อําพล จินดาวัฒนะ แสดงความยินดีกับกรรมาธิการที่นำเสนอรายงานเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปดุลอํานาจระหว่างผู้บริโภค รัฐ และผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดความสมดุลและลดผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเสนกรายการข้อเสนอเพื่อปรับปรุงการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการออกแบบระบบที่ดีที่สุดในการคุ้มครองผู้บริโภค และการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไข
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ วันนี้จอชัดนะครับท่านประธาน ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
เรื่องแรก ก็คงต้องขอชื่นชมกรรมาธิการที่ได้นําเสนอรายงานเรื่อง การคุ้มครองผู้บริโภค กรรมาธิการชุดนี้ท่านขยันจริง ๆ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจท่านทํางาน ทั้งในสภา พัฒนาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป แล้วก็ทํางานเชื่อมโยงเครือข่ายภาคีทั่วประเทศ ทํางานขยันขันแข็งโดยตลอด ถ้าเราติดตามข่าว แล้วก็การทํางาน เพราะเนื่องจากว่า งานคุ้มครองผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทํางานกับคนทั้งสังคมทุกภาคส่วน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า เป็นการเดินทางที่ถูกทางอย่างยิ่งครับ รายงานฉบับนี้ถ้าพี่น้องเพื่อนสมาชิกสังเกตก็จะเป็น รายงานที่ไม่ยาวเลยนะครับ แต่ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาและมีความชัดเจนว่าในยุคถัดจากนี้ไป ในระยะที่ ๒ จะต้องมีการบ้านอีกหลายข้อที่จะต้องทํา ผมอยากจะกราบเรียนเป็นการเพิ่มเติม แล้วก็ช่วยกันคิดช่วยกันอ่าน ๒-๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นการปฏิรูปที่สําคัญ เป็นการปรับ ดุลอํานาจ ๓ ฝ่าย ถ้าดูจากเอกสารในเพาเวอร์พอยท์ที่ ๔ ของกรรมาธิการจะเห็นชัดเจน นะครับ ท่านมีวงกลม ๓ วงซ้อนกัน ผู้บริโภค รัฐ และผู้ประกอบการ ในอดีตที่ผ่านมาช้านาน นั้น ๓ วงนี้ไม่สมดุลครับ รัฐและผู้ประกอบการเป็นวงใหญ่ ผู้บริโภคเป็นวงเล็ก ท่านสมาชิก หลายท่านที่พูดไปแล้วชัดเจนมากว่าผู้บริโภคได้รับผลกระทบเยอะแยะมากมาย เพราะว่า อํานาจไม่สมดุล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านได้เสนอแนะต่อการปฏิรูปชัดเจนว่าเป็นการทําให้ ดุลอํานาจทั้ง ๓ นี้สมดุล
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนต่อไปคือว่า ผมก็ไปดูกรอบความคิดรวบยอด ที่อยู่ในเอกสารหน้า ๑๓ อันนี้ก็ดีมากนะครับ ท่านได้เขียนกรอบความคิดไว้มีอยู่ ๔ มุม ด้วยกัน ส่วนใหญ่เราก็จะเรียกว่า ๔ เสาหลักนะครับ ตรงกลางผมอาจจะขออนุญาต เรียนเสนอว่า ตรงกลางเป้าประสงค์คงไม่ใช่เป็นเรื่องของระบบที่เข้มแข็งครับ เป้าสุดท้าย ผลสัมฤทธิ์ที่ท่านเขียนไว้ น่าจะไปถึงผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างมีมาตรฐาน แล้วก็ยุติธรรม เป็นธรรมและเสมอกัน น่าจะเป็นเป้าประสงค์สุดท้าย ส่วนตัวระบบที่เข้มแข็งนั้นเป็นตัว นําไปสู่เป้านั้น เพราะฉะนั้นผมลองเสนอว่าตรงกลางน่าจะปรับไปสู่เป้าประสงค์ ที่ไกลกว่านั้นสักนิดหนึ่ง สําหรับ ๔ มุม หรือ ๔ เสาหลักที่ท่านได้เขียนไว้ ผมได้ลองศึกษา แล้วก็ลองมองแล้วคิดว่าถ้าจะมีการปรับสักเล็กน้อย ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ๔ ประการของท่าน ผมมองอย่างนี้ครับว่า เสาหลักที่ ๑ ผมคิดว่าน่าจะพูดเรื่องระบบที่ดีครับ เสาหลักที่ ๒ คือเรื่องเครื่องมือและกลไกที่ดี เสาหลักที่ ๓ คือเรื่ององค์กรของรัฐครับ และเสาหลักที่ ๔ คือองค์กรภาคพลเมือง มีอยู่แล้วทั้งหมดเลยที่ท่านว่าไว้ เพียงแต่ว่าผมมอง อีกด้านหนึ่งว่าถ้าการเขียนแบบนี้ไม่ทําให้รู้สึกว่าองค์กรภาคพลเมืองมาเป็นเบอร์แรก ก็จะได้รับแรงเสียดทานน้อยลงไหมครับ แต่มันยังมีครบถ้วนอยู่ ๔ ประการ
เสาหลักที่ ๑ คงจะต้องออกแบบระบบที่ดีที่สุดในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เน้นการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนนะครับ ที่ท่านเขียนไว้แล้วครับ ระบบความปลอดภัย สินค้า บริการ ระบบร้องเรียน ร้องทุกข์ ชดเชยต่าง ๆ น่าจะอยู่ในเสาหลักที่ ๑
เสาหลักที่ ๒ เรื่องเครื่องมือกลไกที่ดี น่าจะได้มีการศึกษากฎหมายจํานวน มากที่เกี่ยวข้อง ซึ่งท่านได้รายงานไปแล้วว่ามันอยู่ในหลายกระทรวง หลายหน่วย หลายฉบับ เหมือนกับผมทําเรื่องสวัสดิการสังคมเราพบว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง ๗๐ กว่าฉบับ คุ้มครองผู้บริโภคก็เช่นเดียวกัน ตรงนี้น่าจะศึกษาแล้วก็มาดูว่ากฎหมายใดต้องปรับปรุงแก้ไข สิทธิผู้บริโภคเป็นอย่างไร กลไกการเสริมพลังเป็นอย่างไร
เสาหลักที่ ๓ ก็ยังสําคัญมากคือองค์กรของรัฐครับ บทบาทหน้าที่เป็นอย่างไร มีอยู่แล้วกี่หน่วย จะทํางานบูรณาการกันอย่างไร จัดการอย่างไร อันนี้เป็นการอภิบาล โดยรัฐ อภิบาลแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ท่านพูดเนื้อหาไว้แล้วครับ แต่ผมคิดว่า ถ้ามาเขียนเอาไว้ก็จะชัดเจน ก็คือต้องมีการนําไปสู่การเสนอการปรับการทํางานที่มี บูรณาการและเพิ่มประสิทธิภาพครับ
เสาหลักที่ ๔ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ คือเรื่ององค์กรภาคพลเมือง เราได้ผ่านการ พิจารณาของ สปช. ไปแล้ว เราคงจะต้องเร่งรัดผลักดันให้เกิดโดยเร็ว บทบาทหน้าที่ การจัดการ ตรงนี้เป็นการอภิบาลโดยสังคม อภิบาลแบบมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งอันนี้สําคัญนะครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปแล้ว ผมลองเสนอตรงนี้เพื่อว่าถ้าจะปรับ มันอาจจะทําให้สิ่งที่ท่านมีอยู่แล้วมันจะเป็นหมวดเป็นหมู่และมีพลังมากขึ้นครับ หรืออย่างไร ก็สุดแล้วแต่ท่านกรรมาธิการได้พิจารณา
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอขยายประเด็นเรื่องขององค์กรภาคพลเมือง เป็นการพูดย้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้แล้ว แล้วก็อาจจะมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ว่าทําไมภาคพลเมืองหรือกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอิสระมีความสําคัญ ไม่ได้หมายความว่าจะไป ทดแทนการทํางานของรัฐ กลไกของรัฐ ระบบของรัฐยังต้องมีเหมือนเดิมและเข้มแข็งกว่าเดิม บูรณาการและทํางานให้ได้ดีกว่าเดิม แต่กลไกภาคพลเมืองนั้นจําเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมเคย กราบเรียนว่ามีผู้รู้ได้แนะนําว่าเหมือนกับกีฬาฟุตบอลนั่นเอง มี ๓ ส่วนนะครับ ๑. ผู้เล่น ๒. กรรมการ ๓. ผู้จัดและผู้สนับสนุน แต่ส่วนที่ ๔ ที่ลืมไม่ได้เลยคือคนดูครับ ซึ่งก็คือผู้บริโภค ถ้าเราทําให้ ๓ ส่วนเข้มแข็งคือผู้จัด ผู้สนับสนุน กรรมการและผู้เล่นเข้มแข็ง ไม่พอครับ เพราะ ๓ ส่วนนี้ก็มีโอกาสโกงได้ มีโอกาสทําอะไรให้มันไม่เรียบร้อยได้ เราจําเป็นต้องสร้าง พลังอํานาจหรือศักยภาพของคนดูหรือผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็งและเท่าทันเป็นปากเสียงได้ ซึ่งตรงนี้มีความชัดเจนนะครับว่ากรรมาธิการชุดนี้ได้มองความสําคัญของ ๔ ส่วนนี้เพื่อจะ ทําให้พลเมืองได้รับการติดอาวุธทางปัญญา มีสมรรถนะ มีความสามารถ มีพลังอํานาจที่จะ เข้ามาดูแลการคุ้มครองผู้บริโภคที่เรียกว่าอินฟอร์ม ซิติเซน (Informed citizen) นะครับ คือพลังพลเมืองที่รู้เท่ารู้ทันที่จะเข้ามาร่วมเป็นองคาพยพที่ ๔ ก็จะทําให้การคุ้มครองผู้บริโภค ในสังคมไทยมีความสมดุลในอํานาจ ๓ ประการที่ผมเรียนแล้วข้างต้นที่คณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอไว้แล้ว ผมขอชื่นชมอีกครั้งหนึ่งสําหรับงานที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเสนอไว้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ