วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องการป้องกันและเยียวยา สินค้าในประเทศ โดยเน้นการป้องกันสินค้าที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค และเรียกร้องให้มีมาตรฐานในการผลิตสินค้าเพื่อให้ปลอดภัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ ผมขอพูดประเด็นเรื่องเยียวยา ผมคิดว่ามันเยียวยาอย่างเดียว ไม่พอนะครับท่านประธาน มันต้องป้องกันและเยียวยา ในต่างประเทศนี้เขาจะเน้นเรื่อง ป้องกันอย่างมาก การป้องกันก็คือเรากําหนดมาตรฐานสินค้า สมมุติว่าเรื่องอาหารแบบนี้ อาหารแบบนี้ที่เราเรียกว่า ฟูด เซฟตี (Food safety) อาหารที่ปลอดภัยมันจะต้องไม่มี อะไรบ้าง เช่น คุณจะใส่ผงกันบูดได้ไม่เกินเท่าไร ต่างประเทศจะมียิบเลยครับ ท่านประธานครับ ว่าสารเคมีอะไรควรจะมีได้เท่าไร เกินเท่าไร เกินเท่าไรนะครับ จริง ๆ เราก็มี อย. นะครับ แต่ อย. เราไม่ได้ไปกําหนดพวกสารเคมีว่าควรจะมีเท่าไร เท่าไร เรามักจะไปประกาศเป็น เรื่อง ๆ ถ้าเราไปดูของต่างประเทศท่านประธานครับ เขาจะมีรายละเอียดยิบเลยครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราจะเอาสินค้าเข้าไปขายในยุโรปนะท่านประธาน มันจึงต้องผ่าน กระบวนการที่เขาตรวจเลย ว่ามันผ่านฟูด เซฟตี เขาหรือเปล่า แล้วจึงเข้าไปขายได้ แล้วผมว่าเมืองไทยควรจะเน้นเรื่องนี้เพราะว่าต่อไปเราจะเข้าไปเป็นเออีซี (AEC) นะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการกําหนดเอาไว้แล้วว่าถ้าเป็นเรื่องอาหารนั้น อาหารนี้ คุณจะมีสารเคมีโน้นได้ไม่เกินเท่านั้น อันนี้ไม่ได้เกินเท่านี้ แล้วเราก็ตรวจ เพราะฉะนั้นใครจะเอาเข้ามาขายในประเทศไทยก็ต้องโดนตรวจระบบเดียวกัน เหมือนยุโรป ตรวจเรานะครับท่านประธาน หรือเนื้อสัตว์นะครับ เขาจะกําหนดหมดเลยว่าการฆ่าสัตว์ กระบวนการคุณจะต้องมีกระบวนการอย่างไร คุณจึงจะเข้าข่ายที่เป็นอาหารที่ได้มาตรฐาน ที่ออกมาจําหน่ายได้นะครับ เพราะฉะนั้นในต่างประเทศเขาจะมีเรื่องพวกนี้ครบถ้วนนะครับ ท่านประธาน หรือสินค้า เหมือนกันครับสินค้าที่ปลอดภัย เขาจะบอกเลยว่าถ้าหากเป็น ของเด็กเล่นห้ามมีสีที่กินไม่ได้เขาจะมีชื่อสารเคมีหมดครับท่านประธาน แล้วอาจจะมีคม อย่างนั้น จะเป็นแบบโน้น แบบนี้ ไม่ได้ แล้วเมื่อมีมาตรฐานเซฟตี กูดส์ (Safety goods) หรือเราจะเรียก กูดส์ เซฟตี หรือฟูด เซฟตี สารพัดเซฟตีนี่นะครับท่านประธาน แล้วเขาก็จะ ตรวจครับ เมื่อตรวจแล้วสินค้าเข้าเกณฑ์มาตรฐานคุณก็ขายได้ ถ้าไม่เข้ามาตรฐานคุณต้อง เอาออกไป อันนี้ก็จะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงป้องกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรา ไม่ต้องรอให้มันเกิดก่อนครับ เราก็ไปตรวจ ตรวจแล้วมันเข้าเกณฑ์ที่จะเป็นอันตรายก็เอาออก อันนี้มันจะเหมาะเรากําลังเป็นเออีซี เพราะฉะนั้นสินค้าอะไรที่จะเอาเข้ามาขายในประเทศไทย ก็จะต้องโดนตรวจอย่างเดียวกัน ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับผู้ทําการค้าขายในเมืองไทยด้วยว่า คุณยกระดับทําตามนี้ ใครจะเข้ามาขายแข่งกับคุณก็ต้องมาตรฐานแบบนี้ เช่นเดียวกับที่เรา ไปยุโรป เพราะฉะนั้นผมอยากให้เน้นคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องการป้องกันครับ แล้วก็มีมาตรฐาน แล้วก็ไปตรวจ ไม่ได้มาตรฐานก็เอาไป จําหน่ายไม่ได้ เช่นเราบ่นอยู่นี่ครับท่านประธานว่า กุ้งมีอะไร แช่ฟอร์มาลิน เราก็กําหนดเลยครับว่าอาหารพวกนี้มีสารพวกนี้ไม่ได้ หรือมีได้ ไม่เกินเท่าไร แล้วก็ขยันตรวจ ตรวจเจอให้เอาทิ้งหมดครับ ตรวจเจอก็คือเป็นพิษ ทิ้งหมด มันก็จะเป็นการช่วยให้คนไทยได้กินอาหารที่ปลอดภัย ไม่ใช่กินจนมีเรื่องแล้วจึงมาเยียวยา แล้วเรื่องเยียวยาท่านประธานครับ ในต่างประเทศเขาไม่ได้ใช้หลักกฎหมายแบบเมืองไทย พิสูจน์เสียหายจริงเท่าไร ได้เท่านั้น ท่านประธานมันเหนื่อยครับ ที่จะไปพิสูจน์ว่าที่เรากิน อาหารพวกนี้เข้าไปมันเสียหายเท่าโน้นเท่านี้ ต่างประเทศเขากําหนดชัดว่าความเสียหาย ถึงกําหนดเป็นตัวเงินไม่ได้ ศาลกําหนดได้ แล้วยังบอกเลยให้เป็นการเชิงลงโทษกี่เท่า ตอนนี้ กฎหมายไทยที่ลงโทษในเชิงลงโทษก็จะมีเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีเรื่องของคนพิการ อย่างคนพิการ ถ้าถูกเลือกปฏิบัตินะครับท่านประธาน เราเขียนไว้เลยครับ เรียกค่าเสียหายได้ไม่เกิน ๔ เท่าของความเสียหายที่แท้จริง อันนี้ครับ เพราะว่าโทษอาญารอลงอาญาคนไม่กลัวหรอกครับ ท่านประธาน ชนคนตาย ๙ คน โทษ ๒ ปี รอลงอาญา ๔ ปี เขาไม่กลัวหรอกครับ โทษอาญา มันรอลงอาญา แต่ทางแพ่งและเชิงลงโทษสําคัญครับท่านประธาน ผมอยากจะฝากเอาไว้ด้วย หรือที่เราพูดกันร้านค้า ผมขอเล็กน้อยนะครับท่านประธาน ที่เราพูดว่าร้านสะดวกซื้อ ถ้าเรา ต้องการคุ้มครองใครครับ ถ้าคุ้มครองผู้บริโภคมันก็ต้องให้ผู้บริโภคไปที่สะดวกซื้อได้ แต่ถ้า เราจะคุ้มครองคนขายผู้ประกอบการรายย่อย เราก็กําหนดโซนนิง (Zoning) ครับ ผมก็ชอบจังหวัดน่าน บอกคุณจะขายเซเว่น อีเลฟเวนก็ไปอยู่โน่นปั๊มน้ํามันในท้องถิ่น ไม่ต้องขาย มันต้องรู้สิครับว่าเรากําลังจะคุ้มครองใคร มันจะได้ทําให้ถูกจุด ถ้าจะคุ้มครอง ผู้ค้ารายย่อยก็กําหนดโซนนิง ถ้าจะคุ้มครองผู้บริโภคก็ต้องมาตรการป้องกัน