กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เสนอการแก้ไขปัญหาที่ดินและปัญหาชุมชน โดยรวบรวมกฎหมายเกี่ยวข้องไว้ในหนึ่งฉบับ จัดตั้งหน่วยงานดูแลที่ดิน และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมีส่วนร่วมจากภาคส่วนและชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่าเรื่องที่ดิน ชุมชนเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมอยากจะมีข้อเสนอ ๒-๓ ประการที่อยากจะเรียนเสนอ แต่จะเห็นได้ว่าการขอแก้ไขต่าง ๆ นี้ มีการเสนอกฎหมายเยอะมาก ผมคิดว่าการออกกฎหมายคงไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหา แต่ว่าเราต้องดูปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของประเทศนี้ ผมคิดว่าเรื่องที่ดินเป็นปัญหาที่สั่งสม กันมานาน ซึ่งผมสามารถแยกออกเป็น ๓-๔ เรื่องด้วยก็คือเรื่องของเอกสารสิทธิ ตามกฎหมายที่มีหลายรูปแบบเหลือเกิน กฎหมายที่ดินของเรามีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง สิทธิอะไรต่าง ๆ เยอะแยะมาก มี ส.ป.ก. มีอะไรสารพัด อันนั้นก็เป็นประเด็น เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องความถูกต้องของโฉนดที่ดินที่ออกต่าง ๆ ก็มีเรื่องมีราวเยอะมาก ผู้สุจริตก็ไปซื้อที่ตอนนี้ก็นอนไม่หลับ อันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นกันอยู่
เรื่องของการเป็นเจ้าของที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลว่าให้เกษตรกรมาหลายปีแล้ว ทําไมยังแก้ปัญหาไม่ได้สักทีตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ แต่ก็ยังมีปัญหาที่จะมีนอมินี (Nominee) ของนายทุนเข้าไปเป็นเจ้าของ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมมันแก้ปัญหานี้ไม่ตกเสียที กฎหมาย ก็เสนอแล้วก็มีหลายฉบับมากมาย แล้วก็มันกระทบเรื่องการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าเกษตรกรรม ส.ป.ก. ชุมชนอนุรักษ์ต่าง ๆ ก็เป็นประเด็นที่สั่งสมกันมาเยอะ มีกฎหมาย หลายฉบับมาก ผมไม่แน่ใจว่าทางกรรมาธิการได้รวบรวมหรือเปล่าว่าเรามีกฎหมายทั้งหมด กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้ที่ดิน ถ้าผมจําไม่ผิดเรื่องสวัสดิการของประชาชนมีกฎหมาย เกือบ ๗๐ ฉบับ ผมจึงคิดว่าทําอย่างไรที่เราจะเริ่มด้วยการรวบรวมกฎหมายทั้งหมดเข้าไว้ ในที่เดียวกันและมีหน่วยงานที่ดูแลเป็นหน่วยงานเดียวกัน วันนี้เรามี พ.ร.บ. เยอะมากเลยครับ กรมที่ดิน กรมป่าไม้ สารพัดกรม กรมทรัพยากรต่าง ๆ เราสามารถทําได้ไหมครับ รวบรวม เป็นประมวลกฎหมายทั้งหมดในฉบับเดียวกัน หน่วยงานดูแลใกล้เคียงกัน แบ่งเหมือน กฎหมายแพ่งครับ เป็นส่วน ๆ ไป อันนั้นผมคิดว่าการเสนอกฎหมายแต่ละฉบับจะมีปัญหาเยอะมาก
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการรับรองกรรมสิทธิ์ในเอกสารต่าง ๆ ที่ออกให้ แม้แต่เรื่องพระราชบัญญัติชุมชนก็ดีนี่นะครับ มันต้องมีขั้นตอนกําหนดเอกสารสิทธิ ทางกฎหมายให้ชัดเจนในกฎหมายฉบับหนึ่ง ผมคิดว่าอันนี้สําคัญ
อันที่ ๓ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังกําลังจะดูเรื่อง พ.ร.บ. ภาษีทรัพย์สินซึ่งจะนําเข้าสู่สภานี้ ในไม่ช้า เมื่อเช้าเราได้มีการเชิญกระทรวงการคลังมาอภิปราย
ประเด็นหนึ่งที่สําคัญมากก็คือว่าความเป็นเจ้าของของเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีเยอะมากถ้าดูจากตัวอย่าง สิ่งหนึ่งที่ผมได้เสนอทางกระทรวงการคลังแต่ว่าไม่ได้รับ การตอบรับและหวังว่า สปช. จะช่วยสนับสนุนตรงที่ว่าใน พ.ร.บ. ทรัพย์สินที่ร่างมานี้ อัตราสูงสุดคือ ๔ เปอร์เซ็นต์ สําหรับที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า แต่ว่าหาได้เก็บจาก อัตราก้าวหน้าไม่ ก็คือว่าการมีที่ดิน ๑๐๐ ไร่ กับมีที่ดิน ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ เก็บในอัตราเดียวกัน อย่างนี้มันจะกระจายที่ดินได้อย่างไรนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มากที่จะต้อง บูรณาการทั้งหลายภาคส่วน
เรื่องต่อมาคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งคือท่านโกวิท ได้พูดก็คือว่าการบังคับใช้กฎหมายเรามีปัญหาเยอะมากครับ เรามีกฎหมายที่เรียกว่าเฟ้อ กฎหมายเฟ้อมากเลย แต่การบังคับใช้กฎหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ ต่อเนื่องกัน การตรวจสอบ การมีนอมินีเป็นเกษตรกร เราไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบเลยว่า เป็นเกษตรกรจริงหรือเปล่านะครับ เพื่อนผมหลายคนเป็นเศรษฐีแต่ว่าเป็นเกษตรกร หลายคนในห้องนี้ผมเชื่อว่าเป็นเกษตรกร เพราะว่าเขาทํากันมาแบบนี้ เราทําอย่างไรที่จะมี มาตรการตรวจสอบการโอน การรับโอนที่ดินพวกนี้ให้ถูกต้องครบถ้วน
แล้วก็ต่อมาเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือหรือการลงโทษ ผู้กระทําความผิด การลงโทษผู้กระทําความผิดต้องลงโทษรวดเร็ว ชัดเจน ส่วนความช่วยเหลือผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่จะต้องดูแลผู้สุจริตว่าจะดูแลอย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับการยึดมาแล้วทุบทิ้งครับ ยึดมาแล้วก็มาเปิดประมูลแล้วก็ให้เช่า กรณีที่ผู้สุจริตซื้อทรัพย์สินที่ดินมาแล้วเขาซื้อมาโดยสุจริตแล้วรัฐอาจจะต้องเอาคืนมา แล้วให้เช่าหรือออกพันธบัตรชดเชยคืนให้เขานะครับ แต่ว่ารัฐเอาคืนมา โดยเฉพาะที่ดิน ในเกาะแก่งต่าง ๆ หรือภูเขานะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
แล้วก็ข้อสุดท้ายผมคิดว่าสําคัญก็คือเรื่องการให้เอกชน ชุมชนมีส่วนร่วม ในการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันนี้ถ้าท่านจะทราบว่ากระบวนการบริหารจัดการ ของทางธุรกิจมีเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของความยั่งยืน เรียกว่า อีเอชอาร์ (EHR) อีเอสจี (ESG) นะครับ ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเชื่อว่ากลุ่มเอกชนใหญ่ ๆ ก็สามารถช่วยบํารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติได้ อย่างยกตัวอย่างเช่น ปตท. เป็นต้นนะครับ ผมเชื่อว่าการบังคับ ใช้กฎหมายโดยให้ภาครัฐฝ่ายเดียวเป็นการบังคับใช้กฎหมายนี้จะไม่ได้ผล ต้องดึงเอกชน มาเป็นพันธมิตรร่วมครับ ขอบพระคุณครับ