ภูดิศ ทัตติยโชติ หารือเรื่องการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาครัฐในการปกป้องและสนับสนุนผู้บริโภค และต้องการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และเสริมสร้างระบบฐานข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในการคุ้มครองผู้บริโภค
เรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลขที่ ๑๖๕ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการจัดทําข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปของหน่วยงานภาครัฐ ในการคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ เรื่องที่ผมจะนําเสนอเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน ภาครัฐซึ่งมีขนาดใหญ่อย่างที่ได้มีกรรมาธิการได้กล่าวนําไปบ้างแล้วนะครับ ในงานของการ คุ้มครองผู้บริโภคนั้นเมื่อเรากล่าวถึงนั้นเราจะต้องนึกถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้เกี่ยวข้อง ๓ ฝ่ายด้วยกันนะครับ ฝ่ายแรกก็คือผู้บริโภคซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ซื้อ แล้วก็ผู้ใช้บริการ ฝ่ายที่สองก็คือผู้ประกอบการซึ่งหมายถึงผู้ขายสินค้าและบริการ ถ้าเรามอง กันโดยหลักทั่ว ๆ ไปนั้นเราก็จะพบว่าในกลุ่มผู้ประกอบการถึงแม้ว่าจะมีจํานวนน้อย เมื่อเทียบกับผู้บริโภคซึ่งมีจํานวน ๖๐ กว่าล้านคนขึ้นไปนั้น ผู้ประกอบการถึงแม้ว่าจะมีคน น้อยกว่า แต่ด้วยศักยภาพ ด้วยความที่มีทุน ด้วยความที่มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสมาคม และองค์การกันอย่างชัดเจนเพื่อพิทักษ์และปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง ทําให้ฝ่ายผู้ประกอบการเสมือนว่ามีศักยภาพที่สูง แล้วก็ฝ่ายผู้บริโภคถึงแม้ว่าจะมีการรวมตัว กันจัดตั้งในลักษณะที่เรียกว่าเป็นภาคประชาชนในการดูแลเรื่องสิทธิของตัวเอง แต่อย่างไร ก็แล้วแต่ด้วยการที่ขาดทุนทรัพย์ก็ทําให้ความเข้มแข็งของภาคประชาชนนั้นอ่อนแอ ผู้บริโภค ก็จึงเป็นฝ่ายซึ่งมีโอกาสที่จะเสียเปรียบผู้ประกอบการค่อนข้างมากในภาพทั่ว ๆ ไปที่ปรากฏ เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปนั้นนะครับ สําหรับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจําเป็นจะต้องพูดถึงแล้วก็เป็น ภาระหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการของคณะผมที่จะต้องดําเนินการก็คือภาครัฐ ซึ่งเป็น ลักษณะของคนที่อยู่ตรงกลาง ภาครัฐนั้นมีหน้าที่พื้นฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ที่ผม อยากจะกล่าว ๒ ส่วนก็คือว่า ประการแรกก็คือในการคุ้มครองประชาชน ในประการที่สอง ก็คือส่งเสริมและพัฒนาการประกอบชีพ พัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จากเหตุผลดังกล่าวนั้นทําให้เราเห็นได้ว่าภาครัฐจึงมีลักษณะของความเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง เป็นคนที่มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถที่เข้มแข็ง ในการประกอบอาชีพแล้วก็กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและ แข่งขันได้กับประเทศอื่น ๆ สิ่งที่ผมกล่าวมานั้นก็เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐนั้น เป็นหน่วยงานที่มีความสําคัญในงานของการคุ้มครองผู้บริโภค ถึงแม้ว่าวันนี้เรามักจะพูดถึง เรื่องภาคประชาชนหรือผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ ก็เนื่องจากเราตระหนักว่าภาคประชาชนนั้น เป็นผู้ที่อ่อนแอ และจําเป็นต้องได้รับการเพิ่มพูนศักยภาพเพิ่มขึ้นนะครับ หน่วยงานภาครัฐ จึงมีบทบาทในหน้าที่ที่จะต้องปกป้องคุ้มครองภาคประชาชน หรือให้มีแต้มต่อในการที่จะ ต่อสู้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น จากบริบททางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ตลอดจนสภาวะปัจจุบันที่ประเทศเราอยู่ในสถานะที่เรียกว่าโลกของโลกาภิวัตน์ เราจะพบว่า การพัฒนาของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมาก มีผลกระทบต่อการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแน่นอน ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐในฐานะที่เป็น คนกลางและมีความสําคัญดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้ ตอบสนองงานในการคุ้มครองผู้บริโภคให้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง การปฏิรูป หน่วยงานภาครัฐนั้นไม่สามารถกระทําได้ในสภาวะปกติหรือถ้าทําได้ก็เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคประชาชนในการที่ได้รับการดูแลนั้น จึงมีความจําเป็น อย่างยิ่งที่จะถือได้ว่าเป็นความท้าทายของพวกเราอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินงานปฏิรูป หน่วยงานภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภคในโอกาสสภาวะที่เรียกว่า โอกาสพิเศษ หรือโอกาส สภาวะของการปฏิรูปในครั้งนี้ สําหรับคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเรานะครับ ได้ออกไปพบปะพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด รวมถึงมีการพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นจํานวนหลายครั้งแล้ว ทําให้เราพบว่ามีปัญหาต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นมากมายนะครับ แล้วก็ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาที่มีความสําคัญไม่ใช่ปัญหาทั่ว ๆ ไป ที่จะแก้ในวันนี้หรือรอไปอีก เป็นปัญหาที่มีความท้าทายต่อพวกเราในการรีบแก้ไขเพื่อดูแล ภาคประชาชน ปัญหาที่เราตรวจพบและเราสรุปกันมาเป็นประเด็นที่จะนําเสนอที่ประชุม วันนี้มีด้วยกันจํานวน ๕ ข้อด้วยกัน
ประการแรกก็คือว่าหน่วยงานภาครัฐขาดนโยบายหลักที่จะทําให้เกิด การประสานความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ บุคลากร กระบวนการทํางาน งบประมาณต่าง ๆ ในการดําเนินงานของภาครัฐ ความขาดแคลน ปัญหาในความขาดแคลนเหล่านี้เราจะพบว่า หน่วยงานที่ทํางานในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นถึง ๒๐ หน่วยงาน ภายใต้กระทรวง ๑๐ กระทรวงด้วยกัน หน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นมีความเชี่ยวชาญ มีความชํานาญภายใต้กฎหมายระเบียบต่าง ๆ ที่ตัวเองยึดถือเป็นแม่บทในการทํางาน แต่นโยบายเหล่านั้นไม่มีธงนําหรือไม่มีนโยบายหลักที่จะต้องนําไปสู่ความร่วมมือหรือ การบูรณาการร่วมกันเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะหน่วยงานถึง ๒๐ หน่วยงานภายใต้หน่วยงาน ๑๐ กระทรวงก็ไม่สามารถจะทําให้เกิดการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพได้
ประการที่ ๒ ก็คือปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนกระบวนการ ในการเสนอการปรับปรุงกฎหมายและส่งผลให้การปรับปรุงกฎหมายโดยรวม โดยเฉพาะ เรื่องความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงในประเทศเป็นไปด้วยความยากลําบาก ในเรื่องของ ประเด็นในการแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายนั้น ท่านวิทยาได้กล่าวไปบ้าง แล้วก็จะขอไม่กล่าวนะครับ ในเรื่องของกฎหมายที่เราต้องพูดถึงเพราะว่ากฎหมายนั้น เป็นเครื่องมือของภาครัฐในการที่จะบังคับใช้ให้เกิดความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วน
ปัญหาประการที่ ๓ ก็คือความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสาร สื่อสังคม ออนไลน์ต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายสลับซับซ้อน ในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งถ้าผู้บริโภครายใดขาดจริยธรรมก็สามารถจะใช้ประโยชน์ ในความก้าวหน้าดังกล่าวในการเอาเปรียบผู้บริโภคได้ง่าย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรากฏให้ พวกเราพบเห็นตามสื่อโทรทัศน์ ดาวเทียม หรือว่าสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในการที่ผู้ประกอบการ ได้เสนอสินค้าและบริการที่เกินความเป็นจริงแล้วก็มีการหลอกลวง
ประเด็นปัญหาที่ ๔ ก็คือการขาดความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายที่สําคัญ ในการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ประกอบการหรือถ้ามีขึ้น ก็เป็นการร่วมมือกันอย่างหลวม ๆ ไม่มีความจริงจัง จะมีหน่วยงานบางหน่วยที่มีความ ร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ นั้น แต่ก็เป็นลักษณะของต่างคนต่างทํา ยกตัวอย่างเช่น อย. ก็มี ความแสวงหาความร่วมมือกับ อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ซึ่งเป็น ความร่วมมือกันเฉพาะส่วนก็คือเฉพาะ อย. เฉพาะ อสม. รวมไปถึงสาธารณสุขประจําจังหวัด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายเหล่านั้นได้ทํางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ อันนี้คือปัญหา ที่เกิดขึ้น
ปัญหาข้อที่ ๕ ก็คือเรื่องผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่อง ของสิทธิของผู้บริโภคในการคุ้มครอง ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงข้อมูลในการตัดสินใจ ที่สําคัญ ๆ อันนี้นั้น ปัญหาที่ว่านี้จะเห็นได้ว่าจากการที่เราตรวจพบข้อมูลในปี ๒๕๕๗ จะพบว่ามีรายการคุ้มครองผู้บริโภคที่เสนอทางโทรทัศน์เพียง ๒ รายการ แล้วก็มีการเสนอ บทความที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ นั้นเป็นจํานวนน้อยมาก ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องของข้อมูลที่จะไปถึงภาคประชาชน
ขอสไลด์ถัดไปเลยนะครับ โดยย่อนะครับ จากการรวบรวมประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ที่ได้เรียนท่านสมาชิกไปแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการเราก็จึงได้สรุปเป็นประเด็นการ ปฏิรูปที่สําคัญด้วยกัน จํานวนทั้งสิ้น ๔ ด้านนะครับ
ประเด็นแรกที่อยากจะเรียนก็คือว่าการปฏิรูปเพื่อการบูรณาการโครงสร้าง บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ในประเด็นปฏิรูปประเด็นนี้ คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอว่าจะต้องมีการจัดทําแผนการคุ้มครองผู้บริโภคระดับชาติ จากการตรวจสอบเราจะพบว่ากฎหมายกลางในการคุ้มครองผู้บริโภคที่เราเรียกกันว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น ได้ออกมาเป็นกฎหมายกลางตั้งแต่ ปี ๒๕๒๒ จนถึงปัจจุบันมากกว่า ๓๐ กว่าปี ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีแผนหรือมียุทธศาสตร์หรือ นโยบายกลางในการที่จะให้หน่วยงานภาครัฐทั้ง ๒๐ หน่วยงาน ยึดถือและนําไปปฏิบัติ เป็นไปไม่ได้ที่หน่วยงานทั้ง ๒๐ หน่วยงานจะทํางานและสอดคล้องกันได้ภายใต้การทํางาน ที่ต่างคนต่างทํา ถึงแม้ว่าในตัวพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ นั้น จะกําหนดให้ มีคณะกรรมการระดับชาติ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเองก็ตามที แต่การ กําหนดนโยบายนั้นก็เป็นการกําหนดนโยบายเฉพาะเรื่อง เฉพาะราว เฉพาะครั้ง ไม่มีนโยบาย ที่เป็นนโยบายในระยะยาวหรือเป็นนโยบายในห้วง ๆ ระยะ ๓ ปี ๕ ปีปรากฏขึ้นเลยสักครั้งเดียว จนถึงปัจจุบันนี้นะครับ จากการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองผู้บริโภค ภาครัฐทุกคน ทุกฝ่าย เห็นตรงกันว่ามีความจําเป็นจะต้องมีแผนการคุ้มครองผู้บริโภค ระดับชาติ ซึ่งขณะนี้เราก็พยายามผลักดันให้ สคบ. สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้นได้เสนอแผน ซึ่งเราเรียกว่า แผนแม่บทในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างทาง ก็ยังไม่ได้ ผ่าน ครม. อย่างเป็นกิจจะลักษณะ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราเห็นความสําคัญและต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้น
ประการที่ ๒ ข้อเสนอในการปฏิรูปในข้อที่ ๑ นี้ก็คือว่าเราเห็นว่าควรจะมี การปรับปรุงโครงสร้างหน่วยบางหน่วย เราได้มีการพูดคุยกัน การปรับปรุงโครงสร้างหน่วย ในที่นี้ก็คือการปรับปรุงเพื่อให้หน่วยงานมีความสามารถที่สูงขึ้น มิใช่การปรับปรุงลักษณะที่ไป ตัดรอนหรือว่าลดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐลง เราได้พูดคุยกับหน่วยงานที่สําคัญ ๆ ๒ หน่วย และมีความเห็นตรงกัน สมควรที่จะต้องมีการดําเนินการในเรื่องการปรับปรุง โครงสร้าง หน่วยงานแรกก็คือ สคบ. สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าสํานักงาน คุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีการทํางานลักษณะที่เราเรียกว่า กระจุกอยู่ในส่วนกลาง ปริมาณหรือ สถิติการร้องเรียนที่เกิดขึ้นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้มีประมาณ ๗,๐๐๐ ราย ถึง ๑๐,๐๐๐ ราย ปรากฏว่าเรื่องที่ร้องเรียนทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้นเอง ในเขตภายนอกไม่มีเลยนะครับ มันก็แสดงถึงว่าการทํางานของสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค นั้นยังกระจุกอยู่ในส่วนกลาง ซึ่งจากการพูดคุยกันและเห็นตรงกันก็คือว่าโครงสร้างของ สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้นควรจะกระจายออกไปอยู่ในเขตภูมิภาค คือเราไม่ใช่ หมายความว่า เราจะต้องขยายให้สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค นั้นมีความใหญ่โตจนเกินการ เราคิดว่าน่าจะมีตัวแทน หรือสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ในทั้งหมด ๙ ภาคด้วยกัน เพื่อให้ สอดคล้องกับภาคการทํางานของฝ่ายตุลาการและฝ่ายอัยการ ซึ่งนําไปสู่ที่จะให้ ภาคประชาชนนั้นได้รับการ หรือมีการฟ้องร้องและมีการฟ้องร้องกันเองตั้งแต่ในภายนอก ไม่ต้องเข้ามาที่ส่วนกลาง
อีกหน่วยงานหนึ่งที่อยากให้มีการปรับปรุงโครงสร้างแล้วก็เป็นหน่วยงานที่ได้ หารือกับเรา แล้วก็ขอความช่วยเหลือจากเราด้วยการสนับสนุนผลักดัน อันนี้เป็นหน่วยงาน ที่น่าสนใจมากก็คือ อย. อย. นี้มีการเสนอ แล้วก็อยากให้เราช่วยผลักดันในเรื่องการปรับปรุง โครงสร้างของเขา แต่การปรับปรุงโครงสร้างของเขานี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ผมอยากจะเรียน ให้พวกเราได้รับทราบก็คือว่าเขาไม่ต้องการที่จะปรับปรุงโครงสร้างเขาให้ใหญ่โตขึ้น แต่เขา ต้องการปรับปรุงโครงสร้างเขาให้มีความเป็นอิสระ แต่ว่าอยู่ภายใต้การกํากับของรัฐ เพราะในลักษณะของการทํางานของ อย. นั้น ผู้ปฏิบัติงานของเขาหรือเจ้าหน้าที่ของเขานั้น จะเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ การทํางานปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ของเราก็มักจะโดนซื้อตัว ออกไปอยู่ภาคเอกชน คนที่เหลืออยู่ก็อยู่ด้วยใจหรือว่าไม่มีทางไป เพราะฉะนั้นถ้าเขามีการ ปรับปรุงโครงสร้างของเขา ลักษณะที่ให้มีความคล่องตัวขึ้น มีโอกาสและมีความก้าวหน้าขึ้น ก็จะทําให้การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในการคุ้มครองผู้บริโภคในสายงาน ของ อย. ซึ่งเป็นสายงานวิทยาศาสตร์นั้นมีความรวดเร็วขึ้น อันนี้เป็นความน่าสนใจตรงที่ว่า เขาไม่ต้องการความใหญ่โต แต่เขาต้องการความเป็นอิสระ ต้องการความคล่องตัว ในการทํางานซึ่งตัวคณะกรรมาธิการก็จะหารือกันต่อไป แล้วก็พยายามผลักดันให้เกิดการ ปฏิรูปในแนวนี้นะครับ
ในประเด็นปฏิรูปที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ประการที่ ๒ ก็คือการปฏิรูปเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพและกลไกในกระบวนการดําเนินการของภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค ในประเด็นเพิ่มพูนประสิทธิภาพและกลไกนั้นจะเห็นว่าเรื่องหนึ่งที่มีความจําเป็นจะต้องดําเนินการ ก็คือเรื่องการเสริมสร้างทัศนคติและองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการระดับ จังหวัดและท้องถิ่น จากการที่ได้สัมผัสกับพี่น้องประชาชนในการที่ไปพูดคุยกับต่างประเทศ ได้พูดคุยกับผู้แทนของหน่วยงานผู้บริหารในส่วนท้องถิ่นนั้น มีบางท่านได้มาบ่นให้ฟังว่าได้รับ มอบแต่หน้าที่ แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ต้องการที่จะให้หน่วยส่วนกลางนั้นมาเพิ่มพูน ความรู้ หรือให้ความรู้ว่าเมื่อได้รับหน้าที่จังหวัดได้มอบหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทํา หนังสือลงมาถึง อบต. เป็นต้น บอกให้มีหน้าที่ในการทํางานในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค อีกหน้าที่หนึ่ง แต่ปรากฏว่าตัวท้องถิ่นนั้นก็ไม่ทราบว่าในการทําหน้าที่นั้นทําอย่างไร สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะต้องเพิ่มพูนในเรื่องความรู้ ซึ่งอันนี้ได้เคยพูดคุยกับตัวสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค แล้ว ก็ยินดีที่จะขยายขอบเขตการทํางานในการไปประชุมสัมมนาให้ความรู้เพิ่มเติมนะครับ
อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องที่เราพยายามจะทํากันอยู่ก็คือว่า การที่จะให้อํานาจ ในการดําเนินการรับเรื่องราวร้องทุกข์แล้วก็ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคนั้นกระจายออกไปสู่ ส่วนต่าง ๆ ให้มากขึ้น ก็จะสอดคล้องกับที่สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคได้มีความต้องการที่จะ ขยายหน่วยของตนออกไปในส่วนต่าง ๆ มากขึ้นจํานวน ๙ ภาคด้วยกัน ก็จะสอดคล้องกัน แต่อย่างไรก็แล้วแต่จากการที่พบปะผู้คนจะพบว่าผู้คนนั้นมักจะบ่นข้าราชการ ผมเอง ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะครับ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องทํา แล้วเราก็ยังขาดก็คือการปรับทัศนคติ ของข้าราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ถึงแม้ว่าเราพยายามจะต่อมือต่อแขนให้ภาครัฐหรือ ราชการอย่างไร ถ้าข้าราชการมีทิศนคติในการทํางานไม่พร้อมที่จะให้การดูแลภาคประชาชนแล้ว หรือการดูแลผู้บริโภคแล้ว การทํางานนี้ก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผลอย่างที่ต้องการ
สําหรับประเด็นการปฏิรูปข้อที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างระบบ ฐานข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงแล้วก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารในการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจให้ทุกภาคส่วนเกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้พูดกันทุกครั้งก็จะต้องมีการพูดถึงเรื่องของระบบฐานข้อมูล ซึ่งปัจจุบันนี้ฐานข้อมูลนั้น แต่ละส่วนราชการก็ทําได้ดี แต่ว่ายังขาดการรวมไปอยู่ในรวมศูนย์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึง ได้โดยง่าย
อีกอันหนึ่งที่พูดกันก็คือเรื่องระบบของกลไกในการรับเรื่องราวร้องทุก กลไก รับเรื่องราวท้องทุกข์นี่จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาประชาชนจะเบื่อหน่ายต่อการ ร้องทุกข์ เพราะเมื่อร้องทุกข์ไปแล้วเรื่องก็จะหายไป ลักษณะนี้ถ้าเป็นไปได้ก็จะทําให้ผมนึก ไปถึงระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของกระทรวงการคลัง ในการที่เราเสียภาษี เราสามารถจะเข้าไปสู่ระบบออนไลน์ ระบบนั้นจะตอบเราว่าเราขาดเอกสารที่สําคัญ อะไรบ้าง ขั้นตอนของเราการดําเนินการของเราอยู่ในขั้นตอนไหน เราจะได้รับเงินคืนเท่าไร หรือเราจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเท่าไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งขณะนี้ทราบว่าสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค กําลังเร่งดําเนินการในเรื่องนี้อยู่นะครับ
เรื่องต่อไปที่สําคัญก็คือว่า การให้ความรู้กับประชาชน เราขาดมากในเรื่อง การให้ความรู้กับประชาชน เรามักจะพูดถึงการทํางานของภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภคว่า ทํางานระบบเชิงรับ ก็คือเมื่อมีเรื่องแล้วเราก็ทําการฟ้องร้อง ทําการไกล่เกลี่ย สิ่งเหล่านี้เป็น สิ่งปลายเหตุนะครับ สิ่งที่เราอยากให้ทําก็คือการทํางานเชิงรับ เรื่องนี้การให้ความรู้ การสร้าง ความเข้าใจให้กับประชาชนทุกช่องทางโดยทั่วถึงนั้นก็ถือว่าเป็นมาตรการทํางานเชิงรุก ประการหนึ่งนะครับ ในช่วงเวลาที่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้ทํางาน ก็มีงานที่เราพร้อมจะเสนอให้พวกเราได้รับทราบในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ ถ้ามีความคืบหน้า อย่างไรก็คงมีโอกาสที่จะชี้แจงเพิ่มเติมในโอกาสต่อไปครับ ขอบคุณครับ