จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หารือเรื่องการปฏิรูปการกีฬา โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการพัฒนากีฬาแบบบูรณาการ การไม่สามารถปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมการเล่นกีฬาให้อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย และการขาดระบบเชื่อมโยงของหลายหน่วยงาน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาและยกระดับการกีฬาให้เป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของงบประมาณด้านการกีฬาในการจัดสรรอย่างเพียงพอและทั่วถึง และเรียกร้องการสนับสนุนให้มีการสร้างนักกีฬาทดแทนและเอื้อโอกาสในการสร้างนักกีฬาหน้าใหม่
เรียนประธานที่เคารพ ผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๔๐ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง กรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้พิจารณาศึกษาข้อมูลจากการ ประชุมระดมสมอง การประชุมกลุ่มย่อย การประชุมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และการประชุมสัมมนาการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และบุคลากร ทางการกีฬา อันได้แก่ นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน ผู้บริหารองค์กรกีฬา ผู้ประกอบธุรกิจกีฬา ผู้สนับสนุนกิจกรรมกีฬา รวมไปถึงนักกีฬาคนพิการและผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และภูมิภาครวม ๖ ครั้ง สามารถสรุปเป็นประเด็นปัญหาและสิ่งคาดหวังของประชาชนได้ ดังนี้
ประเด็นปัญหา พบว่าในปัจจุบันการกีฬาของประเทศไทยอยู่ในช่วงของการ พัฒนาเพื่อให้สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาหลักที่ยังคงรอรับการ ร่วมมือการแก้ไข คือ การพัฒนากีฬาแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระดับกีฬาขั้นพื้นฐาน กีฬาเพื่อมวลชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ จนไปถึงปัญหาที่นับว่ามีความสําคัญยิ่ง คือการไม่สามารถ ปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมการเล่นกีฬา หรือการออกกําลังกายให้อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกีฬานั้นไม่ได้นํามาซึ่งสุขภาพพลานามัยและสุขภาพจิตใจที่ดี แต่ยัง ช่วยบ่มเพาะจริยธรรม คุณธรรม การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยให้กับประชาชนอีกด้วย ปัญหาที่สรุป ได้มีดังนี้
ข้อที่ ๑ ปัญหาการดําเนินงานด้านการกีฬาปัจจุบันที่มีความซ้ําซ้อน และขาด ระบบเชื่อมโยงของหลายหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านกีฬาทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทําให้ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงและ เป็นธรรม อีกทั้งยังไม่ช่วยเสริมสร้างและส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ อย่างเป็นรูปธรรม
ข้อที่ ๒ ปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงการบริการด้านการกีฬา ของภาครัฐ ทั้งกับคนปกติ คนพิการ เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ
ข้อที่ ๓ ปัญหาด้านสถานที่ อุปกรณ์ด้านการกีฬาที่ไม่เพียงพอ ไม่มีมาตรฐาน ขาดความทันสมัยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งขาดการทํานุบํารุงดูแลรักษา อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง สมาชิกคงเคยเห็นสนามกีฬาในต่างจังหวัดที่กลายเป็นสนามหญ้า สําหรับเลี้ยงวัว
ข้อที่ ๔ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านการกีฬา ครูพลศึกษา ทั้งส่วนกลางและในระดับภูมิภาค ซึ่งถือว่าเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการรักการเล่นกีฬา เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจของกลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ คนป่วย ให้ดูกีฬาเป็น เล่นกีฬาได้ มีข้อมูลที่ขอนําเสนอจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนที่อยู่ในระบบประมาณ ๓๑,๐๐๐ โรงเรียน มีครูพละอยู่ประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน แปลว่ายังขาดครูพละอยู่ในระบบอีก ๑๗,๐๐๐ คน
ข้อที่ ๕ ปัญหาด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่อํานวยต่อการออกกําลังกาย ในสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาที่ยังไม่เอื้อและไม่จูงใจต่อการพัฒนา ศักยภาพของนักกีฬา ความไม่เพียงพอของบุคลากร การขาดความรู้ ความชํานาญในการเป็น ผู้ฝึกสอน ทั้งด้านทักษะ และกลไกทางการกีฬา การจํากัดชั่วโมงเรียนพลศึกษาลงเหลือเพียง สัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง และซ้ําอีกยังเป็นแค่วิชาเลือก หรือในบางแห่งก็ไม่มีชั่วโมงพลศึกษาเลย รวมถึงการขาดการชักชวนให้เด็กและเยาวชนหันมาสนใจเล่นกีฬาด้วยการส่งเสริม เห็นคุณค่าของกีฬา และท้ายสุดคือความล้มเหลวในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับเด็กและ เยาวชนที่เล่นกีฬา เช่น มีน้ําใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้รักสามัคคี
ข้อที่ ๖ ปัญหาด้านกลไกของท้องถิ่นระดับรากหญ้าในการขับเคลื่อนการกีฬา ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และขาดทิศทางที่ชัดเจนของการพัฒนาการกีฬาในเขตพื้นที่บริการ
ข้อที่ ๗ ปัญหาไม่มีการกระจายอํานาจจากส่วนกลางในการส่งเสริม และพัฒนาการกีฬาให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออํานวยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งเสริมการจัดกิจกรรมกีฬา
ข้อที่ ๘ ปัญหาการขาดการบูรณาการ การบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ ด้านการกีฬา เอ็มไอเอส (MIS) หรือเมเนจเมนท์ อินฟอร์เมชัน ซิสเต็ม (Management Information System) ระบบสถิติประมวลผล เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลกลางของชาติ รวมถึง ปัญหาขาดการสื่อสารทางการกีฬา การเผยแพร่ข้อมูลและการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ตามสื่อ ที่ผ่านมานอกจากปัญหาในด้านความหลากหลายของช่องทางการเข้าถึงข้อมูลแล้ว ประชาชนโดยทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย จึงไม่สามารถจูงใจให้กับประชาชน องค์กรทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนในการเข้ามามีส่วนร่วม
ข้อที่ ๙ ปัญหาด้านผลงานของการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติและมหกรรมกีฬา ที่มีผลงานไม่สม่ําเสมอและถดถอย พิจารณาผลงานของประเทศไทยในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ๔ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จํานวนเหรียญที่เราได้รับมีแต่ ถดถอยลงมา จนกระทั่งครั้งสุดท้ายปี ๒๐๑๒ ที่ลอนดอน ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถ ได้มาแม้แต่ ๑ เหรียญทอง หรือช่วงปี ๒๕๓๘-๒๕๔๐ เราเคยมีแชมป์มวยโลกพร้อมกันทีเดียว ถึง ๑๙ คน แต่ปัจจุบันเรามีเหลืออยู่แค่เพียง ๒ คน
ข้อที่ ๑๐ ปัญหาการนําสหวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ ใช้กับนักกีฬาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของนักกีฬาให้มีประสิทธิภาพทางกายและทางใจอยู่ในขั้น พร้อมสูงสุด พร้อมนําวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างสุขภาพพลานามัย ทั้งทางกายและจิตใจที่ดีให้กับประชาชนทั่วไป
ข้อที่ ๑๑ ปัญหาเรื่องการรองรับงานของบุคลากรการกีฬาที่ไม่มีอัตราบรรจุ การเทียบเคียงวุฒิการศึกษาหรือการสอบใบประกอบวิชาชีพครู ทําให้ขาดแคลนบุคลากร ทางการกีฬา ซึ่งโครงการจัดตั้งสภาวิชาชีพบุคลากรกีฬานั้นได้มีการเริ่มดําเนินการอยู่ และคิดว่าจะสามารถบรรเทาปัญหานี้ไปได้
ข้อที่ ๑๒ ปัญหาเรื่องบทบัญญัติของกฎหมายไม่ครอบคลุมบริบทการกีฬา อย่างทั่วถึง และการส่งเสริม และการสนับสนุน รวมทั้งระบบสิทธิประโยชน์ของภาครัฐที่มีต่อ ภาคเอกชนด้านอุตสาหกรรมการกีฬาที่มีไม่เพียงพอ อาทิ ผู้ประกอบการสนามกอล์ฟยังต้อง เสียภาษีสรรพสามิตเพราะยังมองว่าธุรกิจสนามกอล์ฟเป็นธุรกิจกีฬาของผู้มีฐานะ นอกจากนั้นระบบภาษีนําเข้าและพิธีการทางศุลกากรของอุปกรณ์และวัตถุดิบไม่เอื้ออํานวย ต่อการดําเนินงาน จึงทําให้ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐศาสตร์การกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปัญหาการขาดมาตรการจูงใจและระบบสิทธิประโยชน์ อาทิ มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเข้ามามีส่วนร่วมของสังคม เพื่อร่วมกันสนับสนุนการกีฬาของชาติ
๑๓. ปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง รวมไปถึงความ ไม่โปร่งใสและขาดความเป็นอิสระ
๑๔. ปัญหาเรื่องการขาดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะด้านการกีฬา กฎหมายเกี่ยวกับการกีฬาที่มีอยู่ขาดความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ ไม่ครอบคลุมถึง บริบทการกีฬา และไม่เชื่อมโยงกฎหมายไปสู่สากล
จึงสรุปข้อพิจารณาในเบื้องต้นว่าการกีฬาควรได้รับการยกระดับให้เป็น บทบาทกลไกสําคัญในการพัฒนาประเทศ และเป็นหน้าที่ของภาครัฐพึงจะต้องจัดให้มีและ ส่งเสริมกิจกรรมกีฬาในทุกระดับ ส่วนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการปฏิรูปการกีฬา ประกอบด้วย
ข้อที่ ๑ การกีฬาจะต้องตอบสนองสังคมและประชาชนในเรื่องการพัฒนา สุขภาพพลานามัย การเกื้อกูลต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในการเข้าถึงกิจกรรมกีฬาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและระดับท้องถิ่น การสร้างจิตสํานึกของประชาชนในเรื่อง ความสามัคคี มีน้ําใจนักกีฬา มีวินัย การสร้างความปรองดอง การเคารพสิทธิ และการอยู่ ร่วมกันของคนในชาติ และการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาเพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบัน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ รวมทั้งการปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมการเล่นกีฬา หรือออกกําลังกายให้อยู่ในวิถีชีวิตให้เป็นกิจกรรมประจําครอบครัว ให้เป็นรูปธรรม อาทิ การขี่จักรยานหรือการวิ่งออกกําลังกายในวันหยุดแทนที่ครอบครัวจะพากันเข้าไป ร้านสรรพสินค้า
ข้อที่ ๒ นโยบายและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการการกีฬา จะต้องมีความ ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพิ่มความโปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์สู่นักกีฬาและประชาชน
ข้อที่ ๓ งบประมาณด้านการกีฬา ควรได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอและ ทั่วถึงและอยู่บนหลักพื้นฐานของความเป็นจริง ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค การพิจารณา ใช้งบประมาณของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ และควรมีการบูรณาการร่วมกันระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อนและคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อที่ ๔ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐ อยู่บนจอ รวมไปถึง รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้มีการระบุความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ระหว่างคนปกติและคนพิการ แต่ในรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนในความ เสมอภาค แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ประชาชนยังอยากเห็นก็คือภาครัฐให้ความสําคัญกับ ประชาชนทุกระดับในส่วนกลางก็ดี ส่วนภูมิภาคก็ดี รวมทั้งความเสมอภาคด้านระบบสิทธิ ประโยชน์ สวัสดิการและเงินรางวัล ผมขออนุญาตให้ตัวอย่างเพราะวันนี้เราก็มีผู้ที่เกี่ยวข้อง กับกีฬาคนพิการนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ในการสนับสนุนเงินรางวัลของนักกีฬาระหว่างคนปกติ คนพิการ ในระดับโอลิมปิกหรือพาราลิมปิก (Paralympic) คนปกติจะได้ต่อ ๑ เหรียญทอง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท บวก ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนคนพิการจะได้เหรียญทอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท บวก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในระดับเอเชียน เกมส์ (Asian Games) เหรียญทองคนปกติจะได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เหรียญทอง คนพิการจะได้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เหรียญทอง ระดั บซี เกมส์ (SEC Games) หรื ออาเซี ยนเกมส์ (ASEAN Games) คนปกติ จะได้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เหรียญทอง คนพิการจะได้ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เหรียญทอง คําตอบจาก ผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาจํานวนเงินนี้ให้ประเด็นไม่ใช่ความเสมอภาคแต่เป็นเรื่องของ ปริมาณเงินที่มีอยู่จํากัดนะครับ ก็แปลว่าในสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้ระบุเอาไว้ทุกฉบับ แต่ภาครัฐ ไม่ได้นําเอาไปปฏิบัติ
ข้อที่ ๕ โครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬาทั้งระบบตั้งแต่ระดับกระทรวง ไปจนถึงท้องถิ่น ทั้งในเรื่องสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งอํานวยความสะดวก บุคลากร และฐานข้อมูล ฐานความรู้ ควรมีความทันสมัย มีมาตรฐาน ทั่วถึง เป็นธรรมและทุกคน ต้องเข้าถึงได้
ข้อที่ ๖ องค์ความรู้ในการกีฬาควรได้รับการพัฒนาให้สามารถเทียบเคียงได้ มาตรฐานในระดับสากล ทันสมัยอยู่เสมอและอยู่ในบริบทของสหพันธ์กีฬานานาชาติ กฎข้อบังคับในการแข่งขันจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะเป็นโคช (Coach) ก็ดี หรือนักกีฬาก็ดี อาจจะยังเข้าไม่ถึงและทําให้มีผลกับการแข่งขัน
ข้อที่ ๗ มีการพัฒนาการกีฬาทุกประเภทให้ครบถ้วนและทั่วถึง เริ่มตั้งแต่ กีฬาขั้นพื้นฐาน กีฬาเพื่อมวลชน กีฬาพื้นบ้าน ท้องถิ่น กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาเพื่อการ อาชีพ กีฬาเพื่อสุขภาพและนันทนาการ รวมถึงต่อยอดไปสู่การสร้างเกียรติภูมิของชาติ ในการแข่งขันกีฬาในระดับต่าง ๆ จนถึงระดับสากล
ข้อที่ ๘ การสนับสนุนให้มีการสร้างนักกีฬาทดแทนและเอื้อโอกาสในการ สร้างนักกีฬาหน้าใหม่ โดยการสร้างระบบส่งต่อนักกีฬา ตั้งแต่กีฬาขั้นพื้นฐานไปจนถึงกีฬา เพื่อความเป็นเลิศ การสร้างระบบมาตรการจูงใจในการได้รับการเชิดชูเกียรติ ความภาคภูมิใจ เงินรางวัล สวัสดิการ ความมั่นคงในอาชีพ และโอกาสทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นเป็นนักกีฬาคลื่นลูกใหม่ต่อไป
ข้อที่ ๙ การสร้างระบบสวัสดิการและพัฒนาการกีฬาของชาติให้กับนักกีฬา โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การสนับสนุนและสร้างระบบสวัสดิการให้กับนักกีฬา รวมถึงนักกีฬาพิการทีมชาติ ตั้งแต่ระหว่างรับใช้ชาติจนถึงการรับใช้ชาติสิ้นสุดลง จัดตั้งระเบียบการยกย่องเชิดชูเกียรติและการบรรจุเข้ารับราชการ และการเข้าทํางานตาม หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ การให้รางวัลนักกีฬาควรมีการพิจารณาอย่างเหมาะสม โดยไม่เน้นแค่เงินรางวัล โดยเฉพาะเงินรางวัลที่พูดถึงจากกองทุนพัฒนาการกีฬา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินรางวัลให้กับนักกีฬาที่ประสบความสําเร็จ แต่จริง ๆ วัตถุประสงค์ ของกองทุนการพัฒนากีฬานั้น เป็นคําว่า พัฒนากีฬา ฉะนั้นเงินส่วนนี้ควรจะใช้ในการพัฒนากีฬา ส่วนเงินกองทุนรางวัลทางภาครัฐควรจะมีการจัดตั้งกองทุนเงินรางวัลนักกีฬาขึ้นมา ซึ่งอาจจะสามารถร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ข้อที่ ๑๐ กระบวนการสนับสนุนและผลักดันให้สถานศึกษาสนับสนุนนักกีฬา ทีมชาติ ซึ่งใน ครม. มติเมื่อปี ๒๕๔๗ ก็ได้มีผ่านให้สถาบันศึกษาสนับสนุนนักกีฬา รวมถึง การสร้างระบบการเรียนการสอนพิเศษ หรือติวเตอร์ (Tutor) ให้กับนักกีฬาทีมชาติที่ต้องไป รับใช้ชาติ หรือการเติมเต็มหน่วยกิตโดยการให้นักกีฬารับหน้าที่ไปเป็นผู้ช่วยโคชให้ความรู้ จากประสบการณ์แก่เยาวชนตามโรงเรียน โดยเป็นไปตามหลักสูตร
ข้อที่ ๑๑ การนําวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับ นักกีฬาเพื่อให้มีสมรรถภาพสูงสุดทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเป็นแนวทางเพิ่มพูนศักยภาพและ ความสามารถให้กับนักกีฬา นําไปสู่การพัฒนาองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายและจิต สามารถทางกลไก เทคนิค ทักษะการเคลื่อนไหวให้เกิดประสิทธิภาพความพร้อมและสมบูรณ์ สูงสุด สหวิทยาการในศาสตร์ต่าง ๆ ได้แก่ สรีรวิทยาการการกีฬา ชีวกลศาสตร์ทางการกีฬา จิตวิทยาการกีฬา โภชนาการการกีฬา เวชศาสตร์การกีฬา เทคโนโลยีการกีฬา รวมถึงการประยุกต์ ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้กับประชาชนทั่วไป ในการเล่นกีฬา ออกกําลังกายเพื่อดูแลสุขภาพ ไม่ให้เจ็บป่วยและลดอาการบาดเจ็บ
ข้อที่ ๑๒ การกีฬาควรช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของชาติ ในรูปแบบของอุตสาหกรรมการกีฬา พาณิชยกรรม ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา รวมไปถึงสปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (Sport entertainment) ให้มีการเปิดโอกาส การลงทุนด้านการกีฬา มีมาตรการลดหย่อนภาษีและพิธีการทางศุลกากรให้กับผู้สนับสนุนกีฬา ผู้ประกอบธุรกิจกีฬา อาทิ ผู้ประกอบการสนามกอล์ฟอย่างที่ผมเรียนไปตอนต้น เพราะคิดว่า ธุรกิจกีฬาเป็นของผู้มีฐานะ แต่จริง ๆ แล้วถ้าพิจารณากลับไปรัฐควรให้การส่งเสริม เพราะนักกอล์ฟที่มีชื่อเสียงของไทยหลายคนล้วนแล้วแต่พัฒนาฝีมือจากการมาเป็นแคดดี (Caddy)
ข้อสุดท้ายการบริหารจัดการกีฬาต้องดําเนินการอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนของสังคม ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย กรมพลศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน รวมไปถึงภาคประชาชน