สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปทั้งระบบและเห็นแนวทางปฏิรูปที่รวมทุกหน่วยงานในระบบราชการ และเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยมีระยะเวลาในการปฏิรูป และมีรายละเอียดในเอกสารที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดทำไว้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปตำรวจไทยให้กลับไปเป็นตำรวจของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมือง และเรียกร้องให้ปฏิรูปตามที่เขาเสนอเมื่อคราวที่แล้ว

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในกลุ่มที่ ๓ เปึ้นกลุ่มของผู้ที่อยู่ในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มอบหมายให้ผม และท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รายงานต่อที่ประชุม ซึ่งในกลุ่มมีสมาชิกดังต่อไปนี้ ก็คือ ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ท่านจุมพล สุขมั่น พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ท่านตระกูล วินิจนัยภาค ท่าน พลตำรวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล ท่าน พลตำรวจโท ธีรจิตร์ อุตมะ ท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ท่าน พลโท บัญชา สิทธิวรยศ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

คุณหญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันท์ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ท่าน พลเอก วิเชียร ศิริสุนทร ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร และตัวผมเอง รวมถึง พลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง และ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน นะครับ ซึ่งในกลุ่มก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันโดยได้เปัาหมายการปฏิรูปสำคัญ สปท. ในช่วง ๒ ป้ข้างหน้า ก็แบ่งออกเปึน ๕ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่สมาชิกมีข้อเสนอมาก ก็คือ ๑. กระบวนการยุติธรรมและตำรวจ ๒. การปัองกันการทุจริต ๓. การปัองกัน และปราบปรามยาเสพติด ๔. การศึกษา ๕. การเมือง ซึ่งอันนี้เปึ้นเปัาหมายที่ ๑ ส่วนมองในภาพลึกเข้าไปเปึนเปัาหมายปฏิรูปสำคัญของด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมในช่วง ๒ ป้ข้างหน้า ก็มี ๑. กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งแยกตำรวจออกไป ๒. เปึนประเด็นปฏิรูปตํารวจ ๓. ปฏิรูปการจัดทํากฎหมาย การทบทวน และการบังคับใช้ กฎหมาย ๔. ด้านศาลยุติธรรมและทนายความ ๕. การปัองกันและปราบปรามยาเสพติด อันนี้คือประเด็นเปัาหมายสำคัญที่สมาชิกได้เสนอประเด็นร่วมกันนะครับ ส่วนในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นในกลุ่มก็มีแนวความคิดหลากหลายนะครับ สรุปได้ในลําดับสําคัญก็คือต้ องการอยากจะเห็นการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ อยากจะเห็น แนวทางในทุก ๆ หน่วยงานในระบบราชการมีการปฏิรูปร่วมกัน

การทำงานปฏิรูปประเทศคราวนี้คงไม่ใช่แค่ในสภาเท่านั้น แต่อยากเห็นระบบกลไก การบริหารประเทศขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน เช่นในหน่วยงานภาคปฏิบัติของส่วนราชการ ต่าง ๆ ควรจะต้องเริ่มมีการปฏิรูปในหน่วยงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เปึ้นแนวทาง ที่คงต้องปรึกษาหารือกับทางรัฐบาลและ คสช. ที่จะให้แต่ละหน่วยงานในระบบราชการเสนอ แนวคิดของตัวเองในแนวทางการปฏิรูปการทำงานของตัวเองเสนอเปึ้นลำดับในหน่วยงาน ไปเสนอถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปจนกระทั่งไปถึงหน่วยงานสูงสุดของหน่วยงานนั้น ๆ แล้วให้แนวทางการปฏิรูปดังกล่าวนั้นเสนอมาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา ดังนั้นแนวทางการปฏิรูปทั้งหมดต่อไปคงจะเปึ้นเรื่องของการที่ราชการก็มีแนวทางการปฏิรูป ในระบบภาคประชาชนเองก็มีส่วนร่วม แนวทางสิ่งที่หน่วยงานราชการแต่ละหน่วยนั้น จะร่วมกันปฏิรูปนั้นก็จะปรากฏผลโดยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เปึ้นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที การจะทำทันทีดังกล่าวนั้นก็หมายความถึงว่าในส่วนงานที่จะ เกิดขึ้นได้ก็คงต้องปรึกษาหารือว่าถ้าหากว่าเปึนเรื่องจำเปึนต้องออกกฎหมายก็คงต้องตกลง กับทาง สนช. ว่าเรื่องเหล่านี้สามารถใช้ประกาศของประธาน คสช. โดยใช้มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะมีคําสั่งในการที่จะให้มีการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันได้ทันที หรือเปึนแนวนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานนั้นสามารถปฏิรูปในแนวทาง ดังกล่าวไปพร้อม ๆ กันได้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็จะสามารถปฏิรูปไปพร้อม ๆ กัน ทั้งประเทศ นี่คือประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ในส่วนเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งได้กําหนดแนวทางการปฏิรูปในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนั้นก็ให้ความสําคัญไปที่ หน่วยงานสำคัญก็คือศาล อัยการ ตำรวจ ทนายความ หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม รวมถึง องค์กรอิสระที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในคณะพิจารณาร่วมกัน ก็ได้ให้ความสำคัญถึงกระบวนการยุติธรรมที่ทำอย่างไ รที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนเปึ้นสำคัญ ให้ความสำคัญไปที่เสรีภาพของประชาชนที่ถูกดำเนินคดี และยังไม่สามารถที่จะได้มีการปล่อยตัวชั่วคราวได้ ในระหว่างที่พิจารณาคดีของศาลนั้น อาจจะใช้เวลาในการควบคุมตัวที่ยาวนานก็อาจจะเกิดผลเสียหายกับสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ในส่วนนี้เองก็มีข้อเสนอ ยกตัวอย่างว่าถ้าหากว่าคดีใดก็ตามที่ไม่สามารถได้รับ การประกันตัวออกมาแต่ยังอยู่ในการพิจารณาคดีในชั้นศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่าง ในศาลฎีกาเองถ้าหากว่าคดีใดก็ตามที่ยังไม่สามารถประกันตัวได้ต้องมีมาตรการให้ศาล

พิพากษาคดีโดยเร็ว อย่างเช่นในคดีที่อาจจะต้องใช้เวลาพิจารณาคดีน่านก็อาจจะต้อง กำหนดไว้ว่าให้สามารถตัดสินภายใน ๖ เดือนสำหรับคดีที่ไม่สามารถที่จะปล่อยตัวชั่วคราวได้ อย่างนี้เปึนต้น ส่วนความสำคัญในเรื่องของเยาวชนนั่นเองสมาชิกก็ได้เสนอว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เปึนปัญหาในบ้านเมืองเรานั้นเราก็ต้องสร้างในส่วนภาคประชาชนให้สามารถเรียนรู้ แล้วก็สามารถให้มีนิสัยหรือพฤติกรรมเพื่อที่อนาคตข้างหน้าแล้วจะได้มีประชาชน เปึ้นประชาชนที่มีคุณภาพ ไม่ไปกระทําความผิดในด้านต่าง ๆ ส่วนแนวทางของการปฏิรูป ในส่วนกระบวนการปัองกันการทุจริตคอร์รัปชันนั้น ในส่วนนี้เองสมาชิกก็ให้ความสําคัญ เพราะถือว่าเปึ้นเรื่องสําคัญของชาติของประเทศ สิ่งต่าง ๆ ที่จะปฏิรูปได้นั้นก็คงจะต้อง เน้นหนักไปในเรื่องของการปฏิรูปตัวบทกฎหมายเปึนสำคัญเพื่อผลสำเร็จของผลงาน การปฏิรูปเรื่องการปัองกั นการทุจริตที่ต้องการให้มีประสิทธิภาพแล้วมีภาพที่ชัดเจน นอกจากนั้นในแนวทางการปฏิรูปดังกล่าวนั้นก็ต้องกําหนดระยะเวลา

ซึ่งตามรายงานที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. ได้จัดทำไว้ในวาระที่ ๗ เอกสารแจกท่านไปแล้ว ปรากฏว่าข้อคิดเห็นของสมาชิกที่ประชุมร่วมกันนั้นมีแนวทางการปฏิรูปในกระบวนการ ยุติธรรมสอดคล้องต้องกันกับแผนปฏิรูปที่ สปช. ได้จัดทำไว้อยู่ในวาระที่ ๗ ท่านสมาชิก สามารถไปอ่านแล้วก็ไปศึกษาได้นะครับ ในระยะเวลาจำกัดก็จะขอเรียนกำหนดเวลาสุดท้าย ว่ากรอบเวลาการปฏิรูปนั้นจะต้องทําทันทีว่ามีรายการใดบ้าง เดี๋ยวท่านไปดูในเอกสาร ใน ๑ ป้จะทําอะไรบ้าง ใน ๒-๓ ป้จะทําอย่างไรบ้าง โดยมีเปัาหมายสําคัญก็คือ สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชนที่สามารถได้รับการดูแลสิทธิและเสรีภาพ ในกระบวนการยุติธรรมที่ประสบพบอยู่ทุกวัน ในส่วนกระบวนการยุติธรรมและส่วนของ รายงานที่ได้กำหนดเปึนประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ นั้นได้แยกรายงานตำรวจไว้ ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยเวลาจำกัดรีบเร่ง ขออนุญาต พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รายงานในส่วนของงานตำรวจ ขออนุญาตครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ นี่เปึนครั้งที่ ๒ ที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ ครั้งแรก เมื่อประมาณ ๓ เดือนที่แล้วผมมาในฐานะกรรมาธิการจัดทําแผนปฏิรูปตํารวจ ผมใช้เวลา ไม่เกิน ๕ นาทีครับ ท่านสนใจฟังนิดเดียวจะได้ประโยชน์มาก ไม่ว่าจะถามกันในนี้หรือถาม ที่หน้าห้อง หรือข้ามถนนไปถามก็ตามว่าตํารวจควรจะปฏิรูปแล้วหรือยัง คำตอบตรงกัน ทั้งหมดว่าควรแล้ว ก็แปลว่าตำรวจอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว คำหนึ่งซึ่งยังก้องอยู่ในหูผม และหลายคนที่เปึ้นตำรวจหลายคนห้ามผมว่าไม่ให้มาพูดเพรำะมีส่วนได้เสีย ไม่มีน้ำหนัก แต่ ณ วันนี้คําพูดผมมีน้ําหนักเพราะว่าผมเกษียณแล้ว ว่าตํารวจรับใช้นักการเมือง ตํารวจ ๒ มาตรฐาน ตำรวจไม่เคยรับใช้ประชาชน ตกเปึ้นเครื่องมือของนักการเมือง ผมยอมรับ แล้วถามว่าเคยมีไหมที่ตํารวจเปึนตํารวจของประชาชน เคยมี มีอยู่ ๗๐ ป้ครับ ตำรวจเปึน ที่รักของประชาชนอยู่ ๗๐ ป้ ๒๔๐๕-๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๐๕ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงปฏิรูปตํารวจครั้งแรกสําเร็จ พระองค์ท่านได้รับการถวายพระนาม ว่าเปึนพระบิดาแห่งตำรวจไทย ตำรวจในยุคนั้นเปึ้นตำรวจของพระมหากษัตริย์ และประชาชน ไม่ใช่ตำรวจของนักการเมือง ประชาชนถึงรักตำรวจ พอหลังจากนั้นมาตำรวจ เริ่มต้องตกเปึนเครื่องมือของฝ์ายการเมือง มีความชัดเจนมาก พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้การเมืองมาแต่งตั้งตำรวจ ผบ.ตร. ตั้งโดยนายกรัฐมนตรี นายพลตั้งโดย

รองนายกรัฐมนตรีซึ่งเปึนประธาน ก.ตร. ใครอยากเปึนนายพล ใครอยากเปึน ผบ. ต้องไม่ขัดใจฝ์ายการเมือง เพราะฉะนั้นมันก็เปึนอยู่เองครับโดยธรรมชาติ ก็เปึนหัวข้อหนึ่ง ที่ต้องปฏิรูปตํารวจให้กลับไปเปึนตํารวจของประชาชน เปึนตํารวจในพระองค์ แล้วตํารวจ จะเปึ้นที่รักของประชาชน เพราะฉะนั้นในหัวข้อการปฏิรูปที่ผมมานําเสนอเมื่อคราวที่แล้ว ตรงนี้แต่อยู่ข้างบน ๖ หัวข้อ ๖ หัวข้อนั้นคะแนนเสียงของสภานี้ ๑๒๕ ต่อ ๒๘ ผ่านไปแล้ว ถามว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนครับ ท่านไปเป่ดกล่องกระดาษครั้งแรกผมเข้าใจผิดคิดว่าสภาเขาแจก ลองกอง

ในกล่องนั้นวาระปฏิรูป วาระที่ ๖ ไม่หน้ามากครับ มี ๖ ด้านด้วยกัน ด้านที่ ๑ ก็เปึ้นเรื่อง ทำให้ตำรวจปราศจากการแทรกแซงของฝ์ายการเมือง ตรงนั้นมีรายละเอียดครบหมด ถอดนายกรัฐมนตรีออกไป ถอดร้องนายกรัฐมนตรีออกไปจากการเข้ามาแต่งตั้ง แล้วทําอย่างไรนั้นมีองค์ประกอบละเอียดยิบ คณะกรรมาธิการในครั้งนั้นอาจารย์ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ท่านเปึนประธาน ท่านอาจารย์เทียนฉายเปึ้นที่ปรึกษา ๑๗ ท่านที่มาร่วมกันคิด คิดกันอยู่หลายเดือนจนมาแถลงกันที่นี่ ตกผลึกแล้วครับ เรื่องที่ ๒ ปฏิรูปเรื่องการสอบสวน จะออกไปจากตํารวจหรือจะอยู่กับตํารวจ ถ้าอยู่กับตํารวจต้องทําอย่างไร ถ้าให้ผู้กํากับ หัวหน้าสถานียังคุมงานสอบสวนอยู่ ผู้กำกับไปยิ่งเขาตายกลับมาสั่งให้ลูกน้องทำสำนวน สั่งไม่ฟัองมันจะเปึ้นธรรมกับสังคมไหม เราคิดไว้หมดแล้วครับ ถ้าอยู่กับตํารวจ จะต้องแยกแท่งเปึ้นอิสระ ไม่ใช่ให้ผู้กำกับโรงพักไปไล่ยิ่งเขามา ไปฆ่าเขาตาย แล้วก็ลับมาทำสำนวนเอง มีระบบปัองกันการแทรกแซงครบหมดในนั้น เรื่องการแต่งตั้ง โดยใช้ระบบคุณธรรม เพื่อปัองกันการวิ่งเต้น เพื่อปัองกันการซื้อตำแหน่ง ซื้อขายตำแหน่ง ท้ายที่สุดก็ไปตกกับประชาชน ในเรื่องของการโอนกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ผมใช้คำว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็แปลว่ามาฝากต่ำรวจไว้ตั้งนานจนเดี๋ยวนี้ไม่ยอมเอากลับไป บางหน่วยบอกให้เอาไป บอกไม่พร้อม ก็ไม่เคยพร้อมเสียที แต่คราวนี้ต้องบังคับ มีหลายกิจการด้วยกันนะครับ ในเรื่องขอให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ เข้ามาตรวจสอบ หลายคนบอกว่าไปแจ้งความโรงพักยังต้องหาเส้นฝากไป ประชาชน เข้ามาตรวจสอบ ประชาชนเข้ามาถึงการใช้บริการในกระบวนการยุติ ธรรม เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายในเรื่องของงานนิติวิทยาศาสตร์ต้องเปึ้นอิสระ นิติเวช พิสูจน์หลักฐานจะต้องอยู่ด้วยกัน ต้องเดินคู่กัน บังเอิญอาจารย์หมอ ก็ขออนุญาตที่เอ่ยนาม คุณหมอพรทิพย์อยู่ในคณะนี้ด้วย ตรงกันกับ ๖ ข้อที่ผมทำไว้เส ร็จแล้ว ตรงนี้ละครับ เอามารีไว้ว์ (Revive) อีกครั้งหนึ่ง จริง ๆ แล้วมันผ่านสภาไปแล้วด้วยคะแนนขาดลอย เมื่อคราวที่แล้ว ๖๐ กว่าท่านอยู่ในนี้เมื่อคราวนั้นด้วย ผมขออนุญาตที่จะต้องเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะว่าถ้ารัฐบาลนี้ปฏิรูปไม่ได้รัฐบาลหน้าไม่มีทางครับ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อได้นายกรัฐมนตรีมาแล้วเขาจะหมดอํานาจในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. เขาคงไม่ปฏิรูปหรอกครับ ต้องปฏิรูปภายใน ๒ ป้นี้ ต้องปฏิรูปภายในรัฐบาลนี้เท่านั้นละครับ ขอบคุณครับ