วิทยา เสนอปฏิรูปคุ้มครองผู้บริโภค

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๕ · ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘

วิทยา กุลสมบูรณ์ เสนอหลักการ "Keep it simple and short" ในการปฏิรูปกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม พร้อมยกตัวอย่างกรณีสารบีพีเอในขวดนมเพื่อเน้นย้ำว่ามาตรฐานความปลอดภัยต้องเท่าเทียมกันทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ วิทยา กุลสมบูรณ์ เสนอแนวคิดกลไกการปฏิรูปเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยยกตัวอย่างปัญหาสังคมที่ซับซ้อน เช่น การหลอกลวงทางการเงิน และการปนเปื้อนสารเคมีในยาสมุนไพร รวมถึงเสนอให้รัฐออกกฎหมายใหม่เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถสั่งเตือนภัยสินค้าได้ทันที พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าต้องสร้างสมดุลระหว่างอำนาจขององค์กรอิสระและภาครัฐในการป้องกันผูกขาด ชดเชยความเสียหาย และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างทั่วถึง วิทยา กุลสมบูรณ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อขจัดสินค้าบกพร่อง ลดกลไกผูกขาด และเพิ่มอำนาจผู้บริโภค โดยเสนอให้บูรณาการกฎหมายเตือนภัยสินค้าเข้ากับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

นายวิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ ผมสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นายวิทยา กุลสมบูรณ์ จะขอนําเสนอในฐานะกรรมาธิการครับ

ขอสไลด์ต่อไปเลยนะครับ ทางคณะกรรมาธิการได้ตกลงว่าเราจะไม่เสนอ รายละเอียดทั้งหมด จะใช้หลัก คีพ อิท ซิมเพิล แอนด์ ชอร์ท (Keep it simple and short) คือคิส (KISS) เพราะฉะนั้นเราจะไม่ลงรายละเอียดของตัวกฎหมายทุกฉบับและตัวหลักการ ทั้งหมดครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการตระหนักเป็นอย่างดีก็คือว่าสังคมเรากําลังเปลี่ยนผ่านนะครับ ในทางการเมืองก็มีการพูดถึง สองนคราประชาธิปไตย ในทางการบริโภคก็มีภาษาลาติน ที่เขาบอกว่า คาร์วีเอท เอ็มเตอร์ (Caveat emptor) ก็คือหลักที่เล็ท เดอะ บายเออร์ บีแวร์ (Let the buyer beware) ในสังคมเดิมถ้าเราไปที่ตลาดน้ําดําเนินสะดวกการแลกเปลี่ยน ในอดีตก็เป็นธรรมชาติธรรมดา ใครเคยไปต่างประเทศในบางที่ขณะนี้ก็ยังปรากฏอยู่ที่ ประเทศอินเดีย มีบรรยากาศ มีคนมาซื้อผักเอาปลาอะไรต่าง ๆ มาแลก มันก็พัฒนาต่อมา ในยุคสังคมอุตสาหกรรมซึ่งประเทศไทยก็เปลี่ยนผ่านเช่นนี้เช่นเดียวกัน ในหลักใหม่ก็คือ คาร์วีเอท เวนดิเตอร์ (Caveat venditor) หรือ เล็ท เดอะ เซลเลอร์ บีแวร์ (Let the seller beware) อันนี้เป็นหลักที่เปลี่ยนมานะครับ คล้าย ๆ กันครับ เหมือนทางการเมืองที่ก็ยังมี แก็พ (Gap) มีช่องว่าง ในทางการบริโภคก็เป็นเช่นเดียวกัน ในขณะนี้นอกจากการเติบโต ทางด้านการผลิตในลักษณะอุตสาหกรรมแล้วเรายังเติบโตทางด้านเทคโนโลยีและข่าวสาร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัจจัยใหญ่ที่ทําให้เกิดการกระตุ้นการบริโภค ที่บางทีก็มากเกินไป บางทีก็ไม่ เหมาะสม ขณะเดียวกันกฎหมายและกลไกของรัฐซึ่งก็พยายามปรับขยับตามนะครับ แต่ก็ยัง ไม่สามารถทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งมีเป็นจํานวนมากครับ กฎหมายและกฎเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น ในสไลด์นี้พูดถึงการป้องกันการผูกขาดการแข่งขันที่เป็นธรรม อํานาจเหนือตลาด ทีดีอาร์ไอ (TDRI) โดยนักวิชาการไปวิเคราะห์ก็พบปัญหามากมายว่ากฎหมายก็เขียนเพียงว่า ครอบคลุมอํานาจทางตลาดร้อยละเท่าไร ยังไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ได้ สถิติการจัดการกรณีการผูกขาดแข่งขันทางการค้าแทบจะเป็น ๐ ครับ เคพีไอ (KPI) ที่กําหนด วันนี้กําหนดไว้ว่าถ้าไม่มีเรื่องร้องเรียนเลยยิ่งดี แต่เมื่อไปพบว่าในประเทศอินโดนีเซีย หน่วยงาน ที่จัดตั้งขึ้นได้รับการสนับสนุนถึง ๒๐๐ ล้านกว่าบาท แล้วมาดูว่าปัญหาการผูกขาดลักษณะ ใหม่ ๆ มันมีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องเชิงระบบครับ ที่คณะเราให้ความสนใจ ที่สนใจอย่างนี้เพราะเรายึดหลักทุนนิยมเสรี เรายึดหลักที่จะต้องมีการแข่งขันครับ เรายึดหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้บริโภคต้องเข้าถึง ขณะเดียวกันทุกอย่างต้องเป็นธรรม คําถามของคําว่า เป็นธรรม ก็มีความสลับซ้อนในสังคมสมัยใหม่ แบบไหนเป็นธรรม แบบไหน ผูกขาด เพราะฉะนั้นจึงต้องการการศึกษาที่ค่อนข้างจะเป็นระบบนะครับ ทั้งหมดนี้ วัตถุประสงค์สุดท้ายก็คือสังคมที่เจริญรุ่งเรืองและมีความสุข คณะกรรมาธิการได้พูดกัน อย่างหนึ่งนะครับ เป็นคําว่า ทําอย่างไรของขายคนไทยเหมือนของขายส่งออก เรารู้สึก น้อยเนื้อต่ําใจมากที่มีกระทรวงมาบอกในข่าวว่าขอให้ทุกท่านระวังนะครับ จะส่งสินค้านี้ ไปต่างประเทศขอให้มีมาตรฐานเช่นนั้น เช่นนี้ แต่มาตรฐานของสิ่งเหล่านั้นยังมีอยู่ใน ประเทศไทย มีระยะหนึ่งครับกระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าถ้าจะส่งขวดนมไปต่างประเทศ ขอให้ท่านระวังอย่าให้มีสารบีพีเอ (BPA) ในขวดนม เมื่อผมนั่งมองดูอยู่แล้วคนไทยครับ คนไทยเราไม่มีหลักเช่นนี้เช่นเดียวกันหรือครับ ลูกหลานของเราต้องบริโภคขวดนมที่มี สารบิสฟีนิล เอ (Biphenyl-A) หรือครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าสังคมที่เจริญรุ่งเรืองมันต้อง เสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเป็นคนอเมริกัน คนยุโรป หรือคนในอาเซียน นี่ก็เป็นตัวอย่างแนวความคิดว่าเป็นธรรมจึงสร้างสุข วันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ทําในเรื่องที่ น่าสนใจมากครับ ประกาศยกเลิกสารบีพีเอในขวดนมโดยไม่ต้องมีคนตายครับ โดยไม่ต้องมี เด็กที่เสียหายจากการผิดปกติทางฮอร์โมนครับ โดยใช้หลักพรีคอชันนารี พรินซิเพิล (Precautionary principle) เพราะฉะนั้นการที่เราจะพูดว่าเป็นธรรมสร้างสุขจึง ประกอบด้วยหลักที่จะทําให้ผู้บริโภคนั้นได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมและมาโยงกับสิทธิ ผู้บริโภคเรื่องของความปลอดภัยในเรื่องของการที่เขาจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมครับ

ขอสไลด์ต่อไปนะครับ ในภาพนี้ก็คือการมาคิดถึงกลไก วันนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ก้าวเข้ามาสู่การที่ทํางานมาระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคณะกรรมาธิการได้ออกไป ในพื้นที่ ไปภาคเหนือ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ตะวันออก ตะวันตก และภาคกลาง แล้วก็ได้ประชุมใหญ่ไปทั้งหมดก็ได้รับเรื่องต่าง ๆ มากมาย มีตัวอย่างที่ไม่น่าเชื่อ ซึ่งท่าน อาจจะได้ยินทางข่าวสารมีการไปบอกว่าขอให้มาทําฌาปนกิจแล้วจะได้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยเก็บเงินพันกว่าบาท ตัวอย่างที่ปรากฏนี่คณะกรรมาธิการก็มาวิเคราะห์กันอย่างลึกซึ้ง กรรมาธิการก็มาเตือนท่านประธานบอกว่า คุณสารีอย่ากระโดดเข้าไปจับปัญหาเชิงประเด็น ที่เกิดขึ้น ขอให้ตระหนักว่ามันมีเรื่องต่าง ๆ ในสังคมนี้มากมาย ทําอย่างไรเราจึงจะมีกลไก การปฏิรูป ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ทําเรื่องบูรณาการภาครัฐ ท่าน พลเอก ภูดิศ ก็รับเรื่องนี้ที่จะไปดูว่าหน่วยงานของ สคบ. ก็ดี หน่วยงานของตํารวจที่ปราบปรามคุ้มครอง ผู้บริโภคก็ดี ทําไมเรื่องเหล่านี้จึงยังเป็นช่องว่างอยู่ เพราะเรื่องเหล่านี้เราได้รับการร้องเรียน จากท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดหนึ่งตอนที่เราออกไปในพื้นที่ ตัวอย่างของคนที่อยู่ใน พื้นที่ซึ่งได้รับอันตรายจากสารที่เขาไม่รู้ตัว เป็นสารเคมีซึ่งไม่มีวันรู้ครับ เพราะว่าท่านหยิบยา มาขวดหนึ่งยาสมุนไพร ท่านไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร ขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติกําลังจะส่งเสริม เรื่องการแพทย์แผนไทย แต่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้พบยาสมุนไพรที่บ้างก็ไม่มีฉลาก บ้างก็มี ทะเบียน บ้างก็เป็นทะเบียนปลอม บ้างก็เป็นทะเบียนจริง แต่เมื่อมาตรวจพบแล้วมีสารอันตราย แทบไม่น่าเชื่อครับ ต้องการให้สมุนไพรมีรสหวานใส่สารคลอโรฟอร์ม (Chloroform) ซึ่งเป็น สารก่อมะเร็ง รัฐบาลก็ประกาศยกเลิกไป ก็ไปเอาสารอีกตัวหนึ่งชื่อไดคลอโรมีเทน (Dichloromethane) ซึ่งประชาชนก็ไม่ทราบ แต่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่อุบลราชธานี ซึ่งวันนี้ก็ได้เรียนเชิญท่านมาร่วมในที่นี้ด้วย ท่านตรวจพบครับ แต่กว่าที่ท่านจะประกาศได้ ต้องใช้เวลามากมายครับ เพราะว่าต้องส่งเรื่องถึงคณะกรรมการอาหารและยา ในอดีตต้องให้ คณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้ตรวจ อย่างนี้เป็นต้นครับ เราสนใจว่าเราจะมี พระราชบัญญัติบางอย่างที่ลอกเลียนหรือจําลองจากพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวก ได้หรือไม่ที่ให้หน่วยราชการทั้งหมดสามารถที่จะสั่งประกาศเตือนภัยสินค้าได้ อันนี้ก็เป็น แนวความคิดที่มุ่งหวังจะให้เกิดกฎหมายต่าง ๆ ดังที่ท่านประธานสารีได้กล่าวไว้แล้ว ดูในภาพนี้ครับ แกนทางซ้ายมือที่จะต้องพุช (Push) เข้ามาก็คือองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค เวลาที่เรานั่งอยู่ในห้องนี้ เราเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ้นออกไปนอกห้อง แล้วเราเป็นผู้บริโภค ผมเคยไปซื้อสินค้าไม่กี่บาท เฉาก๊วย ๕๐ บาท กลับมาบ้านสินค้า หมดอายุครับ ผมต้องกลับไปใหม่เพื่อไปเปลี่ยน ต้นทุนของผมอยู่ที่ไหนครับ ที่เสียหายไป ผู้ที่ขายไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยครับ ก็เพียงแต่เอาสินค้าชิ้นหนึ่งเปลี่ยนให้ แต่กว่าที่จะ เปลี่ยนได้เขาจะยื่นแบบฟอร์ม (Form) มาให้เรากรอกครับว่าชื่ออะไร ทะเบียนบัตรประชาชน มีหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไรกว่าจะได้สิ่งนั้นมา อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นอันหนึ่งนะครับ และหลังจากนั้นเราก็จะลืมเรื่องนั้นไป หลายท่านเดินทางด้วยโดยสายการบิน เครื่องบินล่าช้า ผมนั่งมองนะครับ เมื่อวันก่อนคณะปฏิรูปแห่งชาติไปที่ต่างจังหวัด มองทีละคน ทีละคน นั่งรอดูความคับข้องใจเป็นรายชั่วโมง ก็ไปถามเขาว่าจะต้องทําอย่างไร เขาก็บอกเอา แบบฟอร์มมาให้กรอก หลังจากนั้นเราอ่านดูแล้วแบบฟอร์มก็เป็นภาษาอังกฤษครับ แล้วประชาชนจะกรอกได้หรือไม่ สักพักเขามาทวงแบบฟอร์มคืนครับ เขาบอกแบบฟอร์ม ภาษาอังกฤษไม่ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบฟอร์มภาษาไทย พอผมอ่านแบบฟอร์มภาษาไทย เป็นแบบฟอร์มประเมินความพึงพอใจ ไม่ใช่แบบฟอร์มประเมินเรื่องค่าชดเชยความเสียหาย เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นในบ้านเรา แต่เราคงไม่กระโจนลงไปแก้ปัญหาทีละเรื่อง ทีละเรื่อง ทีละ เรื่องเต็มไปหมด เพราะเราก็เป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง เราจึงหวังคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเข้ามาดูแล ที่จะเข้ามาดูว่าจะป้องกันการผูกขาดได้หรือไม่ การป้องกันการมีอํานาจเหนือตลาดได้หรือไม่ การชดเชยค่าเสียหายและการชดเชยสินค้า บกพร่องทําอย่างไร เพราะฉะนั้นภาครัฐซึ่งเป็นแกนกลางมีความสําคัญครับ ไม่ใช่ว่า มีองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภคแล้วภาครัฐจะต้องหายไป ยังจะต้องทํางานประกอบกัน เช่นเดียวกับผู้ประกอบการซึ่งมีความสําคัญยิ่งครับ เพราะถ้าท่านไม่ผลิต ท่านไม่ทําให้สังคม เกิดการบริโภคก็อยู่ไม่ได้ แต่ทําอย่างไรจึงจะพุช แอนด์ พูล (Push and Pull) อํานาจตรงนี้ ให้สมดุลกันครับ เพราะฉะนั้นกรอบที่เราเสนอมีทั้งหมด ๔ กรอบด้วยกัน

ขอสไลด์ต่อไปครับ ซึ่งผมจะขอพูดสั้น ๆ นะครับว่า ทั้งหมดก็จะอยู่ด้วยคํา ที่จะปรารภสั้น ๆ ว่า ปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐ ขจัดสินค้าบกพร่อง สินค้า ต้องปลอดภัย ลดกลไกการผูกขาด เพิ่มอํานาจผู้บริโภค และปลดทุกข์โศกผู้เสียหาย ทางการแพทย์ ก็จะครอบคลุมอยู่ในบริบทนี้นะครับ ในมาตรการแรกที่เราเสนอนี้ก็คือ พระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคครับ องค์การนี้ได้ผ่านการพิจารณา จากพวกเราแล้วจึงจะไม่ขอพูดในเรื่องนี้ในรายละเอียดนะครับ แต่ถ้าท่านดูในสไลด์นี้จะมีคํา บางคําซึ่งเรายังไม่ได้ดําเนินการในรายละเอียด แต่คิดว่าจะดําเนินการต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ท้องถิ่นกับการคุ้มครองผู้บริโภค มาในห้องนี้เห็นสมาชิกหลายท่านที่ท่านมาจากท้องถิ่น เช่น ท่านคุณหมอกิตติศักดิ์จากจังหวัดมหาสารคาม ท่านเกรียงไกร ท่านมาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ อย่างนี้เป็นต้น ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท้องถิ่นก็ต้องมีบทบาทครับ แต่ท่านคงถามว่าทําอะไร ท่านคงถามว่ามีเงินให้ไหม มีกฎหมาย มีกติกาอะไรต่าง ๆ ให้ไหม เรากําลังตั้งหลักกันครับ ซึ่งในคณะของเราท่านทรงชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็มาจากจังหวัดลําพูนอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรายังทําไม่ทันเพราะเพิ่งผ่านมา ๖ เดือน เราได้พิจารณาแล้วว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะอยู่ใน บริบทขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ส่งให้ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม เราได้แก้ไขสาระตามที่ท่านแนะนํา เราได้เพิ่มเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เราได้เพิ่มประธานสภาเกษตรกรรมแห่งชาติ ที่ได้รับการ แนะนําจากเพื่อนสมาชิกและปรับองค์ประกอบต่าง ๆ พูดถึงเรื่องการสนับสนุนงบประมาณ ที่ชัดเจน อันนี้เป็นตัวอย่างที่จะต้องเดินหน้าต่อไปในส่วนขององค์การอิสระ และเรายังไม่เห็น ว่าในขณะนี้มีความคืบหน้าที่ชัดเจนนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของความปลอดภัย ขณะนี้เป็นที่โชคดีมากเมื่อทําเรื่องนี้ ครับ เมื่อมีการพิจารณาประเด็นเรื่องการจัดลําดับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยก็ดี หรือว่ากฎหมายที่ จะเตือนภัยสินค้าก็ดี เราได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามา เราไม่เคยทราบครับว่าขณะนี้ หน่วยงานภาครัฐกําลังจะทําเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกฎหมายความปลอดภัยของสินค้า และบริการ อันนี้ทําโดยหน่วยงานภาครัฐก็คือสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ชื่อว่า โพรดัค เซฟตี (Product safety) ก็เลยมีความคิดว่าในเมื่อคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภคจะดําเนินการเรื่องพระราชบัญญัติการเตือนภัยสินค้าจะเป็นไปได้ หรือไม่ที่จะนําพระราชบัญญัติเตือนภัยสินค้าบูรณาการเข้าร่วมกับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับความปลอดภัยของสินค้าบริการของ สคบ. ครับ เป็นที่น่ายินดที่ในขณะนี้ประเทศไทยเรา มีพระราชบัญญัติโพรดัค ไลบิลิตี ลอว์ (Product liability law) คือพระราชบัญญัติความรับ ผิดต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย แต่อันนั้นก็ยังอยู่ในบริบทของไลบิลิตี (Liability) ของโพรดัคชัน (Production) ก็คือบริษัทผู้ผลิตนะครับ แต่ตรงนี้เราจะบูรณาการเมื่อเกิด ความไม่ปลอดภัยขึ้นแล้วจะมีการเตือนด้วยความรวดเร็วอย่างไร จะมีการรีคอล (Recall) อย่างไร จะมีการชดเชยอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่จะดําเนินการ ขณะเดียวกันก็มีหลาย เรื่องที่จะดําเนินการ เช่น เรื่องของ พรีคอชันเนอรี พรินซิเพิล (Precautionary principle) ก็คือหลักที่ผมได้นําเรียน ถ้าหากว่าสินค้าต่าง ๆ ในประเทศต่าง ๆ เขามีปัญหาแล้วประเทศไทย ยังทุรังใช้อยู่ได้อย่างไร การตัดสินใจระหว่างเศรษฐกิจกับเรื่องของสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องแร่ใยหิน แอสเบสทอส (Asbestos) ซึ่งผมก็ได้ศึกษาประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งและทั่วโลก เขาก็เห็นแล้วว่าเป็นอันตราย มีเอกสารทางวิชาการมาก สุดท้ายกระทรวงสาธารณสุข ก็ยื่นหนังสือให้เข้าคณะรัฐมนตรี ทางคณะรัฐมนตรีก็ตั้งคณะขึ้นมาคณะหนึ่งประกอบด้วย พาณิชย์ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ เรื่องนี้ก็ยังค้างคาอยู่เป็นต้น เพราะฉะนั้นพรีคอชันเนอรี พรินซิเพิล จะมีโอกาสอนุวัตใช้ในประเทศไทย เพื่อให้คนในประเทศไทยปลอดภัย จากอันตรายได้หรือไม่

ผมขออนุญาตไปที่กรอบที่ ๓ ในเรื่องของการปฏิรูปการชดเชยการเสียหาย ของผู้บริโภค ขอกระโดดไปที่หมายเลข ๓ เลยนะครับ เรื่องของการชดเชยนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แต่เรื่องของการป้องกันก็มีความสําคัญไม่แพ้กัน ในเรื่องของพระราชบัญญัติความรับผิด ต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ไปเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๕๑ แล้วนั้น ขณะนี้เรามีความคิดว่าความปลอดภัยเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ปัญหา ความชํารุดบกพร่องของสินค้าก็เป็นปัจจัยสําคัญไม่แพ้กัน เราจึงได้ศึกษากฎหมายฉบับหนึ่ง ก็คือกฎหมาย เลมอน ลอว์ ซึ่งท่านอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ซึ่งวันนี้ท่านติดภารกิจนะครับ ท่านสนใจในประเด็นเรื่องนี้ แล้วก็มีท่านผู้เชี่ยวชาญซึ่งท่านเป็นนักวิชาการจากศาลปกครอง วันนี้ถ้ามีรายละเอียดท่านอาจจะได้ช่วยเสริม ถ้าหากว่ามีท่านสงสัยในเรื่องกฎหมายฉบับนี้ แต่ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการชดเชยความเสียหายทางการแพทย์ก็เป็นอีกประเด็น หนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ เกี่ยวกับเลมอน ลอว์ ท่านคงจําได้ครับ เมื่อประมาณสัก ๑๐ กว่าปีที่แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่ง ในรูป ก็ได้คว้าค้อนปอนด์ขึ้นทุบรถยนต์เกิดความเสียหาย ในอุตสาหกรรมสินค้ามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งนี้เพราะเขามี ความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในการที่จะให้มีการดูแลรถยนต์ ซึ่งชํารุดบกพร่อง ขอสไลด์ต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างครับ ผมขออนุญาตไม่อ่าน มีบริษัท ต่าง ๆ มีการเรียกรถคืน มีการพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของถุงลมนิรภัย มีการศึกษา เปรียบเทียบว่าแล้วในประเทศไทยทําเช่นเดียวกันหรือเปล่าอันนี้ก็เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งนะครับ ขณะนี้กฎหมายมะนาวไม่มีในประเทศไทย กฎหมายมะนาวคืออะไร เวลาเราเอารถยนต์ไปคืน หรือไปขอให้เขาซ่อม เมื่อรถชํารุดเมื่อซื้อใหม่ เราจะเห็นว่ามีทางเลือก ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ อย่างเช่น ๑. ขอคืนเงินได้ไหม ๒. ขอเปลี่ยนรถยนต์ได้ไหม ขอให้ท่านซ่อม ในระหว่างซ่อม ท่านจะมีรถให้เราใช้ในระหว่างซ่อมหรือไม่ หรือท่านจะค่อย ๆ ซ่อมไปเรื่อย ๆ นะครับ ในขณะนี้ไม่มีกติกาครับ เพราะฉะนั้นเกิดข้อขัดข้องหมองใจ ขัดแย้งนะครับ เราจะพบว่า มีการมาร้องเรียนที่ สคบ. อยู่ ๒ เรื่องเป็นลําดับต้น ก็คือบ้านที่ไม่ถูกใจ รถยนต์ที่มีปัญหา แล้วก็นั่งแก้กันอยู่อย่างนี้ คดีก็ค้างอยู่ที่ สคบ. สคบ. ก็ไม่สามารถตัดสินคดีได้ ก็ทําหน้าที่ได้ แต่เพียงรับเรื่องราวไกล่เกลี่ย ไม่จบก็ไปฟ้องร้องศาลเอา เพราะฉะนั้นกฎหมายมะนาวก็คือการกําหนดเกณฑ์ กําหนดกติกา กําหนดระเบียบว่าถ้าเกิด เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้วจะทําอย่างไร เราก็มีท่านคณะอนุกรรมาธิการไปศึกษาว่าเป็นไปได้ หรือไม่ที่จะทําให้กฎหมาย หรือเนื้อหาสาระนี้เข้าไปอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เป็นไปได้หรือไม่ที่เข้าไปอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่ไปอยู่ใน พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคตามมาตราที่ได้อยู่ในสไลด์หรืออยู่ในเอกสารที่ท่าน เห็นตรงหน้า เมื่อได้พิจารณากันแล้วในขณะนี้ก็มีมติว่าคงเป็นไปได้ลําบาก เพราะฉะนั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ก็กําลังจัดทําเอกสารรายงานพร้อมตัวกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ได้ทําการประชุมกับหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งเห็นพ้อง เห็นดีที่จะมีกฎหมาย ฉบับนี้รวมทั้งภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าที่ท่านมา แต่ท่านก็ปรารภว่า ขอนําเรื่องนี้ไปพิจารณากันในส่วนขององค์กรของท่านเพื่อที่จะมาดูในรายละเอียดกันต่อไป ก็เป็นตัวอย่างว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นจะมีการยืนยันว่า ๑. ผู้ประกอบการจําเป็นต้อง ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้า หรือจะเลิกสัญญา หรือจะเรียกค่าเสียหาย ซึ่งสิทธิต่าง ๆ นี้ ก็คงจะต้องได้ว่ากันในรายละเอียดครับ

ผมขออนุญาตเรียน ๆ สั้นในเรื่องของกฎหมายอีกฉบับหนึ่งก่อนที่จะให้ท่าน กรรมาธิการเสนอต่อไป ก็คือกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ขออนุญาตไม่อ่าน ในรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นหลายราย อันนี้ก็ประมาณ ๒-๓ ราย ซึ่งเป็นข้อขัดแย้ง แต่ก็มีเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น เช่นที่โรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อเกิดกรณีผู้ป่วยจํานวนนับ ๑๐ ราย เกิดความเสียหายคือตาบอดจากการบริการ ปรากฏว่าที่โรงพยาบาลขอนแก่น จัดการได้ดีมากครับ ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง มีการทําสุนทรียสนทนา เสวนากัน มีเงินชดเชยไปก่อนโดยใช้หลักของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ ซึ่งมีตัวข้อมาตราหนึ่ง ที่กําหนดให้ใช้เงินเยียวยาไปก่อน เราศึกษาทั่วโลกแล้วพบว่า จริง ๆ แล้วถ้าในระยะต้นที่เกิด เหตุการณ์นั้น คู่กรณีไม่ว่าผู้ก่อความเสียหาย หรือผู้เสียหายสามารถพูดคุยกันอย่าง กัลยาณมิตรได้ มีเงินชดเชยให้ไปจํานวนหนึ่งแล้วจะเบามาก ปัญหาจะลดลง ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล คณบดีคณะนิติศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ในการบรรยายครั้งหนึ่งผมเคยไปฟังเขาบอกว่า ถ้าขึ้นโรงขึ้นศาลแล้วนี่ ๘๐-๙๐ บาท ก็จะไปสู่ทนาย อีกประมาณ ๒๐ บาทนั้นแล้วแต่ว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ การขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อฟ้องร้องความเสียหายในทํานองนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ควรจะมีการตกลง ควรจะมีการชดเชยที่เป็นธรรมแล้วให้เรื่องนั้นสามารถที่จะให้ ๒ ฝ่ายนั้น ดําเนินต่อกันไปได้ แต่ก็ยังยากอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ที่จะสามารถทําให้เกิดความเห็นพ้องด้วยกันแล้ว จะต้องมีวัตถุประสงค์ประการที่ ๑ ก็คือเพื่อชดเชยผู้เสียหายครอบคลุมบุคคลที่ใช้บริการ ครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพ

ประการที่ ๒ ก็คือลดการฟ้องร้องของผู้ป่วยและครอบครัวต่อผู้ประกอบ วิชาชีพ มีบทเฉพาะกาลให้ครอบคลุมการดําเนินการฟ้องร้อง และ

วัตถุประสงค์ที่ ๓ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่สําคัญมาก เรายังคงต้องเข้าใจว่าเรามี เรื่องที่ยังไม่รู้อีกมาก เรายังมีเรื่องที่ต้องการความรู้อีกมาก เพราะการบริการทางการแพทย์ นั้นมีความซับซ้อนครับ มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยนั้นเกิดขึ้นจากบทเรียนแต่ละครั้ง ที่มีการรักษา ถ้าสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อจัดทําเป็นข้อมูลนอน พิวนิทิฟ เออร์เรอ์ รีพอร์ท (Non-punitive error report) คือไม่เอามาเป็นเหตุในคดีกัน แต่นําเอามาเพื่อเป็นการศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลต่อไป ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากครับ ก็จะเป็นตัว มาตรการที่ ๓ ในกรอบการทํางานของเรา และ

ประการสุดท้ายซึ่งจะต่อเนื่องไปสู่ท่านกรรมาธิการต่อไป ผมก็จะขออนุญาตจบ ลงตรงนี้ ก็คือการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐ เนื่องด้วยภาครัฐนั้นเป็นองค์กร ใหญ่มีงบประมาณมาก มีคนมาก จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทํางานบูรณาการร่วมกันกับ ภาคส่วนต่าง ๆ และถือว่าเป็นแกนกลางของการคุ้มครองผู้บริโภคครับ