สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘

อําพล จินดาวัฒนะ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยมี 9 ประเด็นที่ควรปฏิรูป และจัดระดับความสำคัญ 5 ประเด็น อําพล จินดาวัฒนะ พูดถึงการปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคม และการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย โดยเสนอแผนปฏิรูปและโรดแมปในการเปลี่ยนแปลง

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. เปึนผู้แทนในฐานะเปึนวิทยากร กระบวนการกลุ่มนะครับ แล้วก็กลุ่มได้มอบให้มาทำหน้าที่นำเสนอ ทั้งหมดนี้มาจากกลุ่มทั้งสิ้น เรามีทั้งหมด ๑๓ ท่านนะครับ หมู่อมราช่วงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ท่านปลัดวิเชียร ชวลิต ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ท่านอิศรา ศานติศาสน์ ท่านบวรเวท รุ่งรุจี ท่านสมชาย พฤฒิกัลปี พลเอก ปราการ ชลยุทธ์ ท่านพรชัย ตระกูลวรานนท์ พลอากาศเอก นิรันดร์ ยิ้มสรวล พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ พลตำรวจเอก เรื่องศักดิ์ จริตเอก ท่านเลิศปัญญา บูรณ์บัณฑิต แล้วก็ผม อำพล จินดาวัฒนะ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านรองประธานได้กรุณาไปเยี่ยมกลุ่มด้วยนะครับ คำถามในกลุ่ม มี ๓ คำถามที่เราตกลงกันไว้ในวิทยากรกระบวนการคื อเราจะนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ เฉพาะคำถามที่ ๑ คือ ๕ เรื่องที่ สปท. ควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณาเปึ้นเรื่องที่จะนำ ขับเคลื่อนต่อไปเปึ้นเรื่องด่วนและสำคัญ ส่วนเรื่องที่ ๒ ประเด็นทางด้านสังคมแล้วก็ วิธีการขับเคลื่อนนั้นเราขออนุญาตไม่นำเสนอครับ ในกลุ่มก็ได้ตั้งคำถามตามที่ได้ให้ไว้นะครับ กลุ่มได้ดำเนินการตามกระบวนการแล้วก็ได้พบประเด็นที่ควรจะปฏิรูปที่หยิบขึ้นมาทั้งหมด ๙ ประเด็น จากนั้นเราก็จัดระดับความสําคัญ ก็มีการจัดระดับความสําคัญออกมาได้ทั้งหมด ๕ เรื่องตามโจทย์นะครับว่าใน ๒ ป้นี้เรื่องที่ควรจะหยิบขึ้นมามีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเปึนธรรม เรื่องที่ ๒ การปฏิรูป เพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูประบบการเมือง ระบบราชการ และการกระจายอํานาจ เรื่องที่ ๔ คือการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคม เรื่องที่ ๕ คือปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย เรื่องที่ ๑ ที่ได้เรตติง (Rating) สูงสุดในกลุ่ม ๑๓ คนได้พิจารณากันแล้วก็คือเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ การลดความเหลื่อมล้ำหมายถึง ทั้งด้านทรัพยากร อาชีพ รายได้ และอื่น ๆ แก้ความเหลื่อมล้ำ สร้างความเปึ้นธรรมให้ได้ อันนี้คืออาจจะเปึนทั้งกระบวนการและเปัาหมายของการปฏิรูป เรื่องการบริหารจัดการที่ดิน เปึ้นองค์ประกอบสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความยากจน การเพิ่มสิทธิ อำนาจในการจัดการของชุมชน ลำดับที่ ๒ คือปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างระบบชุมชนเข้มแข็ง อันนี้ก็ให้คะแนนกันค่อนข้างเยอะนะครับ สร้างความเข้มแข็งชุมชน ปฏิรูปให้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อความผาสุก สะดวก ปลอดภัย มีความรักและสามัคคี ปฏิรูปสังคมรวมถึงวัฒนธรรมด้วย

ปฏิรูปการดํารงชีวิตในสังคมเมือง อันนี้ก็เปึนประเด็น ที่น่าสนใจ แล้วก็เพิ่มอํานาจ ประชาชนฐานรากให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนในชุมชนได้ พัฒนาพื้นที่ชายแดนและพื้นที่เปัาหมายเฉพาะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของชุมชนนั้น ๆ ชุมชนต้องแก้ไขปัญหาตัวเองได้ และรัฐหนุนเสริมครับ ประเด็นที่ ๓ ที่เปึนระดับความสำคัญที่ ๓ คือปฏิรูประบบการเมือง ระบบราชการ และการกระจายอำนาจ อันนี้ก็ให้คะแนนค่อนข้างเยอะนะครับ เรื่องการเข้าสู่อำนาจของการเมือง เรื่องระบบ พรรคการเมือง การจัดระเบียบสังคม การเคารพกฎหมาย เคารพในสิทธิหน้าที่ การปฏิรูป ระบบราชการและระบบงบประมาณ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารจัดการ ของภาครัฐ การปฏิรูปโครงสร้างบริหารชุมชนท้องถิ่นและการกระจายอํานาจ การมีส่วนร่วม ของประชาชนและสังคมต่อการพัฒนา รวมทั้งต่อเรื่องความมั่นคงครับ ลำดับที่ ๔ ที่กลุ่มพิจารณาว่ามีความสำคัญก็คือการปฏิรูประบบการศึกษาและ รวมถึงการเรียนรู้ ของสังคมด้วย ไม่ใช่เรื่องระบบการศึกษาในระบบเท่านั้นนะครับ ปฏิรูปการจัดการศึกษา ในระบบ เตรียมความพร้อมของคนในสังคมทั้งกระบวนการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มวัย ทุกช่วงอายุ ปฏิรูปการอบรมบ่มนิสัยของเด็กและเยาวชน พัฒนาเยาวชน การบริหารจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศหมายถึงเรื่องการศึกษาและระบบการจ้างงาน ส่งเสริมให้คน ที่สำเร็จการศึกษาประกอบธุรกิจที่เปึนธุรกิจเพื่อสังคมให้มากขึ้น หลายเรื่องก็จะสอดคล้องกับที่ สปช. ได้ทำข้อเสนอไว้

เรื่องลําดับที่ ๕ นะครับได้มีการพิจารณากันแล้วหยิบขึ้นมาก็คือเรื่องการปฏิรูประบบสังคม สูงวัย ซึ่งเรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับทุกระบบในสังคม เพราะของเราเข้าสู่เอจจิงโซไซตี (Ageing Society) และกําลังจะเปึนปัญหาใหญ่ก็มีการเสนอว่าจะต้องมีการปฏิรูปกลไก ด้านสังคมรองรับเรื่องนี้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและสิ่งแวดล้อม เตรียมการรองรับ สังคมสูงอายุ ส่งเสริมการให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงานที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของประเทศ ก็ขออนุญาตนำเรียนคร่าว ๆ ๕ ประเด็นที่หยิบขึ้นมาในสำหรับกลุ่มนี้ สุดท้ายผมขออนุญาต ท่านประธานก่อน เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นนี้ครับ กลับมาแผ่นที่ ๑ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก่อนแผ่นสุดท้าย ทางกลุ่มได้คุยกันเรื่องประเด็นทางด้าน สังคม แล้วก็ลองคิดถึงวิธีการที่ สปท. ควรจะทำงาน เราพบว่าในกลุ่มเขาคุยกันไม่ว่า ประเด็นอะไรออกมาตรงกันหมดว่าสิ่งที่ สปท. ควรทำนั้นควรจะจับอยู่ ๔ จุด จุดที่ ๑ คือพื้นที่ครับ บางท่านใช้คำว่าไซต์ เซอร์เวย์ (Site survey) ทุกอย่างที่เราทำนี้ไม่ได้ทำ ข้างบน ไม่ใช่อยู่บนอากาศแต่มันอยู่ในความจริงในพื้นที่ เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญ กับพื้นที่ครับ ในพื้นที่มีทั้งเรื่องดี ๆ สิ่งดี ๆ เปึนกรณีศึกษาเยอะแยะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีปัญหามากมาย เราจะต้องอาจจะเรียกว่าแบค ทู เบสิก (Back to basic) กลับไป จับประเด็นเรื่องชุมชน ไม่ได้หมายความว่าทำเรื่องชุมชนเข้มแข็ง แต่ทุกเรื่องดูเหมือนว่า จุดสำคัญต้องไม่ทิ้งการไปทำกับของจริงนั่นเอง คือในพื้นที่ครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ต้องทำงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะแตกต่างจาก สปช. คือ สปช. พัฒนา ข้อเสนอแล้วส่งไป อาจจะมีการรับฟังความเห็นส่วนราชการและที่ต่าง ๆ บ้าง แต่เที่ยวนี้ ถ้าจะขับเคลื่อนให้สำเร็จต้องทำงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด กรณีตัวอย่างเช่น ในกลุ่มที่เราอยู่นี่มีอธิบดีกรมที่ดินครับ มีอธิบดีอยู่ ๒-๓ ท่านที่ยังเปึนแอกทีฟ โพสต์ (Active Post) คือท่านยังอยู่ในประจำการ มีอดีตปลัดกระทรวง มีรองอธิการบดี มีอะไรต่าง ๆ เราคิดว่าจําเปึ้นที่จะต้องทํางานใกล้ชิดกับกลไกของรัฐบาล แล้วไม่ใช่อยู่ที่ใน สปท. เท่านั้น แต่หมายถึงกลไกรัฐบาลที่อยู่ในส่วนอื่นที่เกี่ยวกับประเด็นนั้น อันนี้คือจุดที่ ๒ เปึนจุดคานงัด ที่สำคัญ จุดที่ ๓ คือนอกจากส่วนราชการแล้ว พื้นที่แล้ว ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ ประเด็นนั้น เช่น เอกชนที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา ประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เราจะต้องดึงเข้ามาร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูปนั้น ๆ และประเด็นที่ ๔ ถึงจะกลับมาสู่งานต่อยอดของ สปช. คือข้อเสนอการปฏิรูปของ สปช. ในด้านนั้น ๆ

คงจะต้องมีหน้าที่พวกเราจะต้องมาทําการวิเคราะห์ ในระดับการสังเคราะห์ครับ โดยผสม ๔ เรื่องนี้ด้วยกัน พอได้ ๔ เรื่องนี้แล้วก็จะเกิดประเด็นสำคัญที่ชัดเจนมากขึ้น ชัดเจนเลยว่า จะทำอะไร และเราคงมีหน้าที่ทำโรดแมป ฟอร์ เช่นจ์ (Road map for change) เราหมายถึงร่วมกันกับ ๔ ภาคเมื่อกี้นี้นะครับ ทําแผนปฏิรูปที่ชัดเจนสําหรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะสามารถวัดผลได้ในระยะเวลาต่าง ๆ ตรงนี้จะต้องทำอย่างประณีตทีเดียว มีท่านหนึ่ง ใช้คําว่าถ้าทําตรงนี้ชัด สังคมจะเชื่อมั่นครับว่า สปท. เราวางแผนขับเคลื่อนปฏิรูป ได้สําเร็จจริง ถ้าไม่มีตรงนี้เราพูดกันไปเรื่อย ๆ เราจะไม่เห็นความสําเร็จครับ แล้วไม่รู้ จะวัดตรงไหน แล้วเราก็ต้องมีแผนการสื่อสารกับสังคม จากนั้นก็ไปขับเคลื่อน ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คือไปผลักดันเรื่องกฎหมาย ก็หมายความว่าตรงนี้เราทำงานกับรัฐบาลแล้วนะครับ รัฐบาลเห็นด้วยเอาด้วยไปช่วยรัฐบาลคิดจนรัฐบาลบอกว่าต้องทำกฎหมาย เราก็ไปผลัก กฎหมายกับ สนช. กับรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งคือไม่ต้องรอกฎหมายต้องไปทำให้เกิด รีฟอร์มแอกชัน (Reform action) ซึ่งกลไกที่จะทำรีฟอร์ม แอกชันก็คือกลไกของรัฐบาล ทั้งสิ้น ถ้าเรามาวางโรดแมป (Road map) ร่วมกันทำงาน ๔ ประสานแบบที่เรียนอย่างนี้ รีฟอร์มแอกชัน (Reform action) ก็จะเกิดคือการขับเคลื่อนการปฏิรูปเกิดได้จริงครับ แล้วก็การแก้กฎหมาย ออกกฎหมายใหม่ หรือปรับปรุงกฎหมายก็จะเกิดได้ และทั้งหมดนี้ ต้องอยู่บนโรดแมป ฟอร์ เช่นจ์ (Road map for change) คือการที่มีแผนที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ จะแก้อะไรก่อนอะไรหลัง ทำอะไรกระทบต่อใคร มีผลดีผลเสียกับใคร แล้วจะบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้อย่างไร

กระผมคิดว่าสิ่งที่ได้จากกลุ่ม สุดท้ายที่ได้สังเคราะห์อันนี้น่าจะเปึนประโยชน์พอสมควร สำหรับท่านสมาชิกพวกเราจะได้ไปขบคิดกันต่อในขั้นตอนการทำงานต่อไปนะครับ ทั้งหมดนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานและท่านเพื่อนสมาชิกครับว่าในกลุ่มสังคม เราได้ทำงานมาในวันนี้ได้ผลมาตามที่ได้รายงานไปแล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับ