปตัดถนนริมหาดเลยชิดหาดเลยก็ทําให้เกิดความไม่ปลอดภัยไม่สะดวกต่อนักท่องเที่ยว ในเรื่องถัดไปของปัญหาที่มีสาเหตุก็คือบทบาทของหน่วยงานของภาครัฐทําหน้าที่ ทั้งเปึน หน่วยกํากับแล้วก็หน่วยโอเปอเร ต (Operate) ไปในตัว เหมือนที่เราประสบปัญหา ในเรื่องของไอเคโอ (ICAO) ในเรื่องของการบินพาณิชย์ ในกรณีนี้ก็อย่างเช่นเดียวกันว่า เรามีการกําหนดในเรื่องของการจัดทํามาตรฐานทางการท่องเที่ยว แต่กรมการท่องเที่ยว เปึนทั้งผู้กํากับมาตรฐานและเปึนผู้ออกใบรับรองมาตรฐานซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่จะต้องแก้ไข ถัดไปก็คือขาดหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ผ่านมาเติบโตได้ด้วยดีก็ด้วยความแข็งแกร่งของภาคเอกชน ที่เข้าไปเปึนตัวบุกเบิกซึ่งอันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดที่ให้การส่งเสริมในลักษณะของภาคเอกชน อย่างชัดเจน การจัดสรรบุคลากรไม่สมดุล อันนี้พูดถึงในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม แล้วมีการจัดตั้งกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ในป้ ๒๕๔๕ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีคนซึ่งเดิมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปึนหน่วยงานเดียวซึ่งเปึนรัฐวิสาหกิจที่ดูแลการท่องเที่ยว เมื่อมีกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาก็มีการจัดตั้งกรมการท่องเที่ยวขึ้น ภายใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนจํานวนมากยังอยู่ที่การท่องเที่ย วแห่งประเทศไทย เพราะเปึนรัฐวิสาหกิจไม่สามารถ โอนย้ายกลับเข้ามาที่ส่วนราชการได้ องค์ความรู้ต่าง ๆ ของหน่วยงานยังอยู่ที่การท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย ในขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็มีการโอนย้ายบุคลากรจาก หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรมพลศึกษาเข้ามาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีบุคลากรอยู่ปัจจุบัน ๒,๐๐๐ กว่าคน แต่เปึนที่ทํางาน ในส่วนของการท่องเที่ยว ๕๐๐ คน อีก ๑,๐๐๐ กว่าคนอยู่ในส่วนของการกีฬา ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้พิจารณาผ่านกันไปแล้วน่าจะแยกกีฬาออกไปเปึนกระทรวง ซึ่งตรงนี้เอง คือการจัดสรรบุคลากรทางการท่องเที่ยวเราจึงไปเน้นที่การสร้างอุปสงค์นํานักท่องเที่ยว มากกว่าการดูแลอุปทานทางการท่องเที่ยวให้เกิดความสมดุล สุดท้ายก็คือที่ผ่านมาเรามักจะพูด หารือการกําหนดนโยบายกันในระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยละเลยถึงการนําชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดซึ่งอันนี้ทําให้เกิดการท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน ในคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการก็เลยคิดได้ เปัาหมาย การปฏิรูปและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องเปึน อุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ ไม่เปึนอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับอัตลักษณ์และ วัฒนธรรมเพื่อเพิ่มรายได้แก่ประเทศ กระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยดําเนินการ อย่างมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน บูรณาการการทํางานร่วมกันทั้งด้าน แผนงานและงบประมาณ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าหน่วยงานทางด้านการท่ องเที่ยว กระจัดกระจาย และอย่างไรก็ไม่สามารถรวมกันไปอยู่หน่วยงานเดียวได้ การบูรณาการ จึงเปึนสิ่งสําคัญที่สุด วัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยวในแนวทางการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการของเราจึงได้กําหนดว่าการท่องเที่ยวจะต้องมีคุณภาพและยั่งยืน การบริหาร จัดการต้องมีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันดังที่เรียนนะครับ ที่ท่านประธานได้เรียนไปแล้วว่า
เราอยู่ในลําดับที่ ๓๕ แต่เรามีรายได้ลําดับที่ ๗ เรามีนักท่องเที่ยวลําดับที่ ๑๐ จะเห็นว่า เราใช้พลังสูงกว่าขีดความสามารถของเราค่อนข้างมาก ข้อเสนอการปฏิรูปก็คือการแก้ปัญหา โครงสร้างทั้ง ๒ ปัญหา โดยเปึนการจัดทําข้อเสนอการปฏิรูปวิสัยทัศน์การพัฒนา การท่องเที่ยวเสียใหม่ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว แล้วก็การเพิ่ม ขีดความสามารถนะครับ ซึ่งผมจะขอลงไปในรายละเอียดทีละเรื่อง ก็คือการปฏิรูปวิสัยทัศน์ ของการพัฒนาการท่องเที่ยวซึ่งจะต้องเน้นไปที่เปัาหมาย รายได้ และนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเอาจํานวนนักท่องเที่ยวออกไป ซึ่งหากเราเน้นจํานวนนักท่องเที่ยวก็อย่างที่กราบเรียนว่า ภายใน ๑๗ ป้ นักท่องเที่ยวจะเปึน ๑๐๐ ล้านคน ซึ่งเปึนสิ่งที่เราไม่จําเปึนต้องมีนักท่องเที่ยว ถึง ๑๐๐ ล้านคน แต่เราอยากได้รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๗.๕ ต่อป้ นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวที่เราอยากจะเห็นเข้ามาในประเทศก็ต้องเปึน นักท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม แล้วก็มีคุณภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อม ของประเทศเปึนอย่างดี ซึ่งอันนี้ก็เปึนสิ่งที่เราจะต้องมีการจัดการการท่องเ ที่ยวอย่างยั่งยืน ในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางทางการท่องเที่ยว รวมทั้งจะต้องจัด ให้มีบริการที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่กราบเรียนว่าก็จะต้องมีการดูแลเรกูเลเตอร์ โอเปอเรเตอร์ที่แยกออกจากกัน รวมทั้งต้องเน้นที่จะให้เกิดการกระจายผล ประโยชน์ อย่างทั่วถึงและเปึนธรรม เพราะปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่เพียง ๑๐ จังหวัดของประเทศไทย เท่านั้น วิสัยทัศน์นี้จะต้องรีบเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด ในส่วนที่ ๒ ของข้อเสนอก็คือเสนอ ให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวใหม่ จากเดิมที่เราเน้นแต่เฉพาะ ภาครัฐและภาคเอกชนมาหารือกันเพื่อกําหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ก็จะต้องเน้นเพิ่ม ในภาคชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและการกําหนดยุทธศาสตร์ทาง การท่องเที่ยวร่วม โดยการปรับปรุงภาครัฐ ก็คือการปรับปรุงคณะกรรมการนโยบาย การท่องเที่ยวแห่งชาติซึ่งมีอยู่แล้ วตามพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๑ แต่เนื่องจากองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้มีถึง ๓๐ กว่าคน มีท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธานที่ประชุมเห็นว่าควรจะจัดทําให้คณะกรรมการนโยบายชุดนี้ มีองค์ประกอบที่เล็กลงและมีส่วนเกี่ยวข้องจริง ๆ แล้วก็ให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งขณะนี้องค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติไม่มีส่วนที่มาจากชุมชนเลย แม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาครัฐและภาคเอกชนเท่านั้น นอกจากนั้นก็ขอให้
กรรมการชุดนี้ได้ขยายบทบาทในการทําหน้าที่จัดทํายุทธศาสตร์ภาพรวมของประเทศที่ต้อง เน้นความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าไป ซึ่งเดิมเราเน้นแค่ การจัดทํายุทธศาสตร์เพื่อการเพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสของการท่องเที่ยว แต่ในกรณีนี้ ให้เน้นไปที่การสร้างความ สมดุลของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งการบูรณาการ แผนงานและงบประมาณ ซึ่งเดิมเรามีการขอจัดทํางบประมาณในเรื่องของการพัฒนา การท่องเที่ยวหลายหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงและหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ในกรณีนี้ก็อยากจะให้มีการบูรณาการแผนงานและงบประมาณเพื่อ จัดส่งสํานัก งบประมาณผ่านคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนให้มี คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติในระดับจังหวัด ในระดับพื้นที่ด้วย ในการพัฒนาปรับปรุง บทบาทของคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติตามพระราชบัญญัติ พุทธศักราช ๒๕๕๑ ก็เห็นว่าน่าจะปรับกระทรวงไปเปึนสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เปึนสํานักงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งมีสังกัดอยู่ สํานักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการเปึนหัวหน้าส่วนราชการ มีตําแหน่งเทียบเท่าระดับ ปลัดกระทรวงแล้วก็ทําหน้าที่ประสานทั้งแนวราบในระดับกระทรวง ทบวง กรม ประสาน ในระดับแนวดิ่งคือในส่วนของพื้นที่ท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานท่องเที่ยว ระหว่างประเทศตามความตกลงทั้งทวิภาคี พหุภาคี ที่เกิดขึ้นในเรื่องของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และภายใต้สํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติก็ให้มี ๔ หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยยุทธศาสตร์ หน่วยพัฒนา หน่วยประชาสัมพันธ์และ การตลาดและหน่วยวิจัย
โดยหน่วยยุทธศาสตร์หรือสํานักงานยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ซึ่งก็คือสํานักงาน ปลัดกระทรวงเดิมก็ให้ทําหน้าที่สนับสนุนการประชุมของคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยว แห่งชาติให้จัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามแนวนโยบายของรัฐ และให้เปึนศูนย์กลางของข่าวสาร ด้านการท่องเที่ยวทั้งปวงนะครับ ในส่วนที่ ๒ คือหน่วยสํานักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบัน ก็คือกรมการท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ทําหน้าที่เปึนโคออร์ดิเนเตอร์ (Coordinator) ผลักดัน แผนพัฒนาระดับนโยบายลงสู่ภาคปฏิบัติลงสู่พื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ให้เปึนผู้กํากับมาตรฐาน การท่องเที่ยวในเรื่องของการตรวจรั บรองก็จะให้เปึนองค์กรภาคเอกชนตามกฎหมาย ซึ่งจะได้ว่าต่อไปนะครับ ในส่วนถัดไปก็จะให้เปึนผู้บริหารกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งมีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้ก็เปึน การจัดสรรงบประมาณมาเพื่อเปึนตัวแมตชิง ฟันด์ (Matching fund) คล้าย ๆ อย่างนั้นครับ เพื่อจะให้แผนที่กําหนดโดยคณะกรรมการ นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติสัมฤทธิ ผล เปึนความร่วมมือทางด้านการใส่เงินทุนเข้าไปกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้ง สนับสนุนส่งเสริมการดําเนินงานให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง อย่างที่เรียนว่ายังไม่มี หน่วยงานใดที่ดูแลด้านนี้ชัดเจน และสุดท้ายก็ให้บูรณาการแผนและงบประมาณ เปึนตัวกลั่นกรองในเรื่องของแผนงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ ที่อ้างเพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยวทั้งปวงครับ ในส่วนของหน่วยประชาสัมพันธ์การตลาดก็คือการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยที่มีอยู่เดิมตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๒๒ ก็ขอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติเฉพาะของตนเองขึ้นใหม่ เนื่องจากเดิม พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอย่างที่ผมกราบเรียนว่าสมัยก่อนเกิดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา พระราชบัญญัติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีอํานาจหน้าที่ ถึงการกู้เงินลงทุน ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะขอปรับให้เปึน ความจริงคือทําหน้าที่แต่เฉพาะในเรื่องการส่งเสริมการตลาดทางด้านการท่องเที่ยวแล้วก็ เน้นว่าไม่เปึนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันเปึนรัฐวิสาหกิจซึ่งไม่ได้แสวงหากําไร ไม่ได้มีรายได้ครับ ก็ขอเปึนพระราชบัญญัติคล้าย ๆ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ทํานองนั้นนะครับ แล้วก็ให้ครอบคลุมงานตามลักษณะของการท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเดิม เราจะเน้นในเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวไปตามพื้นที่ หรือตามประเทศต่าง ๆ สร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ
ด้านการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เช่น สํานักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ เปึนต้น นอกจากนั้นก็จะขอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่เปึนหน่วยวิจัย เช่น สถาบันวิจัย เพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสําคัญมากแต่เราไม่มีหน่วยวิจัย และพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว ก็เสนอให้มีการดําเนินการในลักษณะมูลนิธิหรือสถาบัน คล้าย ๆ กับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง สร้างองค์ความรู้ เพื่อจะใช้ประโยชน์ในการวางแนวนโยบายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สร้างดัชนีตัวชี้วัด เพื่อทําให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าใจถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมทั้งก็ขอถ่ายโอนบุคลากรจากการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ทั้งหมดที่เสนอในเรื่องของการปรับปรุงส่วนราชการเปึนการขอปรับ ขยับตําแหน่งที่มีทั้งหมดประมาณ ๑,๕๐๐ ตําแหน่งจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและ ๕๐๐ ตําแหน่งจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเท่านั้นนะครับ โดยไม่ปรารถนาที่จะให้มี การเพิ่มอัตราแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าตอนนี้โครงสร้างบริบทของบุคลากรทางการท่องเที่ยว เราไปเน้นทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ดังที่กราบเรียนมาแล้วนะครับ โดยสรุปก็คือ การปรับโครงสร้างบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวก็จะมีในระดับนโยบายคือ คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ และในระดับปฏิบัติการก็มีสํานักงาน นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งมี ๔ หน่วยงาน คือ หน่วยยุทธศาสตร์ หน่วยพัฒนา หน่วยประชาสัมพันธ์และหน่วยวิจัย รวมทั้งมีการดูแลในระดับพื้นที่ คือคณะกรรมการ นโยบายท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ในลักษณะของภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน ในส่วนที่ ๒ ก็คือการปรับปรุงการบริหารจัดการของภาคเอกชน ซึ่งอันนี้ก็คือสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่ม ภาคเอกชนให้มีความเข้มแข็ง โดยยังให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๔ เปึนองค์กรประสานกับภาครัฐแล้ วก็ ดําเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสต ร์และนโยบายที่กําหนดโดยคณะกรรมการนโยบาย ท่องเที่ยวแห่งชาติ รวมทั้งการสร้างฐานข้อมูลเพิ่มองค์ความรู้ให้กับองค์กรภาคเอกชน
นอกจากนั้นก็ยังต้องเน้นให้ผู้ประกอบการมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องบังคับให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการตรวจสอบความถูกต้อง แล้วก็ให้มีการเสียภาษี อย่างเหมาะสม ในเรื่องของการบริหารจัดการของชุมชนก็ต้องเน้นการรวมกลุ่มและเพิ่ม การมีส่วนร่วมของชุมชนในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยชุมชน อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ที่อ่าวนาง ก็มีการรวมกลุ่มเรือหางยาว เรือหางยาวแต่ก่อนก็ทะเลาะแย่งผู้โดยสารกัน ตอนหลังก็มี การตั้งเปึนชุมชนผู้ประกอบการเรือหางยาวอย่างนี้เปึนต้น ภาครัฐควรสนับสนุนให้มี การรวมกลุ่มให้มากในรูปสหกรณ์การท่องเที่ยว ชุมชน หรือผู้ประกอบการท่องเที่ยว แล้วก็ ให้มีอํานาจและบทบาทในการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ตั้งแต่การกําหนดทิศทางและ แผนงานพัฒนา ซึ่งอันนี้ก็อยากจะให้รวมไปถึงพื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ รวมทั้ง ต้องเน้นการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ในส่วนสุดท้าย ก็คือการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ก็มีข้อเสนอคือ การปัองกันและแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว โดยการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอนุรักษ์ บริหารจัดการระดับพื้นที่แบบภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกัน รวมทั้งจัดการให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นระบบการจอง จ่ายบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอนุรักษ์ เช่นเราจะเข้าพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการกําหนด จํานวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันก็ต้องมีการจองล่วงหน้า นอกจากนั้นก็มีการส่งเสริม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพื่อกระจาย นักท่องเที่ยวไป อย่างที่เรียนแล้วว่าถ้าเรา มีจํานวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราในปัจจุบันเราจะพบว่า แหล่งท่องเที่ยวไม่เพียงพอแออัดและเสื่อมโทรม ก็เสนอให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเปึน ๓ ระดับ คือ ระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งก็ขอให้ อย่างน้อยทุกอําเภอมีแหล่งท่องเที่ยว ๑ ระดับอย่างใดอย่างหนึ่ง และรัฐบาลควรสนับสนุน ให้มีการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้สูงขึ้น รวมทั้งจัดรวมกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) ท่องเที่ยว ตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ โดยภาครัฐจะต้องลงทุนศึกษาวิจัยอัตลักษณ์ ซึ่งสร้างให้เกิดเรื่องราวของอัตลักษณ์ แล้วก็ส่งเสริมผู้ประกอบการที่นําอัตลักษณ์และวิถีชีวิต ของพื้นที่นั้น ๆ มาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการ เช่นก็ได้เคยนําเสนอสํานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าต่อไปถ้าจะให้การส่งเสริมลงทุนโรงแรมควรจะให้ การส่งเสริมแต่เฉพาะโรงแรมที่ได้นําเอาอัตลักษณ์วัฒนธรรม วิถีชีวิตเข้ามาประยุกต์
ใช้กับโรงแรมเปึนต้น รวมทั้งก็ให้มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้น ในเรื่องเพิ่ม ขีดความสามารถในเรื่องสุดท้ายก็คือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ แล้วก็ การส่งเสริมการขยายธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้มีนักท่องเที่ยวคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศหลายล้านคน ก็เปึนโอกาสที่นักธุรกิจไทย จะไปประกอบธุรกิจที่รองรับนักท่องเที่ยวไทยไปยังประเทศนั้น ๆ ด้วย รวมทั้งการส่งเสริม ผู้ประกอบการที่มีความเข้มแข็งไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นก็คือการสร้าง เครือข่ายผู้ประกอบการและตราสินค้าทางการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันตราสินค้ำ ทางการท่องเที่ยวจะเปึนของชาวต่างประเทศ อย่างเช่นแบรนด์ทางด้านธุรกิจโรงแรมเปึนต้น เราจะไม่ค่อยมีแบรนด์ที่เปึนของคนไทยที่มีชื่อเสียง ในความคิดทั้งหมดก็จะสรุปได้ว่า เราเสนอให้มีการปฏิรูปวิสัยทัศน์ เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคชุมชน และเสนอให้มีการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลที่คาดว่าจะได้รับก็เชื่อว่าหากว่ามีการดําเนินงานตามแนวทางที่เสนอก็จะทําให้เกิด การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม แล้วก็มีการพัฒนา การท่องเที่ยว เปึนเครื่องมือในการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเข้มแข็ง ให้สังคมและข้อขัดแย้งต่าง ๆ ในตัวชี้วัดของความสําเร็จก็คือคุณภาพและยั่งยืน ก็คือให้มี การเติบโตคือรายได้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์
มีส่วนในจีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟ่ก รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า ๖ เปอร์เซ็นต์ ทางด้านการกระจายรายได้ก็คือมีจังหวัดที่มีรายได้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๐ จังหวัด ความยั่งยืนก็คือจํานวนแหล่งท่องเที่ยว ที่มีการกําหนดจํานวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเพิ่มมากขึ้น มีระบบการจองและจ่ายค่าธรรมเนียม ล่วงหน้า รวมทั้งจํานวนแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเกินกําหนด คาพาซิตี (Capacity) ลดน้อยลง ในเรื่องของโครงสร้างการบริหารจัด การในส่วนของภาครัฐ ตัวชี้วัดก็คือ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนพระราชบัญญัตินโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ในส่วนของ ภาคเอกชนก็คือสนับสนุนและกําหนดบทบาทองค์กรภาคเอกชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายให้มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ชุมชนก็ให้มีการรวมชุมชน เพื่อบริหารจัดการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็คือความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ก็อยากจะเห็นว่าขีดความสามารถของประเทศไทยจากลําดับที่ ๓๕ จะขึ้นเปึนลําดับที่ ๒๕ และในระดับภูมิภาคจากเอเชียแปซิฟ่กที่เปึนลําดับที่ ๑๐ ขึ้นเปึนลําดับที่ ๗ และในอาเซียน ภูมิภาคก็ขอขึ้นเปึนลําดับที่ ๒ ทั้งหมดก็เปึนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยวและบริการ ขอบคุณครับ