สยุมพร เสนอร่างกฎหมายป่าชุมชน คุ้มครองเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการจัดการ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๙ · ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สยุมพร ลิ่มไทย หารือความคืบหน้าโครงการป่าชุมชนโดยชี้แจงว่าแม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่สามารถดำเนินการได้โดยอาศัยระเบียบข้างเคียงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ และเสนอให้ผลักดันให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการป่า พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จและประโยชน์ที่มีอยู่แล้วซึ่งสามารถขยายผลสู่เป้าหมาย 10 ล้านไร่ได้ สยุมพร ลิ่มไทย เสนอร่างกฎหมายป่าชุมชนเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงาน และยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ควรขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมเขตอนุรักษ์ เนื่องจากขัดกับหลักการเดิมที่กำหนดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีถิ่นฐานอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการขยายพื้นที่ผิดกฎหมายและการเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจกระทบต่อชนกลุ่มน้อยในอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ

นายสยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกนะครับ ผมต้องขออนุญาตพูดอีกรอบหนึ่ง เนื่องจากผมได้รับ มอบหมายให้เป็นผู้ทํางานหลักในเรื่องนี้นะครับ สิ่งที่จะพูดต่อไปก็พยายามพูดสั้น ๆ นะครับ ผมก็จะพูดให้ท่านได้รับทราบว่าในขณะนี้ถึงแม้ยังไม่มีกฎหมายป่าชุมชน ประเทศไทย ก็ดําเนินการเรื่องป่าชุมชนอยู่แล้ว เขาดําเนินการกันอย่างไร แล้วก็ตัวอย่างของพื้นที่ป่า ที่ดําเนินการโดยชุมชนแล้วประสบความสําเร็จมันมีที่ไหนบ้างก็จะนําเสนอโดยภาพ เป็นส่วนใหญ่ และสุดท้ายก็จะพูดถึงความจําเป็นในการที่จะต้องทําให้มันมีกฎหมาย เรื่องป่าชุมชนออกมามันมีความจําเป็นอย่างไรนะครับ

เรื่องแรก เรื่องการดําเนินการเรื่องป่าชุมชนในขณะนี้ ในขณะที่ยังไม่มี กฎหมาย ทางกรมป่าไม้ก็ได้ดําเนินการโดยอาศัยระเบียบข้างเคียง ระเบียบและกฎหมาย ข้างเคียงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ปัจจุบันก็ ๑๕ ปีแล้วได้ดําเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตามหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้วก็ให้ชุมชนได้เข้ามาบริหารจัดการด้วยตัวเองนะครับ โดยสรุปแล้วผลการดําเนินงานจนถึงบัดนี้ได้ทําให้เกิดหมู่บ้านที่เข้าไปดูแลป่าชุมชน ๙,๓๐๗ หมู่บ้าน พื้นที่ที่ชุมชนได้เข้าไปช่วยกันดูแลประมาณเกือบ ๔ ล้านไร่ แล้วถ้าหากว่า เราสามารถผลักดันให้เรื่องนี้ดําเนินการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะสามารถ เข้าไปดําเนินการได้ในพื้นที่ชุมชนที่มีผืนป่าอยู่ ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้าน จะสามารถช่วยกันดูแล พื้นที่ป่าได้ประมาณ ๑๐ ล้านไร่ อันนี้ละครับ ส่วนตัวอย่างการดําเนินการเรื่องป่าชุมชน ขอเรียนว่าหลักจริง ๆ แล้วจะเป็นความร่วมมือกันระหว่าง ๓ ฝ่าย ก็คือบ้าน บ้านก็คือ ฝ่ายปกครอง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นําชุมชน วัด ท่านเจ้าอาวาส พระสงฆ์องค์เจ้า โรงเรียนสถานศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ สรุปว่าที่ชาวบ้านเขาทํากันมาเขาใช้หลักอันนี้ หลักบวร แล้วก็ทําให้เกิดความสําเร็จนะครับ ทีนี้ผมอยากให้ดูตัวอย่างจริงของพื้นที่ที่ทําแล้ว ประสบความสําเร็จ ก็คือที่ป่าชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวง อยู่ที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก บ้านแม่กื้ดหลวง ชาวบ้านได้เริ่มดําเนินการกันเองก่อนที่จะไปขออนุญาตจัดตั้งป่าชุมชน ได้เริ่มดําเนินการกันเองโดยอาศัยทางพระท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นมามีส่วนร่วมดําเนินการ แล้วก็ร่วมมือกับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. สถานศึกษา เข้าไปดูแลพื้นที่ป่าในชุมชนประมาณ ๕,๒๐๐ ไร่เศษ ทํามาประมาณ ๑๐ ปี โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จนบัดนี้ ยังสามารถรักษาพื้นที่ป่าดังกล่าวไว้ได้ทุกตารางนิ้วไม่ขาดหายไปไหน ๕,๒๕๐ ไร่ สิ่งที่เขาทํากัน ได้ทําอะไรไปบ้าง ก็คือได้ตั้งคณะกรรมการดูแลป่าชุมชนขึ้นมาเอง ชาวบ้านบริหารจัดการเอง มีคณะกรรมการ มี อบต. มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มีการแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น ๒ โซน (Zone) ๕,๐๐๐ กว่าไร่ ส่วนแรกเขาเรียกว่าป่าหวงห้าม ป่าหวงห้ามก็คือป่าต้นน้ําลําธาร ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็รวมไปถึงป่าที่มีลําห้วยต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่ เป็นพื้นที่ต้นน้ํา อันนี้จะเป็นพื้นที่ที่สงวน เด็ดขาด ชาวบ้านสงวนกันเองเลย ห้ามเข้าไปทําอะไรในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ที่ ๒ เรียกว่า ป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้ใช้สอยนี้เป็นป่าไม้ที่มีพืชเศรษฐกิจอยู่นะครับ ก็เป็นพื้นที่ที่อนุญาต ให้สมาชิกชุมชนคนในชุมชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวได้ภายใน หลักเกณฑ์กติกาที่กําหนด แล้วเขาก็ออกกฎระเบียบกันเอง อาจจะเรียกว่าเป็นกฎสังคม กฎชุมชน อย่างเช่น ใครจะเข้าไปทําอะไรในป่าจะต้องแจ้งคณะกรรมการ ต้องได้รับอนุญาต จะไปตัดไม้ ไปเก็บของป่า ก็ต้องขออนุญาต แล้วก็ดําเนินการได้ตามจํานวนปริมาณ ที่ได้รับอนุญาต ไม่อนุญาตให้ทําอะไรบ้าง อย่างเช่น ไม้ยืนต้น ไม้ที่หายาก การหาของป่า ก็ให้นําไปใช้สําหรับใช้สอยในครัวเรือนเท่านั้น ห้ามไปดําเนินการในเชิงธุรกิจ อันนี้เป็นกฎสังคม ที่เขาออกกันเอง และมีบทกําหนดโทษด้วยนะครับ เป็นบทกําหนดโทษที่คิดกันมาเอง อย่างเช่น ถ้าไปลักลอบตัดไม้ไผ่โดยไม่ได้ขออนุญาต ถูกปรับต้นละ ๑๐ บาทพร้อมยึดของกลาง หน่อไม้ ถ้าไปขายเชิงธุรกิจ หน่อละ ๑๐ บาทพร้อมยึดของกลาง เหล่านี้เป็นต้น คือที่ผมยกตัวอย่างเพื่อเรียนให้ทราบว่าได้มีการดําเนินการด้วยชาวบ้านกันเอง ผลดีที่เกิดขึ้น ผมอยากให้ดูตามภาพก็แล้วกันเขาทําอะไรไปบ้าง มีการตรวจเยี่ยมป่า มีชุดลาดตระเวน ออกไปตรวจป่าชุมชน ตรวจแนวเขตต่าง ๆ ทุกระยะ มีการจัดทําแนวเขตป้องกันไฟป่า แนวเขตป่าชุมชน มีการทําระบบน้ําประปา ใช้น้ําจากลําห้วยในป่า ต่อท่อประปา ลงมาในหมู่บ้านให้ชาวบ้านได้ใช้ มีการทํากิจกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน อย่างเช่น การสืบชะตาป่า สืบชะตาต้นไม้ใหญ่ การปลูกป่าทดแทน การบวชป่า การนําวัตถุดิบจากป่าในส่วนที่เป็นสมุนไพรออกมาทําสินค้าชุมชนเหล่านี้เป็นต้น มีการทําจักสาน มีการนําอาหารป่าที่มีอยู่เพียงพอเอามาใช้ ผักกูด ผักหนาม เห็ด น้ําผึ้งป่า อะไรพวกนี้นะครับ โดยสรุปแล้วเรื่องป่าชุมชนนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องการที่ชาวบ้านเข้าไปดูแลป่า สุดท้ายแล้ว จะกลายเป็นศูนย์รวมวิถีชีวิตของชุมชน ในเรื่องของกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องของ การอนุรักษ์ป่า ในเรื่องของการปลูกฝังเยาวชนให้รักป่า ในเรื่องของการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นถ้าหากเราสามารถผลักดันให้มีกฎหมายป่าชุมชนขึ้นมาเป็นการเฉพาะนี้ มันจะมีข้อดีอย่างไร

ข้อดีประการแรก ก็คือว่าเป็นการรับรองสิทธิของชุมชนและประชาชน ในการเข้าไปดูแลจัดการป่าในพื้นที่ชุมชนของตัวเอง ปัจจุบันนี้ไม่มีกฎหมายรับรอง ได้อาศัย แต่ระเบียบกฎหมายข้างเคียง

ประการที่ ๒ ก็คือทําให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจะเข้าไปร่วมในการทํางาน กับภาคประชาชน มีสถานภาพ มีอํานาจ ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แล้วก็ที่สําคัญ ถ้าหากมีกฎหมายอันนี้จะทําให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนซึ่งเป็นชาวบ้านกันเอง เขาสามารถดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ในกรณีมีผู้บุกรุก บางทีเดิมใช้กฎสังคม อาจจะมีคนไม่กลัว แต่ใช้กฎหมายซึ่งถูกต้องออกมา สามารถดําเนินการได้ เพราะว่า กรรมการจัดการป่าชุมชนจะมีฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พวกเราไปดูกัน สิ่งที่มีปัญหามากก็คือว่าในขณะนี้การจัดการป่าชุมชน ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเอกชนในการสนับสนุนงบประมาณ หรือหน่วยงานของรัฐในการเอาแผนงานต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุน แต่ปรากฏว่าไม่มีความมั่นใจ ว่าให้เงินไปแล้วจะสามารถเข้าไปดําเนินการในพื้นที่ป่าได้หรือเปล่า เกรงว่าจะถูกฟ้องร้อง ภายหลังอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็ไม่กล้ากัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนนี้นะครับ การสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทุกคนมีความมั่นใจนะครับ แล้วก็ที่สําคัญอย่างที่ผมเรียนแล้วตอนนี้ สิ่งที่ชาวบ้านทํากันไปแล้วเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๓,๙๐๐ กว่าหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้พวกนี้ จะสามารถเข้าไปสู่กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายได้เลยที่ทําอยู่แล้วนะครับ แล้วสามารถขยายผลต่อไปได้อีก ไปสู่เป้าหมาย ๑๐ ล้านไร่ ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้าน มันก็จะทําให้ การดําเนินงานเรื่องนี้สามารถได้ประโยชน์ในขอบเขตที่กว้างขวางยิ่งขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผม อยากจะเรียนเหตุผลความจําเป็นแล้วก็สิ่งที่เป็นประโยชน์จากการที่ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ มาแล้ว โดยกลุ่มชาวบ้าน กลุ่มประชาชนและหน่วยงานของรัฐ หลังจากนี้ก็คงจะมีผู้ที่จะพูด ในเรื่องหลักการสําคัญว่าถ้าจะให้มีกฎหมายป่าชุมชนแล้ว มันควรจะมีหลักการสําคัญ อะไรบ้างที่จะใช้เป็นหลักในการที่เราจะไปยกร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนมานําเสนอต่อสภา ต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดแตะไว้นิดหนึ่งเพราะจะมีบางท่านพูดต่อไป แล้วก็เป็นประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหาโต้แย้งมานานนี้นะครับ เรื่องนี้ความจริงทุกเรื่องทุกฝ่าย เห็นด้วยหมด ร่างกฎหมายป่าชุมชนได้มีการทํากันมา ๒๐ กว่าปี แต่ว่าไม่ผ่านสภานะครับ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เหตุผลที่สําคัญประการหนึ่งก็คือความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องพื้นที่ ดําเนินการโดยเสียงส่วนใหญ่ในสภาจากการดําเนินการที่ผ่านมาเห็นว่าเรื่องป่าชุมชน ไม่ควรเข้าไปแตะในเขตพื้นที่อนุรักษ์เพราะมันจะมีปัญหาหลายอย่างตามมา เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ผมอยากจะให้เหตุผลสั้น ๆ ไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมีท่านอาจารย์สุรเชษฐ์เพิ่มเติม ว่าทําไมเราคิดว่าไม่ควรเข้าไปแตะในเขตพื้นที่อนุรักษ์ให้ทําเฉพาะนอกเขตอนุรักษ์ซึ่งมีพื้นที่ มากมายให้สามารถเข้าไปทําได้

เหตุผลประการแรกก็คือว่าหลักการของป่าชุมชน ไม่ได้ให้สิทธิแก่ราษฎร ในการเข้าไปอยู่อาศัยและทํากิน เป็นเพียงให้ราษฎรที่มีที่อยู่อาศัยและทํากินอยู่แล้วในชุมชน ของตัวเอง แต่มีผืนป่าอยู่ข้างเคียงก็ไปช่วยกันดูแลรักษาป่าด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คน ที่เข้าไปครอบครองพื้นที่ป่าได้มีสิทธิ เพราะฉะนั้นแล้วมันก็จะเป็นการขัดกับหลักของเรื่อง การดูแลป่าชุมชน

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเราเห็นว่ามันจะสุ่มเสี่ยงมาก ถ้าหากว่ากําหนดให้ราษฎร ที่อยู่ในพื้นที่ป่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ป่าอนุรักษ์นี้นะครับ ได้เข้าไปมีสิทธิในการดําเนินการ ป่าชุมชนด้วย มันสุ่มเสี่ยงในการที่จะมีการขยายการครอบครองพื้นที่ออกไปอีก จะเป็นปัญหาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการป้องกันดูแลรักษา ผมไปดูที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ที่อําเภอแม่สอด ไปดูพื้นที่ตรงนี้ล่ะครับ พื้นที่ในเขตอนุรักษ์ซึ่งปัจจุบันมีชาวกะเหรี่ยงอยู่นี้นะครับ เขาไปถามว่าเขาทําอะไรกันอยู่นะครับ ตอนนี้สิ่งที่น่าวิตกมากก็คือเรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เข้าไปแล้วก็ไปเชื่อมโยงกับชนกลุ่มน้อยนะครับ ตรงนั้นทําอะไร ส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพด ปลูกข้าวโพดเพื่ออะไรครับ เพื่อส่งนายทุน มีคนรับเลย ปลูกเท่าไรรับหมด รับหมด คนที่นั่น ก็มาออกรถปิกอัพ (Pickup) ป้ายแดงกัน เพราะว่ารายได้ดี ต้องผ่อนปีละ ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ เขาผ่อนเป็นปี ๆ ไปนะครับ ต้องผ่อนอีก ๑๐ ปีถึงจะหมด เพราะฉะนั้นถามว่ามันเสี่ยงไหม จากการที่คนเหล่านี้อย่างไรมันก็ต้องไปใช้พื้นที่ ถ้าหากพื้นที่ไม่พอก็อาจจะนําไปสู่การขยาย พื้นที่ออกไปอีกนะครับ แล้วก็ดูจากตัวเลขการจับกุมการทําผิดในพื้นที่เขตอนุรักษ์ที่อุทยานแห่งชาติ ขุนพะวอนี้นะครับ ตัวเลขทั้งปีนี้ปรากฏว่าคนทําผิดก็คือคนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ทั้งสิ้น อันนี้มีตัวเลขที่สามารถยืนยันได้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเราก็มีตัวอย่างที่เป็นสากลนะครับ ต่างประเทศก็ไม่มีที่ไหนหรอกครับที่เขาจะให้เข้าไปดําเนินการในเขตอนุรักษ์ เขาต้องสงวน กันไว้ถึงแม้ว่าจะมีอยู่เดิมก็พยายามจะแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มีการลุกลามบานปลายออกไป อันนี้ผมขอชี้แจงในรอบนี้เพียงเท่านี้นะครับ หลังจากนี้ก็จะมีผู้ชี้แจงในเรื่องหลักการสําคัญ ๆ ต่อไปครับ