จิรวัฒน์ เวียงด้าน หารือปัญหาการบุกรุกที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเสนอให้รัฐจัดสรรอย่างเป็นธรรมผ่านกฎหมายธนาคารที่ดินและภาษีอัตราก้าวหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐกับประชาชน
นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดนครพนม ลําดับที่ ๔๒ ก่อนอื่นต้องขอให้กําลังใจ คณะกรรมาธิการด้วยนะครับ แล้วก็ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินแล้วก็ที่ทํากิน ไม่ว่าจะเป็นป่าต้นน้ํา ป่าปลายน้ํา กลางน้ํา ก็คงจะเป็นเรื่องที่เราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศเรา แล้วมันก็เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้ว เราคงมองประเด็นของปัญหาได้ว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจาก การที่รัฐเองเราจัดสรรบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไม่เป็นธรรม แล้วก็เท่าเทียม เกิดการครอบครองได้เฉพาะในกลุ่มบางกลุ่ม แม้แต่บางทีในส่วนของ เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง บางกลุ่มก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยในการที่จะทําให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเราจะได้มาตอบโจทย์ปัญหา แก้ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็ปัญหาที่มันฝังลึกยาวนานมา ก็ได้เห็นหลาย ๆ เรื่องที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็อาจจะได้ร่วมกันกับหลาย ๆ คณะที่ได้ร่วมกันผลักดันไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ. โฉนดชุมชน แม้แต่เรื่องของป่าชุมชนที่เรากําลังคุยกัน เราเข้าใจดีว่ารัฐเองก็พยายาม ที่จะดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ตกไปเป็นของคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นประชาชน ส่วนหนึ่งก็คิดว่าตัวเองก็พยายามที่อยากจะได้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติมาไว้ เพื่อที่จะทํามาหากิน แต่มันมีปัญหาอีกก็คือว่ามันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าตัวเองอยากจะได้ ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความร่ํารวยมั่งคั่งของตัวเอง มันก็เลยเกิดความไม่สมดุล เพราะฉะนั้นเราจะมองดูว่าถ้ากรณีพื้นที่ที่มันเกิดการทับซ้อนกัน ถ้ารัฐจะมองว่า ถ้ารัฐเก็บทรัพยากรเหล่านั้นไว้กับรัฐแล้วมันเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน รัฐก็ควรจะเก็บไว้ แต่ถ้าบอกว่าเก็บไว้แล้วก็เกิดประโยชน์แก่รัฐอย่างเดียวและมีปัญหาเกิดขึ้น อีกเราก็ควรจะมองปัญหาที่มันเคยเกิดขึ้นระหว่างรัฐกับประชาชน ผมยกตัวอย่างในกรณีที่ สมัยก่อนเราก็มีปัญหาพิพาทกันระหว่างรัฐกับประชาชน สมัยก่อนที่ไปเรียกเขาว่า คอมมิวนิสต์ เราก็ตกลงกันว่าเราใช้ออกเป็น ๖๖/๒๓ มาทําให้ทุกคนเหมือนกับว่าถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ต้องมาทะเลาะกัน แล้วก็มาช่วยกันรักษาดูแลให้มันเกิดผลประโยชน์ระหว่างทั้งรัฐ และประชาชน เพราะฉะนั้นผมเห็นแล้วว่ากรณีที่มันอยากจะทํา จะทําให้ทั้งป่า และของรัฐเอง ของประชาชนเอง เราบอกว่าถ้าเป็นป่าต้นน้ําเราเข้าใจดีว่าเมื่อก่อนระบบชลประทานมันยังมีน้อย เพราะฉะนั้นชุมชนเองก็พยายามจะไปอยู่ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่การกระจายในเรื่องของ ทรัพยากร ในเรื่องของน้ําเราก็พอมี มันก็ไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้อีก บางทีเราจัดที่ดิน ให้กับเกษตรกรแล้วมันแล้งเขาทําอะไรไม่ได้เนื่องจากว่ามันไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเราถึงบอกว่า ถ้าแก้ปัญหาที่จุดใดจุดหนึ่งผมคิดว่ามันคงจะลําบาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันจะมีมาตรการ หลายมาตรการอยู่ แม้แต่ ๔-๕ มาตรการที่ออกมาผมยังดูว่าคนทําไมถึงอยากครอบครองที่ดิน เพราะว่าการครอบครองที่ดินมันเป็นแอซเซส (Assess) มันเป็นมูลค่า เพราะฉะนั้น คนถึงบอกว่ามีที่ดินทํากินเฉย ๆ นี้ก็รวย แต่บางคนบอกมีที่ดินแล้วยังยากจน ถ้าอย่างนั้น เราถึงมองว่าถ้าเราลดความเป็นแอซเซสของที่ดินได้มันก็จะตอบโจทย์ในเรื่องของการที่จะไป ครอบครองแล้วก็แบ่งปัน เรามองดูว่า พ.ร.บ. ของธนาคารที่จะเป็นตัวตอบโจทย์ในการที่รัฐ จะดึงที่ดินกลับคืนมา แต่ถ้าอยากจะให้กระบวนการมันสมบูรณ์ผมยังมองดูว่า มันควรจะมีอีกตัวหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. ในเรื่องของภาษีอัตราก้าวหน้าเรื่องที่ดินที่ว่าใครมีมาก ก็ควรจะรับผิดชอบในเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในเรื่องของเสียภาษี เพราะฉะนั้น ถ้ามีตัวนี้ด้วยคนที่มีที่ดินเยอะ ๆ แล้วคุณต้องหาเงินมาเลี้ยงดูที่ดินผมคิดว่าเขาคงจะ ไม่อยากจะเก็บที่ดินเอาไว้ แล้วก็ถ้าที่ดินทํากินมาอยู่ในส่วนกลางที่รัฐเองที่สามารถจะให้ ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้กระบวนการอะไรมากมาย ผมคิดว่าปัญหา การบุกรุกที่ดินก็คงจะลดลง แต่ที่ผ่านมาหลาย ๆ พื้นที่ที่รัฐบอกว่าเป็นของรัฐแล้วชาวบ้านเอง ก็ได้นั่งแต่ดูตาปริบ ๆ ก็ยังมีการบุกรุกและขโมยทรัพยากรที่อยู่ในชุมชนที่อยู่ใกล้ โดยที่เขาเองไม่ได้มีส่วนร่วมเลย พอเฝ้าไปเฝ้ามาหลายท่านบอกว่าเหมือนหมาเห็นปลากระป๋องเลยครับ โทษนะครับที่ใช้คําอย่างนี้ สุดท้ายก็บอกว่าถ้าคนอื่นมาขโมยทรัพยากรได้ฉันเองก็ขโมยบ้าง มันก็เกิดปัญหาอย่างนี้ แต่ถ้าเราจัดการให้มันอยู่ร่วมกันได้ประชาชนก็อยู่แล้วก็เกิดประโยชน์ ทั้งรัฐและประชาชน แล้วก็ส่วนรวมด้วย ก็ควรจะมีการจัดสรรกันให้มันเกิดความอยู่ด้วยกัน อย่างเป็นปกติสุข แต่ถ้ารัฐบอกว่าอันนี้คือของรัฐ เราต้องเข้าใจว่าประชาชนเขาอยู่กับ ทรัพยากรธรรมชาติ เขาหมายถึงว่าชีวิตเขาทั้งชีวิต แต่ข้าราชการบางส่วนอาจจะมองว่า ก็ฉันมาเพราะฉันได้รับค่าจ้างมาดูแล แต่บางคน บางท่านที่มีอุดมการณ์ในเรื่องของการดูแลรักษา การทํางานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นรัฐก็มองว่าถ้าอย่างนั้นประชาชนที่เขาอยู่ในพื้นที่นั้น ก็คือเขาอยู่ด้วย มันมีผลกระทบต่อชีวิตเขา เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะทําลายโดยที่เขาไม่คิด อะไรเลย ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่จะไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้หน่วยงานของรัฐเอง เข้าไปคุยกันและให้ความสําคัญ แล้วก็ให้ความรู้ บริหารจัดการพื้นที่ให้สมดุล เพราะฉะนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องที่แก้ปัญหาได้ดีในอนาคต ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการแล้วก็ให้กําลังใจ ในการที่จะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี ขอบคุณมากครับ