อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการที่มีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (3P) โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานช้าลงและไม่ประสานกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และเสนอแนะการเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินและพิจารณาโครงการ รวมถึงการนำองค์กรอิสระเข้าร่วมในการพิจารณาและตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ได้อ่านในเรื่องของรายงานก็ดีนะครับ มีความรู้สึกว่ากรรมาธิการ ต้องการที่จะทําให้ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องอีไอเอก็สอดคล้องความต้องการของนักลงทุน เพราะนักลงทุนก็บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าอีไอเอพิจารณาล่าช้ามากจะทําอย่างไรให้มีความรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น แต่ผมอ่านลงไปลึก ๆ แล้วผมกลับมีความกังวลใจว่าที่เราบอกว่าจะให้เร็วขึ้น มันก็จะช้าลง เพราะว่าหลายเรื่องที่ใส่เข้าไปมันทําให้สโคป (Scope) ของการทํางาน ของนักลงทุนก็จะมากขึ้นกว่าเดิมแม้กระทั่งการลงทุนที่เปึนของภาครัฐ วันนี้เราต้องยอมรับว่า โครงการใหญ่ ๆ ของภาครัฐนอกจากรัฐลงทุนแล้วก็ยังมีรัฐวิสาหกิจ และเปึนการลงทุนร่วมกัน ระหว่างรัฐกับเอกชนที่เราเรียกว่าโครงการ ๓ พี (3P) นี่นะครับ ก็คือพับลิ ก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Private Partnership) เพราะฉะนั้นสิ่งที่อ่านแล้วและผมก็พูดกับ ทุกเซกชัน (Section) คือเรื่องของเอสอีเอ พูดตามตรงก็คือด้วยความห่วงใยเรื่องเอสอีเอ จริง ๆ ว่าถ้าเอสอีเอเราดูแค่มิติเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว โดยที่ไม่ดูมิติด้านอื่นก็คือ เรื่องเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่ท่านปลัด กระทรวงเกษมสันต์พูดก็อาจจะทําให้การพัฒนา ของประเทศของเราอาจจะทําไม่ค่อยได้ หรืออาจจะทําก็มีความล่าช้ามาก เอสอีเอ ที่เขียนเอาไว้
ถึงแม้ว่าทางภาครัฐจะเปึนผู้ดําเนินการก็ตาม แต่ผมเรียนว่าหน่วยงานที่ท่านระบุเอาไว้ เขาไม่มีศักยภาพในการทํา แล้วผมก็คิดว่าจะทําให้เกิดความชักช้าแล้วก็ความไม่เข้าใจ อย่างเช่น ด้านพลังงาน ท่านพูดถึงสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งเขาก็ไม่เคยทําเรื่องนี้ แม้กระทั่งท่านพูดถึงสภาพัฒน์ ท่านอยากจะเติมคําว่า เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ไปเติมเรื่อง สิ่งแวดล้อมลงไปว่าสภาพัฒน์จะต้องทําหน้าที่นี้ด้วย ผมดูผมก็ยังมีความห่วงใยว่าหน้าที่ ของสภาพัฒน์ในการที่จะไปสํารวจหาข้อมูลแล้วก็ประเมินในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนี่ เขามีศักยภาพในการทําเรื่องนี้หรือเปล่า แล้วการเติมชื่อเข้าไปนี่จะต้องไปแก้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับสภาพัฒน์เกือบทั้งหมดเลย ซึ่งไม่ใช่เปึนเรื่องที่จะทําได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของเอสอีเอผมยังคิดว่าถ้าจะทําก็คงต้องให้เกิดความชัดเจนว่ามันทําโดยใคร อย่างไร แล้วก็มีกระบวนการ แล้วก็มีสโคปหรือรายละเอียดของการทําเอสอีเอขนาดไหน อย่างไร ไม่อย่างนั้นผมเรียนว่าโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเปึน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการตัดถนนหนทาง หรือโครงการใหญ่ ๆ ทั้งหลายโครงการ ทําแล้วจะติดขัดไปว่า มันสอดคล้องกับเอสอีเอหรือเปล่า เพราะการทําเอสอีเอ ถ้าเปึนเรื่องอีไอเอนี่การที่จะทําเรา จะต้องมีข้อมูลเยอะพอสมควร อย่างอีไอเอถ้าจะทําจะต้องมีการออกแบบเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อจะมีข้อมูลในการที่จะใช้ในการประเมินเรื่องผลกระทบต่าง ๆ แต่การทําเอสอีเอเรามี ข้อมูลมากน้อยขนาดไหนในการที่จะใช้การประเมิน แล้วถ้าเราประเมินออกไปเราบอกว่า แคริง คาพาซิตี (Carrying capacity) ไม่สามารถจะรองรับได้ เรารู้ได้อย่างไรว่าจะมีโครงการ มากน้อยขนาดไหนลงไปในโครงการในพื้นที่นั้น สิ่งเหล่านี้มันจะทําให้เสียโอกาสในการลงทุน ตอนนี้กลับมาทางภาคเอกชนอีกนิดหนึ่งนะครับ ผมก็เปึนห่วงภาคเอกชน เพราะว่า โครงการใหญ่ ๆ ของภาคเอกชนก็มีเยอะ แล้วมีเยอะก็บอกว่าโครงการเหล่านี้ถึงเอกชน ไม่ต้องทําเอสอีเอก็ตามแต่ก็อาจจะต้องสอดคล้องกับเอสอีเอ คืออีไอเอต้องทําอยู่แล้ว แต่ว่า ไม่ต้องทําเอสอีเอแต่ต้องไปสอดคล้องกับเอสอีเอ แต่ถ้าเอสอีเอยังไม่ได้ทํา โครงการของเอกชน ก็ม้วนเสื่อก็คือนั่งเฉ ย ๆ ไม่ได้ทําอะไร ผมเปึนห่วงว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กระบวนการที่ทําตรงนี้ จะทําให้การลงทุนลําบากขึ้น แล้วก็ทําให้ขั้นตอนต่าง ๆ ทําให้การลงทุนช้าลง ซึ่งตัวนี้ นักลงทุนไม่อยากได้ เราอยากได้กระบวนการที่มันรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผมอ่านดูในเรื่องของ กระบวนการอีไอเอจากการที่เคยเปึนกรรมการผู้ชํานาญการ ผมก็ยังไม่ค่อยเห็นว่ามันจะทําให้ เร็วขึ้นได้อย่างไร คือกระบวนที่เขียนมาทั้งหมดนี้เปึนภาพรวม แต่ว่าไม่ได้เห็นว่าอีไอเอ
จะอิมพรูฟ (Improve) ได้อย่างไรในกระบวนการประเมินแล้วก็การพิจารณา ส่วนอีกอันหนึ่ง ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเหมือนกันที่จะเอาตัวแทนจากองค์กรอิสระไปเปึนกรรมการผู้ชํานาญการ เพราะว่าเนื่องจากว่ากรรมการผู้ชํานาญการต้องมีศักยภาพ ความสามารถ ความรู้ในเรื่องของ การที่จะให้ความเห็นได้ ยกตัวอย่างเช่นโครงการป่โตรเคมีหรือโรงกลั่นน้ํามัน ถ้าเอา องค์กรอิสระไปที่เขาไม่ค่อยรู้เรื่อ งเขาก็จะไปคอมเมนต์ (Comment) อะไรซึ่งอาจจะ ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเปึน ผมคิดว่าปัจจุบันนี้การพิจารณาแล้วก็ส่งให้คณะกรรมการอิสระ ในการพิจารณาดูอีกทีอันนั้นก็น่าจะเปึนทิศทางที่ดีอยู่แล้ว มีเรื่องนิดหนึ่งคือ เรื่องมอนิเตอร์ อิแวลูเอชัน แอนด์ ออดิต (Monitor Evaluation and Audit) นี่นะครับ คือมาตรการในการติดตามผล รวมทั้งการตรวจสอบด้วยผมคิดว่าเปึนเรื่องดีที่จะใช้ เทิร์ด ปาร์ตี (Third party) เข้ามาดําเนินการ เพราะว่ามีหลายโครงการมากในปัจจุบันว่า ที่ทําไปแล้วปรากฏว่าตั้งแต่เริ่มก่อสร้างก็เกิดปัญหารบกวนชาวบ้าน เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน แต่เนื่องจากว่าไม่มีการไปมีมาตรการในการเข้มงวดในเรื่องของการติดตามและตรวจสอบ อันนี้ก็ทําให้ประชาชนไม่ค่อยไว้ใจในการลงทุน เพราะฉะนั้นผมก็ยังเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องดี แต่ว่าก็คงจะดูในเรื่องของวิธีการว่าทําอย่างไรให้มีกา รทําได้เกิดผลจริง สุดท้ายผมเห็นว่า จะมีการตั้งอาจจะเปึนกรมอะไรขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผมก็อยากให้ พิจารณาให้รอบคอบว่ามันมีความจําเปึนมากน้ อยขนาดไหนที่จะต้องทําถึงขนาดนั้น ขอบพระคุณครับ