ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องการจัดการป่าชุมชน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการจัดการป่าใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ป่าอนุรักษ์และป่าที่มีการจัดการร่วมกับชุมชน โดยเน้นย้ำว่าป่าอนุรักษ์ควรเป็นสมบัติของชาติ และป่าที่มีการจัดการร่วมกับชุมชนควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความจำเป็นในการมีกลไกตรวจสอบและมาตรฐานที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และเรียกร้องการมีมาตรฐานชัดเจนในการอนุรักษ์ป่าชุมชน โดยเฉพาะการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะนกแต้วแร้วที่ใกล้สูญพันธุ์
เรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะครับ ในส่วนของป่าชุมชนแน่นอนว่า หลักการต่าง ๆ หรือต่าง ๆ ที่ท่านอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการทํามานี่ชัดเจนว่าปัญหา ดังกล่าวสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลานับสิบสิบปีนะครับ เพื่อที่ว่าเราจะหาทางในการจัดการ กับสิ่งเหล่านี้ การจัดการผมอยากให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นมานิดหนึ่งเท่าที่ฟังทั้งหมดนะครับ ก็คือเราต้องการที่จะมีป่าอยู่ ๒ รูปแบบ ป่ารูปแบบหนึ่งก็คือป่าที่เน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ เป็นสมบัติของชาติซึ่งไม่ใช่ของคนรุ่นเรา แต่หมายถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย ซึ่งป่าเหล่านั้น ก็จะเป็นป่าพื้นที่อนุรักษ์อย่างยิ่งยวดใช้คําพูดอย่างนี้แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอื่น ๆ อีกมาก อันนั้นก็คือสมบัติของชาติ สมบัติของลูกหลาน อีกส่วนหนึ่งก็คือในเขตของป่าอื่น ๆ เช่นป่าสงวนและต่าง ๆ ซึ่งเราอยากให้มีการจัดการ โดยมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งหลักการทั้งหมดผมเห็นด้วย อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่ามันก็ต้องมีบางส่วนที่เก็บไว้เป็นสมบัติ มีบางส่วนที่ต้องนํามาใช้ ประโยชน์อย่างยั่งยืนนะครับ ๒ อย่างนี้มันต้องไปด้วยกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดจนถึง ปัจจุบันปัญหาก็คือว่าหลักการดีแต่ตอนจบเป็นอย่างไร สิ่งที่เราพูดถึงถกเถียงกัน หลายต่อหลายครั้งในประเด็นนี้ ในหลายต่อหลายเวทีที่ผ่านมาก็คือว่าป่าที่เป็นส่วนของ อนุรักษ์ของรัฐ รัฐสามารถที่จะรักษามันได้จริงหรือเปล่า นั่นคือประเด็นแรก ประสิทธิภาพ ในการดูแลรักษาของหน่วยงานภาครัฐในป่าอนุรักษ์ทําได้เต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จนสามารถ ที่จะกล่าวกับคนอื่นได้หรือเปล่าว่า ป่าอนุรักษ์จะอยู่ได้ถึงลูกถึงหลาน มอบให้รัฐเถิด รัฐจะดูแลได้ถึงลูกถึงหลาน ตรงนี้มีข้อสงสัยหลายประการว่าเราสามารถทําได้จนถึงขั้นที่ มั่นใจที่จะบอกว่าให้ป่าดีที่สุดของเราอยู่ในภาครัฐได้ นั่นคือข้อแรกนะครับ
ข้อที่ ๒ ก็คือในเรื่องของป่าที่จะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตรงนั้น มันเป็นเรื่องของกระบวนการในรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ซึ่งผมมั่นใจว่าการนําเสนอครั้งนี้ ในเรื่องป่าชุมชนในครั้งนี้มันเป็นการนําเสนอครั้งแรก ๆ ของเรานะครับ เพราะว่าตัวเลขต่าง ๆ ก็จะมีข้อสงสัยไม่ว่าจะเป็นตัวเลขว่า ๕๐ คนสามารถขออนุญาตป่าชุมชนได้ ๕๐ คนนี่ ๕๐ คนอยู่ตรงไหน ต้องอยู่ในป่าหรือเปล่า ภูมิลําเนาแปลว่าอะไร กลไกในเรื่องของ คณะกรรมการต่าง ๆ ที่จะตรวจสอบว่าป่าชุมชนแต่ละพื้นที่มีการปฏิบัติตามกรอบระเบียบ หรือข้อตกลงที่วางไว้ มันมีกลไกที่เป็นมาตรฐานเชื่อถือได้ ไม่มีดับเบิล สแตนดาร์ด (Double standard) ไม่ใช่ป่านั้นอย่างนั้น ป่านี้อย่างนี้ ตรงนั้นเป็นอีกอันหนึ่งที่ต้อง ให้มีความชัดเจนว่ากลไกดังกล่าวที่เป็นมาตรฐานเท่ากันทั้งประเทศ ตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่มีคณะกรรมการย่อยอยู่มากมาย มันทําได้ในทางปฏิบัติแล้วมันสามารถที่จะเห็นภาพ อย่างชัดเจนได้ กลไกในเรื่องแผนที่ก็ต้องบอกตามตรงว่าเราก็พยายามทําแผนที่ต่าง ๆ มา มากมาย แต่ในเรื่องของแผนที่ผมก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่ามันเป็นการดูสภาพเฉย ๆ ว่าพื้นที่ป่า
ผมกลับมาที่ท่านคณะกรรมาธิการพูดถึง คือในเรื่องของสัตว์ป่า ตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือนกแต้วแร้วท้องดํา เรามีปัญหากับนกแต้วแร้วไปตั้งนาน แล้วก็ทราบดีว่า มันใกล้จะสูญพันธุ์ ป่าที่อยู่อาศัยของนกแต้วแร้วท้องดําก็ยังอยู่ พื้นที่ป่าก็ยังอยู่ แต่เมื่อ ๓-๔ วันก่อน ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชก็ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า นกแต้วแร้วท้องดําน่าจะสูญพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการรายงานการพบ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราใช้เกณฑ์ในการติดตามว่าป่าสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ป่าใช้ได้หรือใช้ไม่ได้นี่ มันไม่ใช่มีแค่เกณฑ์ว่า พื้นที่ป่ามันแค่ไหน แต่ยังพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต่าง ๆ ถ้าเกิดเป็นป่าชุมชน ก็ต้องมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเห็นที่สุด ก็คือว่าป่าอนุรักษ์เอาให้ชัดเจนว่าถ้ามอบให้รัฐ รัฐอนุรักษ์ได้แน่นอน ชัดเจนเป๊ะ ๆ ไม่ใช่อนุรักษ์ด้วยความกังขาว่ามันยังมีผลเกิดขึ้น ยังไม่มีความชัดเจน เราต้องเพิ่ม ประสิทธิภาพในด้านนั้น ป่าชุมชน เกณฑ์ในการชี้วัด ดัชนีในการชี้วัดไม่ใช่กรรมการ มานั่งมองหน้ากัน คุยกันว่าเออมันยังดีอยู่ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีสแตนดาร์ด (Standard) มาตรฐานใด เราต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนว่านี่คือข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ก่อนจะเป็น ป่าชุมชนต้องมีการศึกษา สํารวจ ๑ ๒ ๓ และต้องใช้ดัชนีเหล่านั้นในการชี้วัดและดูแล สภาพป่าได้ ผมสรุปง่าย ๆ ว่าการดูเฉพาะพื้นที่ป่าไม่เพียงพอกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติให้ลูกให้หลานของประเทศนี้ เพราะมันมีตัวอย่างมานับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งตัวอย่างที่น่าเสียใจที่สุดที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือนกแต้วแร้วท้องดําที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จากประเทศไทยทั้งที่พื้นที่ป่ามันก็ยังคงอยู่ ขอบคุณครับ