สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๙ · ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เอกชัย ศรีวิลาศ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายป่าชุมชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาเหมาะสมกับสถานการณ์และท้องที่ของบ้านเรา และต้องทันสมัย เช่น ปัญหาบุกรุกป่าสงวน

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณที่ได้อภิปรายหลังอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ เพราะว่าจะได้มีความต่อเนื่องกัน แล้วก็เคยฟังอาจารย์เจิมศักดิ์พูดเรื่องมองต่างมุมอะไรต่าง ๆ เรื่องเกี่ยวกับป่าชุมชนมานานแล้ว ต้องขอขอบคุณ ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยนะครับ โดยเฉพาะคําพระราชดํารัสที่ท่านได้กล่าว เมื่อสักครู่นี้ ก็จะมีความสืบเนื่องกัน ผมมองในเรื่องที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอในส่วนนี้ ใน ๔ เรื่องด้วยกันนะครับ ๑. คือเรื่องกฎหมายที่จะออกมา ๒. ในเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ๓. ในเรื่องการขาดการสํารวจภูมิประเทศก่อนที่จะออกไปเป็นกฎหมาย และ ๔. เรื่องการจัดการ ผมก็มองเห็นอย่างนี้ว่าที่จะสืบเนื่องคล้าย ๆ กันก็คือว่า พื้นที่ต่าง ๆ ในทั่วประเทศไทยมีคนอยู่มานานแล้ว ผมเคยอภิปรายที่สภาแห่งนี้ว่า ถ้าเผื่อนับสํารวจแล้ว เท่าที่เห็นสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ของคนว่าอยู่ในประเทศไทยมานานหรือยัง ผมดูจาก ที่ศูนย์สิรินธรของมหาวิทยาลัยศิลปากร มีเครื่องมือเครื่องใช้อยู่บนภูเขาของที่แม่ฮ่องสอน อายุ ๑๐,๐๐๐ ปี ก็แสดงว่ามีคนอยู่มานาน และเชื่อแน่ว่าคนในพื้นที่สูงอยู่มานานแล้ว อยู่มาก่อนประเทศไทยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ อยู่มานาน แล้วก็กฎหมายนี้ละไปขีดครอบเขาทั้งหมด แล้วก็กําลังจะเสนอว่าให้เขาออกจากพื้นที่ตรงนี้ทั้งหมด อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากเลยนะครับ

อีกประการหนึ่งก็คือว่าการที่จะออกกฎหมายผมคิดว่าการมีส่วนร่วมสําคัญมากเลย การมีส่วนร่วมก่อนที่จะมาเป็นกฎหมาย การมีส่วนร่วมที่จะต้องไปพูดคุยกับประชาชน แล้วก็สํารวจพื้นที่ที่เป็นจริงว่าเป็นอย่างไร ภูมิประเทศต่าง ๆ เป็นจริงเป็นอย่างไร บางครั้งเราเขียนกฎระเบียบหรือเราออกระเบียบไป ผมยกตัวอย่าง ผมก็ไปตรวจให้รางวัล ที่แม่ฟ้าหลวง อบต. สิ่งที่เขาลําบากมากคือทางกระทรวงมหาดไทยก็ออกกฎให้เขาว่า เขาต้องมีการประชุมทุกเดือน เขาบอกว่าผมจะประชุมได้อย่างไรในเมื่อผมต้องเดินข้ามเขามา ๑๐ ลูก เพื่อมาประชุม เพราะว่าแต่ละคนก็อยู่แต่ละเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้นเลย เราก็ใช้ระเบียบ ส่วนกลางแล้วไปจัดการกับชุมชนภูมิสังคมที่เราไม่ได้ศึกษาแล้วทําให้เห็นว่าสร้างให้เขา ยิ่งยากลําบากใหญ่ อีกอันหนึ่งที่ยิ่งยากลําบากก็คือ ยกตัวอย่างนะครับ มีโรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อยู่บนภูเขาที่ผมว่านี้ แล้วปรากฏว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ไปตรวจแล้วว่าทําไมเด็กตัวเล็กมากเลย ตัวเล็กต่ํากว่าเกณฑ์ ไม่ได้มาตรฐานต้องพัฒนา ต้องปรับปรุง เขาก็ถามว่ามาขึ้นเขาแข่งกันไหมล่ะ ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ ก็แสดงว่าเราก็ไม่ได้รู้สึก ภูมิสังคมเท่าที่ควรตรงนี้นะครับ ทีนี้ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับการมีส่วนร่วมต้องมีส่วนร่วม ตั้งแต่เริ่มต้นเลยที่จะต้องสํารวจและให้เห็นจริงว่าใครอยู่ในนั้น แล้วผมก็ขออนุญาต ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์อย่างมากเลยที่ไม่ควรจะเอาคนออกจากป่าทั้งหมด วันนี้ผมไปเยี่ยมบางที่ซาไกบนภูเขา พาเดินเข้าไป ซาไกที่อยู่บนนั้น ปรากฏว่าเป็นคนดูแล สวนยางก็ไม่รู้สวนยางของใครเหมือนกันในจังหวัดทางภาคใต้ ก็ปรากฏว่าซาไกก็อยู่มาดั้งเดิม ยาวนานแล้วก็หมายความว่าต่อไปนี้ถ้าเผื่อเราเขียนอะไรต่าง ๆ นี้จะต้องเอาคนออกจากป่า ทั้งหมดหรือเปล่า หรือว่าพวกตองเหลืองอีกอยู่ตั้งจังหวัดน่านอย่างนี้ต้องเอาออกไหม ผมฝากคิดด้วยนะครับ แล้วผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ วิธีการจัดการเป็นสิ่งสําคัญมากเลย เพราะฉะนั้นการจัดการถ้าเผื่อไม่ได้ดู พูดง่าย ๆ ว่าไม่ได้ดูว่ามีคนไหมในนั้นแล้วก็คนเคยอยู่ มาอย่างไรนี้ผมว่าอันนี้อาจจะเป็นปัญหา เพราะผมเคยไปร่วมในการแก้ปัญหาให้กับคนที่ แถบรอยต่อระหว่างจังหวัดพะเยากับจังหวัดน่านในเรื่องเกี่ยวกับป่าชุมชนนี่ล่ะครับ ที่มีมานานแล้ว ผมก็อยากจะฝากตรงนี้เอาไว้นะครับที่ต่อเนื่องจากที่อาจารย์เจิมศักดิ์ ได้พูดถึงพระราชดํารัส แล้วก็พระราชดํารัสนี้ก็มีมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ ปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๖ ก็จะมีเรื่อยนะครับ ท่านได้มีพระราชดํารัสว่าอย่างนี้ กฎหมายมีไว้สําหรับ ให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สําหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมาย ที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการ กลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก ในทางตรงกันข้ามกฎหมายมีไว้สําหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบนะครับ บางทีเราตั้งกฎหมายขึ้นมาก็ด้วยวิชาการซึ่งได้จากต่างประเทศ เพราะว่าวิชาการต่าง ๆ เหล่านี้มีความกว้างขวาง แต่ว่าวิชาการนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์หรือท้องที่ ของบ้านเรา อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมากที่พระองค์ท่านได้กล่าวไว้นะครับ แล้วก็เราจะเอา กฎหมายไปบังคับตรงนั้นไม่ได้ ท่านได้กล่าวถึงว่าฝ่ายปกครองนี้ล่ะควรจะต้องไปทําการ สํารวจแล้วก็ฝ่ายปกครองจะต้องดูแลในสิ่งที่จะเป็นไปในอนาคตข้างหน้าถ้าเราได้ออก กฎหมายตรงนี้

ส่วนสุดท้ายที่ท่านได้มีพระราชดํารัสไว้ก็คือท่านได้กล่าวว่ากฎหมายที่ดีนั้น ระบอบการปกครองของประชาชนในแต่สถานการณ์ต้องจัดทําให้ทันสมัยแล้วก็กฎหมาย จะต้องคํานึงถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน เช่น การกําหนดแนวเขตป่าสงวน เข้าไปในพื้นที่ที่ประชาชนได้จับจองทําประโยชน์มาแล้วเป็นสิบสิบปี ประชาชนเหล่านั้น จึงกลายเป็นผู้บุกรุกป่าสงวนผิดกฎหมายไป ทําให้เกิดปัญหาที่มีเรื่องราวร้องทุกข์ ขอความยุติธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมก็มองตรงนี้แล้วว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงห่วงเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเมื่อประมาณสัก ๔๐ กว่าปีมาแล้ว แล้ววันนี้ ปัญหานี้ยิ่งบานปลายใหญ่หลวงเข้าไปอีกนะครับ ก็ขอฝากไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ