สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

พรายพล คุ้มทรัพย์ อภิปรายเรื่องกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าใจอธิปไตยตลาดและความเสี่ยงของการผูกขาด และเสนอแนะว่ากฎหมายควรพิจารณาถึงปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพการแข่งขัน ความเป็นไปได้ในการทดแทนระหว่างสินค้า และความจำเป็นของสินค้าในการบริโภค พร้อมเรียกร้องการพิจารณาและแก้ไขนโยบายของรัฐที่ทำให้เกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมน้ำมัน

นายพรายพล คุ้มทรัพย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พรายพล คุ้มทรัพย์ อยากจะอภิปราย ๒ ประเด็น ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๒ ที่ได้ทํางานมาอย่างหนักหน่วง แล้วก็ทําให้เกิดร่างพระราชบัญญัติ การแข่งขันทางการค้า ที่ผมคิดว่าจะถือว่าเปึนการปฏิรูปแนวทางในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าได้ เพราะว่า กฎหมายปัจจุบันนี้เราก็ทราบกันดีว่ามีปัญหาอย่างไร ท่านกรรมาธิการก็ได้อภิปรายแล้ว ประเด็นที่ผมจะอภิปรายก็เพียงแต่อยากจะย้ําเน้นว่าเรื่องอํานาจเหนือตลาด หรืออํานาจ การผูกขาด ผมคิดว่าเราต้องทําความเข้าใจกับมันก่อน เบื้องหลังของกฎหมายเรื่อง การแข่งขันทางการค้าของทุกประเทศ ประเทศไทยเราพูดง่าย ๆ ก็คือเราก็เลียนแบบ ประเทศอื่น ก็มีความเชื่ออยู่ว่าเรื่องการแข่งขันทางการค้านี้เปึนเรื่องที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรม ในทางตรงข้ามเรื่องการผูกขาดหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า โมโนโปลี (Monopoly) มักจะมองว่ามันเปึนป้ศา จหรือสิ่งเลวร้ายทําให้ผู้ผลิตหรือผู้ขาย เอาเปรียบผู้บริโภคทําให้ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีทางเลือก แล้วก็ทําให้ผู้ค้าด้วยกันต้อง เสียเปรียบด้วย ดีไม่ดีอาจจะต้องล้มละลายด้วยซ้ําไป อันนั้นคือความเชื่อ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จริง แต่พอเอามาปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาใช้กับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ผมคิดว่าต้องระวัง เพราะว่าอํานาจการผูกขาดหรืออํานาจเหนือตลาดของสินค้าใดสินค้าหนึ่ง ในตลาดใดตลาดหนึ่งมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเ ฉพาะส่วนแบ่งในการตลาดหรือมาร์เก ต แชร์

(Market share) เท่านั้น อย่างที่เราวัดส่วนแบ่งการตลาดกัน อย่างเช่นว่าดูยอดขายของ บริษัทเอเทียบกับยอดขายรวมในสินค้านั้น ในอุตสาหกรรมนั้น ออกมาเปึนเปอร์เซ็นต์เท่าไร แล้วเราบอกว่าอันนี้ก็มาก อันนี้มากเกินไป อันนั้นน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นอันนี้มากเท่านี้ ต้องถือว่ามีอํานาจเหนือตลาด เพราะฉะนั้นกฎหมายก็จะต้องมีการเรียกว่าดูแล กํากับ อย่างใกล้ชิด แต่นั่นมันแค่ปัจจัยเดียว แล้วอันนี้ผมก็คิดว่าผู้ร่างกฎหมายนี้ก็เข้าใจเพราะว่า ถ้าจะดูในมาตรา ๔ ที่ให้คํานิยามของคําว่าผู้ประกอบธุรกิจที่มีอํานาจเหนือตลาดก็จะเห็นได้ชัด ว่าท่านก็เข้าใจว่าไม่ใช่เปึนเรื่องเฉพาะส่วนแบ่งตลาดแต่เพียงอย่างเดียว แต่เปึนเรื่องของที่ ท่านใช้คําว่าปัจจัยสภาพการแข่งขัน อันนี้มันก็รวมหลายอย่าง แต่ที่สําคัญผมคิดว่า อํานาจผูกขาดอย่างที่ผมเรียนว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งการตลาดอย่างเดียว

แต่ว่ามันขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า ลักษณะของตลาดด้วย เพราะว่าบางสินค้ามันมี ความเปึนไปได้ในการทดแทนด้วยสินค้าอื่น จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ อันนี้ก็คือประเด็น สําคัญ เพราะว่าสินค้าไหนก็ตามที่มีสินค้าอื่น ๆ ที่สามารถทดแทนได้ ต่อให้คุณมีผู้ผลิต อยู่รายเดียว เปึนผู้ผูกขาดอยู่รายเดียว คุณก็ไม่สามารถที่จะตั้งราคาเท่าไรก็ได้ เพราะว่า คุณตั้งแพงเกินไป เขาก็จะหันไปใช้สินค้าอื่นที่ทดแทนได้ ตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์น้ํามัน บางประเภทเช่นเบนซินอย่างนี้มันก็ทดแทนด้วย สมมุติเอาอย่างง่าย ๆ ก็คือแก๊สโซฮอล์ อย่างนี้เปึนต้น แต่อันนี้พูดเปึนตัวอย่างเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วผู้ขายก็มักจะเปึนบริษัท เดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วอันนี้ก็เปึนประเด็นที่ผมคิดว่าทางผู้ร่างได้คํานึงถึงแล้วนะครับ โดยใช้ คําว่าปัจจัยสภาพการแข่งขัน เพราะฉะนั้นก็สรุปได้ว่าดูเฉพาะส่วนแบ่งการตลาดเท่านั้นเท่านี้ บอกไม่ได้ มันจะต้องดูถึงสภาพการแข่งขันอย่างที่ท่านว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปึนไปได้ในการทดแทนระหว่างสินค้านั้นกับสินค้าอื่น อันนี้เปึนประเด็นที่สําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปกําหน ดตายตัวบอกว่าส่วนแบ่งการตลาดเท่านั้นเท่านี้ถือว่า เปึนผู้มีอํานาจเหนือตลาด ผมคิดว่าจะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัตินะครับ จริง ๆ ผมอยากจะเพิ่มเติมด้วยซ้ําไปว่าในการพิจารณาในการทํางำนของคณะกรรมการแข่งขัน ทางการค้าควรจะคํานึงถึงด้วยว่าสินค้านั้นเปึนสินค้าที่จําเปึนต่อความเปึนอยู่หรือการบริโภค หรือไม่ ถ้าเปึนสินค้าฟุ์มเฟ๋อยไม่ต้องไปสนใจครับ มันจะผูกขาดหรือไม่ผูกขาด ถ้าเปึนสินค้า ฟุ์มเฟ๋อย รถสปอร์ต ขอโทษที กระเปิาแบรนด์เนม (Brandname) หรืออะไรต่ออะไรพวกนี้ ไม่มีความสําคัญอะไรในเรื่องการแข่งขันทางการค้า เพราะฉะนั้นอันนี้น่าจะรวมอยู่ในสภาพ การแข่งขันด้วยนะครับ และจริง ๆ แล้วในการทํางานของคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ดูเฉพาะว่า ผูกขาดและเลวร้ายอย่างเดียว ควรจะต้องคํานึงถึง นึกถึงด้วยว่าสินค้าบางอย่างเปึนสินค้าใหม่ ที่เกิดขึ้นด้วยนวัตกรรมของผู้ผลิตหรือผู้ประดิษฐ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เปึนคนไทย เพราะฉะนั้น เวลาเขาผลิตสินค้าใหม่ขึ้นมาแน่นอนมาร์เกต แชร์ก็ต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะมันมีอยู่สินค้าเดียวในตลาดนั้น อย่างนี้นะครับ ก็จะต้องคํานึงถึงว่าต้องยอมให้เขามี มาร์เกต แชร์สูงมาก แล้วก็มีอํานาจผูกขาดในระดับหนึ่งเพื่อให้เขาได้ประโยชน์จากนวัตกรรม ที่เขาอุตส่าห์ลงแรง อันนี้เปึนประเด็นที่ผมคิดว่ากฎหมายนี้น่าจะเอื้อตรงจุดนี้ คือในนี้คงขยายความได้จากการที่จะไปพิจารณา เพราะว่ารายละเอียดทั้งหลายผมเข้าใจว่า อยู่ในประกาศของราชกิจจานุเบกษา ประเด็นที่ ๒ นิดเดียวนะครับท่านประธาน

ก็คือว่านโยบายบางอย่างของรัฐทําให้มีการผูกขาดมากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในอุตสาหกรรมน้ํามัน ผมเรียนตามตรงเลยว่าการที่รัฐไปกดราคาขายปลีก ทําให้ค่าการตลาดต่ํา มันก็ทําให้ บริษัทของรัฐหรือบริษัทที่เปึนรัฐวิสาหกิจก็คือพูดอย่างง่าย ๆ คือ ปตท. นั่นเองได้เปรียบ เพราะว่ามาร์เกตติง มาร์จิน (Marketing margin) หรืออัตราค่าการตลาดที่ต่ํา ปตท. สามารถอยู่ได้เพราะมีกิจกรรมอันอื่นเข้ามาเสริม แต่บริษัทน้ํามันอื่น ๆ อยู่ไม่ได้ ตัวอย่างเท่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะเปึนบริษัทบีพีก็ตาม คิวเอทก็ตาม แล้วเร็ว ๆ นี้ก็ป่โตรนาส เปึนบริษัทที่มีเงินจํานวนมหาศาล แต่ว่าอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาล มีนโยบายกดราคาขายปลีกน้ํามัน ทําให้ค่าการตลาดต่ํา เพราะฉะนั้น ปตท. ก็จะเพิ่ม ส่วนแบ่งการตลาดอยู่เรื่อย ๆ เพราะอะไร เพราะว่าคิวเอทเวลาออกไปก็ขายให้ใครครับ ก็ขายให้ ปตท. บีพีก็เหมือนกันขายให้ ปตท. เจ็ทก็ขายให้ ปตท. ป่โตรนาสผมเข้าใจว่า จะขายให้ ปตท.

เพราะฉะนั้นส่วน แบ่งทางการตลาดของ ปตท. ก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบายแบบนี้ เปึนนโยบายที่ทําให้เกิดการผูกขาดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต้องพิจารณาและคํานึงถึง จริง ๆ เขาได้พิจารณาแล้ว เพราะว่าหน้าที่หนึ่งที่อยู่ในกฎหมาย นี้ ผมเข้าใจว่าในมาตรา ๑๔ (๑๙) ที่บอกว่า ให้เสนอแนะรัฐบาลว่ามันมีนโยบาย หรือมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับอะไร ที่เปึนการทําให้ การแข่งขันลดลง อันนี้เปึนประเด็นที่ผมอยากจะย้ําแล้วจริง ๆ ถ้าจะขยายความ ในกฎหมายนี้ในส่วนนี้ ทําอย่างไรไม่ให้รัฐนี่ไปทําสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจริง ๆ รัฐบาลก็หวังดี คือไม่อยากให้ราคาน้ํามันมันแพงเกินไป แต่ในการทําเช่นนั้นมันก่อให้เกิดการผูกขาด ของบางบริษัทซึ่งเผอิญว่าเปึนของรัฐ แล้วในที่สุดเราก็มาบ่นกันบอกว่าผูกขาดบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง เพราะฉะนั้นอันนี้ผมอยากจะเสริมตรงจุดนี้ ขอบคุณครับ