สยุมพร ลิ่มไทย นำเสนอหลักการปฏิรูปที่ดินโดยยึดถือที่ดินเป็นสมบัติของชาติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเรียกร้องให้ศึกษาวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. โฉนดชุมชนและผลักดันธนาคารที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาการไร้กรรมสิทธิ์ การกระจุกตัวของที่ดินรายใหญ่ และช่องโหว่ของกฎหมายเช่าที่ดินเกษตรกรรม สยุมพร ลิ่มไทย วิเคราะห์ปัญหาความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายด้านที่ดินที่ก่อให้เกิดการเก็งกำไรและการครอบครองโดยมิชอบ จึงเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและองค์การมหาชนที่มีความคล่องตัว เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐอย่างยั่งยืน และเร่งตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ให้เสร็จภายในยุค คสช. โดยใช้กฎหมายพิเศษเพื่อคืนพื้นที่ที่ถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์ โดยพุ่งเป้าตรวจสอบนายทุนรายใหญ่แทนการตรวจทุกรายเพื่อให้ได้ผลจริง
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ท่านสมาชิก สปช. ทุกท่านครับ สิ่งที่ผมจะนําเสนอในเบื้องต้นนี้นะครับ ก็จะประกอบไปด้วย ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คงจะพูดถึงกระบวนการเพิ่มเติมเล็กน้อยจากที่ท่านปราโมทย์ ได้พูดไปแล้ว หลังจากนั้นผมก็จะนําเสนอในรายละเอียดที่เป็นเนื้อหาสาระของรายงานฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือหลักการสําคัญ ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกรอบแนวความคิดรวบยอด อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมจะนําเสนอนะครับ เรื่องนี้ผมขอเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องการปฏิรูป ทรัพยากรที่ดินและการจัดการที่ดิน เราเสนอโดยยึดอยู่บนหลักการที่ว่าที่ดินเป็นสมบัติของชาติ เป็นสมบัติที่ประชาชนทุกคนควรใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่มีความเหลื่อมล้ํา แล้วก็จะต้อง ให้เกิดดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์โดยส่วนร่วมของประเทศและผลประโยชน์ของชุมชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ด้านหลังผมขอเพาเวอร์พอยท์ด้วย ผมเริ่มนําเสนอแล้วครับ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเราดูแล้วความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันจะเห็นได้ว่า เรื่องที่ดินก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และการออกแบบอนาคตของประเทศไทย เป็นการลด ความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรม แล้วก็มีการจัดการทรัพยากรที่จะให้สังคมอยู่กันได้ แบบเอื้ออาทรแล้วก็แบ่งปันกันนะครับ ถ้าหากจะดูจากร่างรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ก็จะสอดคล้อง กับหลักการสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิพลเมือง ซึ่งกําหนดให้พลเมืองหรือประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลบํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้ง เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็เขียนไว้ครับ ก็บอกว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติสาธารณะ ที่รัฐต้องบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนนะครับ การศึกษาวัตถุประสงค์ ผมไม่พูดซ้ํานะครับ ท่านประธานปราโมทย์พูดไปแล้วนะครับ ต้องการศึกษาเพื่อลด ความเหลื่อมล้ํา ลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
สําหรับการบูรณาการกันผมเรียนว่าคณะกรรมาธิการที่จะนําศึกษา วันนี้ คณะชุดพวกกระผมจะนําศึกษาในภาพรวมแล้วก็เจาะลึกลงไปในเรื่องของป่าชุมชน เรื่องระบบ ส.ป.ก. และเรื่องแผนที่กลาง ส่วนเรื่องที่เหลือจากการที่เราไปทํางาน เชิงบูรณาการกันก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติโฉนดชุมชนทางชุดสังคมของคุณหมออําพล จะนําเสนอในวันพุธที่ ๒๗ โดยละเอียดนะครับ แล้วก็เรื่องของธนาคารที่ดินทางชุดเศรษฐกิจ โดยดอกเตอร์กอบศักดิ์จะนําเสนอเรื่องธนาคารที่ดินโดยละเอียดในวันพุธที่ ๒๗ เช่นเดียวกัน ถ้าดูจากกรอบแนวความคิดรวบยอดจากเพาเวอร์พอยท์ที่จะขึ้นบนจอนี้นะครับ วิธีการนําเสนอส่วนแรกก็คงจะพูดถึงปัญหาก่อนนะครับ ปัญหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ในประเทศไทยว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นผมก็จะนําเสนอว่าหน่วยงานของรัฐ หรือภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา แล้วก็ในรัฐบาลปัจจุบันได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีคิดและรูปแบบอย่างไรบ้าง แล้วสุดท้ายได้แก้ปัญหาได้ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ครบถ้วนสิ่งที่พวกเราจะนําเสนอ ในเชิงปฏิรูปคืออะไร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะนําเรียนต่อไปนะครับ เบื้องต้นผมอยากให้ท่าน ดูสภาพปัญหาหลัก ๆ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ก็จะได้มาจากผลงานวิจัย ชิ้นหลักก็คือของดอกเตอร์ดวงมณี เลาวกุล ของดอกเตอร์วาริน วงศ์หาญเชาว์ แล้วก็ข้อมูลจากภาคประชาชน จากการสัมมนา ของเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย นอกจากนั้นก็จะเป็นข้อมูลของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนะครับ
ข้อมูลแรกที่อยากจะนําเรียนก็คือปัญหาการกระจุกตัว กระจุกตัวของการครอบครอง และการใช้ที่ดินในประเทศไทย ที่ดินในประเทศไทยปัจจุบันตัวเลขหลัก ๆ จะอยู่ที่ประมาณ ๓๒๐ ล้านไร่ ๓๒๐ ล้านไร่นี่นะครับ เป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทต่าง ๆ โดยกรมที่ดิน เป็นผู้รับผิดชอบประมาณ ๑๓๐ ล้านไร่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ ๑๔๕ ล้านไร่ เป็นที่ราชพัสดุประมาณ ๙.๗ หรือประมาณ ๑๐ ล้านไร่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าที่ดิน ส่วนใหญ่ในบรรดาที่ดินทั้งหมดประมาณ ๘๕-๘๖ เปอร์เซ็นต์ รวมกันแล้วนี่จะเป็นที่ดิน ที่มีเอกสารสิทธิและเป็นที่ดินที่เป็นของรัฐ ทีนี้ถ้าหากว่าเรามาดูตัวเลขการถือครองที่ดิน จะเห็นได้ว่าผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้คนเดียวหรือรายเดียว ประมาณ ๖๓,๐๐๐ ไร่เศษ ผู้ที่ถือครองที่ดินน้อยก็คือร้อยละ ๙๐ คนส่วนใหญ่ของประเทศ ถือครองที่ดินประมาณร้อยละ ๔๐ เพราะฉะนั้นจะเห็นความแตกต่างในเรื่องของการกระจุกตัว ว่าที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ถ้าจะมาดูเฉพาะที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ ๑๓๐ ล้านไร่เศษ ก็จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศร้อยละ ๙๐ ถือครองที่ดินระหว่าง ๑ ไร่ ถึง ๑๐๐ ไร่ ที่เหลือร้อยละ ๑๐ ถือครองที่ดินมากกว่า ๑๐๐ ไร่ขึ้นไป อันนี้ก็จะแสดง ให้เห็นว่ามีการกระจุกตัวในเรื่องของการครอบครองที่ดิน แม้ว่าจะเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ อันนี้ผมจะข้ามไปนะครับ ปัญหาจากการที่มีการถือครองที่ดินที่มีความเหลื่อมล้ําสูง แล้วก็ขาดความเป็นธรรม ก็นําไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ประเทศเราเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็คือ การที่ประชาชนได้บุกรุกเข้าไปอยู่อาศัยแล้วก็ทํากินในพื้นที่ของรัฐ บางส่วนก็อาจจะอยู่มาก่อน แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่เข้าไปอยู่ภายหลังหรือมีการบุกรุกเพิ่มเติมใหม่นะครับ ตัวเลข ในปัจจุบันนี้จากการสํารวจล่าสุดจะเห็นว่ามีผู้ที่อาศัยในป่าสงวนแห่งชาติ ๖.๔ ล้านไร่ อาศัยอยู่ในเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๒.๒๔ ล้านไร่ อาศัยอยู่ในที่ราชพัสดุ ๒.๑๒ ล้านไร่ เพราะฉะนั้นปัญหาการบุกรุกเป็นปัญหาที่เป็นปัญหาวิกฤติของประเทศ แล้วก็พื้นที่นี่ก็ถูกขยายเขตเข้าไปรวมแล้วประมาณ ๑๐ ล้านไร่เศษ ที่เป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุก ส่วนแรกนี้ผมก็เพียงชี้ให้เห็นว่าเรื่องของที่ดินมีปัญหาในเรื่องของการกระจุกตัว และเรื่องของการถือครองโดยคนส่วนน้อย โดยในขณะที่คนส่วนใหญ่นั้นไม่มีที่ดินทํากิน หรือว่ามีไม่เพียงพอนะครับ
ต่อไปก็จะชี้ให้เห็นนะครับว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มันมีปัญหาหลัก ๆ อะไรบ้าง
ประการแรก ก็คือเรื่องการไร้กรรมสิทธิ์และไร้ที่ดินทํากินของคนจน และคนยากไร้ จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนคนจนเมื่อปี ๒๕๔๗ มีคนไม่มีที่ดินทํากินและมี แต่ไม่เพียงพอรวมกันแล้วเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ รายนะครับ การถือครองที่ดินรายใหญ่ ผมได้นําเสนอไปแล้ว มีการกระจุกตัวนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องของการเช่าที่ดินนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมาย การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากมีช่องโหว่ในกฎหมายฉบับนี้ เป็นผลให้ถึงแม้จะมีที่ดินที่ให้เช่ามากแต่ว่าก็มีการทิ้งร้างไว้โดยไม่มีการเช่าหรือทําประโยชน์นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญมากก็คือเรื่องของนโยบายของรัฐในการจัดการกับปัญหาที่ดิน ผมอยากจะเรียนย้อนไปประมาณสัก ๒๐ ปีที่ผ่านมาว่านโยบายส่วนใหญ่มีจุดเน้นหนัก อะไรบ้างนะครับ
เรื่องแรกก็คือเรื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนนะครับ รัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา ได้พยายามส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวกับที่ดิน เพราะฉะนั้นก็มีการออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน ภายในประเทศได้เข้ามาลงทุนเกี่ยวกับที่ดินได้ เช่น กฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมาย การนิคมอุตสาหกรรม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ร.บ. การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม เหล่านี้เป็นต้น นโยบายเหล่านี้มันก็เกิดผลเสียในอีกมุมหนึ่งก็คือทําให้มีการเคลื่อนย้ายที่ดิน เข้าไปอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ภายในประเทศและกลุ่มทุนที่เป็นต่างชาติ อันนี้เป็นประการแรกที่ทําให้มีผลกระทบเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ
ประการที่ ๒ ก็คือการที่รัฐมีนโยบายต้องการสร้างความมั่นคงของพื้นที่ป่า ต้องการที่จะรักษาพื้นที่ป่าไว้ให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ ออกมาเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการกําหนดเขตที่ดินของรัฐ กฎหมายที่ออกมาก็จะเป็นกฎหมายประเภทนี้นะครับ กําหนดเขตที่ดินของรัฐ ไม่ว่าจะกําหนดเป็นเขตป่าสงวน กําหนดเป็นเขตอุทยาน กําหนดเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม กําหนดเป็นเขต ส.ป.ก. หรืออะไรทั้งหลายนี่นะครับ ที่ผ่านมามีการประกาศกําหนดเขตที่ดิน ของรัฐไปแล้วไม่ต่ํากว่า ๑๕๐ ล้านไร่นะครับ ซึ่งผมจะเรียนต่อไปว่ากฎหมายประเภทนี้ ถึงแม้ว่าจะทําให้รัฐสามารถรักษาป่าได้แต่ก็นําไปสู่ความขัดแย้งนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องระบบกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ยังขาดประสิทธิภาพ ก็นําไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินมากมาย อย่างเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับ การเก็บภาษีที่ดินซึ่งยังไม่มีการปรับปรุงนะครับ ในการเก็บภาษีที่ดินในอัตราต่ํา ก็ทําให้มีการ กว้านซื้อเก็งกําไรมากมาย มีการเข้าไปครอบครองที่ดินโดยมิชอบ อย่างเช่น ระบบ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน รวมทั้งการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์นะครับ แล้วที่สําคัญก็คือความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์สิทธิ ในที่ดินนะครับ ถึงแม้ว่ารัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาในการกระจายที่ดินให้กับผู้ยากจนนะครับ จะเห็นได้ว่ามีการออกกฎหมายในการจัดที่ดินรูปแบบต่าง ๆ หลายฉบับนะครับ เช่น การจัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์ นิคมสร้างตนเอง การจัดที่ดินตามพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม การจัดที่ดินในรูปแบบสิทธิทํากิน มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา การบุกรุกที่ดินของรัฐหรือ กบร. มีการพยายามออกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๔๑ เพื่อกําหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน แต่ว่าด้วยมาตรการ ส่วนใหญ่ที่ผมเรียนมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่เกิดจากรัฐฝ่ายเดียว ก็คือรัฐเข้ามา ดําเนินการฝ่ายเดียวนะครับ ซึ่งแม้จะทําให้สามารถรักษาที่ดินของรัฐในทางกฎหมายไว้ได้ แต่ในทางข้อเท็จจริงทําให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีการ กําหนดเขตที่ดินด้วยกฎหมายหลายฉบับในขณะนั้นด้วยความเร่งรีบ ไม่ได้มีการกันที่ดิน ที่อยู่อาศัยของชุมชนออกไปนะครับ ปัญหาเรื่องแผนที่ท้ายประกาศซึ่งใช้คนละมาตราส่วน เหล่านี้นะครับ มันก็ทําให้ปัญหาที่เกิดจากความพยายามของรัฐในการแก้ไขปัญหาได้ตกค้าง มาถึงปัจจุบันนะครับ อันนี้ก็คือภาพรวมของการพยายามแก้ไขปัญหาของรัฐในช่วงประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา สําหรับปัจจุบันผมขอเรียนโดยสั้น ๆ นะครับว่ารัฐบาลภายใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันก็ได้เห็นความสําคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินนะครับ ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้นโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีคณะอนุกรรมการที่สําคัญ ๓ ชุด
ชุดแรก ก็คือคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน มีหน้าที่ไปหาที่ดินมาเพื่อที่จะมาจัดสรรให้ ประชาชน
ชุดที่ ๒ ก็คือคณะอนุกรรมการจัดที่ดิน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้ที่ดินมาแล้วมาจัดสรรเอาคนลงว่าจะเข้าไปอยู่กันอย่างไร
แล้วก็ชุดที่ ๓ ก็คือคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ มีรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเพื่อจะส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ที่มีการจัดสรร มีแผนงานไว้ครบนะครับ แผนงานระหว่างปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ และปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ แต่ปัจจุบันอยู่ในการดําเนินงานในขั้นที่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือพยายามหาที่ดิน มาให้ได้ก่อนบางส่วน ซึ่งได้มาแล้วประมาณ ๕๓,๐๐๐ ไร่ แล้วก็อยู่ในระหว่างการดําเนินการจัด แล้วก็จะหาที่ดินใหม่อีกจํานวนหนึ่ง รวมแล้วการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือพยายาม กระจายที่ดินออกไปโดยรัฐหาที่ดินมาแล้วก็จัดสรรให้กับผู้ที่ยากไร้ ผมเรียนโดยสรุปนะครับ ว่าการแก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานของรัฐอย่างที่ผมเรียนมาแล้วนี้นะครับ เนื่องจากเป็นการ แก้ไขปัญหาโดยที่ทําโดยรัฐฝ่ายเดียวเป็นส่วนใหญ่มันทําให้ปัญหาแก้ไม่หมด แก้ไม่จบ เพราะฉะนั้นวิธีคิดหรือว่าวิธีปฏิรูปที่เราจะนําเสนอก็จะเปลี่ยนวิธีคิดไปว่ามันต้องแก้ปัญหา โดยทําให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน คิดอีกแบบหนึ่งนะครับ ที่ผ่านมา ทําโดยรัฐเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นหลักการในการเสนอเชิงปฏิรูปในครั้งนี้
๑. ก็คือจะอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับสิทธิของชุมชน และสิทธิของ ประชาชนในการบริหารจัดการที่ดิน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดิน
๒. ก็คือทําให้ชุมชนและประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการรักษาพื้นที่ที่เป็นของรัฐ พื้นที่ของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าให้เข้ามามีส่วนร่วมกับ หน่วยงานของรัฐให้มากขึ้น
๓. ก็คือว่าเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน ที่ผ่านมาเราพบว่ากลไก ที่ทํางานเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ป.ก. หรือว่านิคมสร้างตนเองก็แล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไข ปัญหาได้ ระบบ ส.ป.ก. ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นมันต้องมีกลไกพิเศษขึ้นมาอีกกลไกหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ราชการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ควรจะเป็นองค์การมหาชนที่มีความคล่องตัว แล้วก็ดําเนินการภายใต้นโยบายของรัฐเพื่อที่จะทําให้การกระจายที่ดินมีประสิทธิภาพแล้วก็ สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบวงจร ไม่ใช่เป็นเรื่องของจัดหาที่อย่างเดียว นอกจากจัดหา ที่จัดสรรแล้วต้องรวมไปถึงเรื่องของการให้สินเชื่อ เรื่องของการพัฒนาที่ดิน แล้วก็รวมไปถึง เรื่องของการติดตามประเมินผลด้วย อันนี้เป็นหลักในการที่จะเสนอนะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะเสนอเพื่อนําไปสู่ความเป็นรูปธรรม
เรื่องแรก เรื่องโฉนดชุมชน ผมจะพูดเฉพาะหลักการนะครับ เรื่องนี้ได้มีการ แบ่งงานกันแล้วว่าชุดของคุณหมออําพลจะเป็นผู้นําเสนอโดยละเอียด แต่เนื่องจากว่าอยู่ใน คอนเซพท์ชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual framework) ของชุดนี้ก็จะขอพูดหลักการสั้น ๆ โฉนดชุมชนจะใช้หลักการของการมีสิทธิร่วม หรือที่เรียกว่าคอลเลคทีฟ ไรท์ส (Collective Rights) ของชุมชนเข้ามาบริหารจัดการที่ดินที่ได้รับการจัดสรร จะไม่ให้สิทธิส่วนบุคคล แบบที่เคยเป็นมาเพื่อป้องกันการที่จะแบ่งแยกจําหน่ายจ่ายโอนออกไป แล้วก็ให้ชุมชน ที่บริหารจัดการร่วมกันนั้นบริหารด้วยตัวเองภายใต้หลักเกณฑ์ที่มีการกําหนดขึ้น เรื่องนี้ความจริงรัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามทํานะครับ มีการออกระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จนบัดนี้ยังตั้งไข่ไม่ได้ ใช้เวลา ๕ ปีแล้ว ยังตั้งไข่ไม่ได้ คําว่า ตั้งไข่ไม่ได้ ก็คือมีการยื่นคําขอเพื่อที่จะขออนุญาตให้มี โฉนดชุมชนจากชุมชนต่าง ๆ ๔๔๙ คําขอ ยื่นมาที่สํานักนายกรัฐมนตรี ๕ ปี อนุญาตไปเพียง ๓ คําขอ ปัญหาก็คือว่าเนื่องจากเป็นการดําเนินงานโดยอาศัยเพียงระเบียบ เวลามีคําขอต่าง ๆ ยื่นไปสํานักนายกรัฐมนตรีก็จะส่งไปให้กระทรวงต่าง ๆ พิจารณา แต่ละกระทรวง ก็ถือกฎหมายของตัวเองซึ่งใหญ่กว่าระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าสงวน กฎหมายอุทยาน อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นคําขอส่วนใหญ่ก็มักจะถูกปฏิเสธโดยกระทรวงที่ถือกฎหมายที่ใหญ่กว่า แล้วก็เนื่องจากว่าไม่มีความชัดเจนของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ในการที่จะกําหนดให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องนโยบาย ก็คือไม่ผลักดันให้ไปเป็นกฎหมายที่แท้จริง เรื่องมันก็หยุดอยู่ตรงนี้ อันนี้เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องธนาคารที่ดิน ธนาคารที่ดินหลักการก็อย่างที่ผมเรียนแล้ว เพื่อแก้ปัญหาของ ส.ป.ก. แล้วก็เพื่อทําให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ บัดนี้ ๔ ปีแล้ว ตอนที่จัดตั้งเขียนไว้ชัดในพระราชกฤษฎีกานะครับว่า สถาบันบริหารจัดการ ธนาคารที่ดินต้องดําเนินการเพื่อให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินภายใน ๕ ปี ก็คือภายในปี ๒๕๕๙ ที่จะถึงนี้ แต่จนบัดนี้ยังอยู่ที่ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ก็คือตั้งบอร์ด (Board) บอร์ดยังไม่แล้วเสร็จ พอตั้งบอร์ดออกมาไม่ได้ ๔ ปีมา นโยบายก็ไม่ออก ระเบียบ วิธี กฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ ก็ยังไม่ออกมา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ควรจะต้องผลักดันออกไป เพื่อให้เกิดการจัดตั้งธนาคารที่ดินโดยเร็ว แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมของรัฐบาลที่ผ่านมา ที่บอกว่าจะตั้งภายใน ๕ ปี ก็คือภายใน วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เหลืออีกไม่เท่าไรแล้วนะครับ ทั้งหมดนี้ก็คือทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่ กรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้องจะนําเสนอท่านโดยละเอียดในวันพุธที่ ๒๗ นะครับ ในส่วนของชุด ของกระผมนะครับสิ่งที่ผมจะเรียนเพิ่มเติมในส่วนที่ได้รับมอบหมายก็มี ๒ เรื่อง ก่อนที่จะไป ถึงเรื่องป่าชุมชน ๒ เรื่องนี้เป็น ๒ เรื่องที่เล็ก ๆ ก็มีข้อเสนอในเชิงหลักการสั้น ๆ ไม่ใช้เวลามาก
เรื่องแรกก็คือเรื่องของระบบ ส.ป.ก. ส.ป.ก. ก็คือการจัดสรรที่ดินให้กับ เกษตรกรผู้ยากไร้ สํานักงานปฏิรูปได้รับที่ดินมาจากกรมป่าไม้ประมาณ ๖๐ ล้านไร่เศษแล้ว ก็มาคัดเลือกตัดพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม พื้นที่ที่มีภาระผูกพันออกไป ก็เหลือประมาณ ๓๘ ล้านไร่เศษ ที่จะต้องมาดําเนินการจัดสรร ได้ดําเนินการจัดสรรมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ตั้งแต่มีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนี้ปัญหาที่เป็นที่เข้าใจกันก็คือว่า ๑. มีการเปลี่ยนมือ มีการเปลี่ยนมือ ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ไปอยู่ในมือของคนที่ไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย
ประการที่ ๒ ก็คือว่าที่ดินถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนมือ แต่ก็มีการ เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ ก็คือเกษตรกรด้วยกันนั่นเองละครับก็นําไปใช้ ประโยชน์อย่างอื่นผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้กําหนดไว้ เรื่องนี้รัฐบาลพยายาม แก้ไขปัญหาครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันตอนเข้าแถลงนโยบายต่อสภาพูดไว้ชัดนะครับว่า ที่ดิน ส.ป.ก. มีเท่าไรไปตรวจสอบมาให้ชัดเจน มีการเปลี่ยนมือไปเท่าไรต้องเอาคืนมาให้ได้ แต่ตามแผนงานของ ส.ป.ก. เท่าที่พวกเราได้รับฟังมาจากการชี้แจง จะดําเนินการตรวจสอบ ที่ดินที่มีการจัดสรรทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ช้ามากครับ ไม่มีทางทันนะครับ พวกเราคิดว่าถ้าจะทําให้ทันและให้ได้ผลจริง ๆ การตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ต้องทําให้จบ ภายในยุคของ คสช. โดยใช้อํานาจของ คสช. และกฎหมายพิเศษที่มีอยู่ ถ้าทิ้งไว้จนไปถึง รัฐบาลต่อ ๆ มานี่นะครับ เรื่องนี้จะไม่มีทางสําเร็จ อันนี้เป็นข้อเสนอในเชิงหลักการ
ส่วนข้อเสนอที่ ๒ ก็คือว่าการตรวจสอบให้พุ่งเป้าหมายไปที่นายทุน ที่มีการครอบครองหรือพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนมือรายใหญ่ก่อน ไม่ใช่ไล่ตรวจไปทุกรายนะครับ ถ้าอย่างนั้นแล้วก็จะไม่มีวันจบสิ้น อันนี้เป็นข้อเสนอเรื่องระบบ ส.ป.ก. นะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องแผนที่กลาง เรื่องแนวเขตที่ดินที่ทําให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับประชาชนมากที่ผ่านมานะครับ เนื่องจากว่าหน่วยงานของรัฐใช้แผนที่ท้ายประกาศ ที่ประกาศออกไปคนละมาตราส่วนกัน ส่วนใหญ่ใช้มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้น มันก็มีปัญหาแนวเขตที่ทับซ้อนกันนะครับ รัฐบาลปัจจุบันได้กําหนดแนวทางที่จะให้ใช้แผนที่ เดียวกันเรียกว่า แผนที่กลาง โดยใช้มาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ ซึ่งอันนี้คิดว่าถูกต้องแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าขณะนี้หยุดอยู่แค่นี้ ยังไม่มีแนวทางการดําเนินการต่อไปว่าจะทําอย่างไรกับ เครื่องมือที่มีอยู่ก็คือแผนที่กลาง คณะอนุกรรมาธิการเสนอว่า
ประการที่ ๑ ต้องทําให้แผนที่กลางมีผลตามกฎหมาย ขณะนี้ยังไม่มีผล ตามกฎหมายครับ เพียงแต่ว่ากําหนดมาตราส่วนออกมา แล้วรัฐบาลก็สั่งไปบอกว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digital) ให้อยู่ในมาตราส่วนเดียวกัน แต่แค่นี้ยังไม่มีผลครับ ถ้าจะมีผลจริง ๆ ต้องเอาแผนที่ที่แก้แล้วไปแล้วไปแนบท้ายกฎหมาย ที่มีอยู่เดิม แก้ไขกฎหมายเดิม อย่างเช่น กฎหมายเดิมแนบท้าย ๑ : ๕๐,๐๐๐ ก็ต้องไป ปรับปรุงกฎหมายแนบท้าย เอา ๑ : ๔,๐๐๐ .ใส่เข้าไป เพราะในขณะนี้ถือว่ายังไม่มีผลเลย ทางกฎหมาย ข้อเสนอของพวกเราก็คือว่าให้เร่งดําเนินการเพื่อให้แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ มีผลตามกฎหมายโดยเร็ว
ประการที่ ๒ ก็คือว่าให้รีบใช้แผนที่กลางเข้าไปพิสูจน์แนวเขตในพื้นที่วิกฤติ หรือพื้นที่ที่มีปัญหาเร่งด่วนก่อน ก็คือพื้นที่ไหนครับ พื้นที่ที่เป็นแนวต่อเขต แนวกันชน ระหว่างพื้นที่ประชาชนกับพื้นที่ของรัฐ พื้นที่ที่เป็นเขตที่มีปัญหามากที่ชาวบ้านบอกว่า เขตไม่รู้อยู่ตรงไหน พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่อุทยาน อันนี้มันต้องรีบเข้าไปพิสูจน์โดยที่ใช้แผนที่ ที่เป็นมาตราส่วนเดียวกัน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอในส่วนที่เกี่ยวกับแผนที่กลางนะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็ได้ใช้เวลาประมาณ ๒๐ กว่านาทีตามที่ได้ตกลงกับสมาชิกไว้นะครับ โดยรวมก็คือว่ากรอบแนวความคิดรวบยอดก็จะทําหลายเรื่อง บางเรื่องก็จะมีกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องนําเสนอในวันที่ ๒๗ ต่อไป ในส่วนของกรรมาธิการชุดกระผมก็จะนําเสนอ ลึกลงไปหลังจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการสําคัญที่เกี่ยวกับป่าชุมชนว่าจะเอามาแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ในเบื้องต้นผมก็ขอเรียนโดยสรุปเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ