พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเสนอให้แยกสังกัดออกจากระบบราชการ และตั้งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการผูกขาด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องข้อมูลที่ให้กับผู้บริโภค โดยขอให้สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคมีบทบาทในการให้ข้อมูลเปรียบเทียบสินค้ามาตรฐานและตรวจสอบสัญญาที่ผู้บริโภคเซ็นได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกหมายเลข ๑๕๗ ครับ กระผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้นําเสนอแนวคิดในเรื่องของการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็มีความเห็นสอดคล้องกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านนะครับ ที่ได้ให้การสนับสนุนกับ เรื่องของการนําเสนอต่าง ๆ โดยเฉพาอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดให้มีองค์กรอิสระนะครับ แต่ก่อนที่ผมจะเรียนชี้แจงถึงเรื่องเหล่านั้น ผมก็ขอให้ความเห็นในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า ประเทศไทยได้พัฒนาถึงระดับหนึ่ง ซึ่งในอดีตเรามักจะไปส่งเสริมผู้ลงทุน คุ้มครองนักลงทุน คุ้มครองผู้ลงทุน แต่ว่ามาบัดนี้ในเรื่องของการบริโภคก็ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสําคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือได้ว่าเป็นตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาตัวแปรต่าง ๆ ของจีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นการที่เราให้ความสนใจแล้วก็ดูแลในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ สภาวการณ์ของประเทศ ขณะเดียวกันเราก็มีประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลไม่เฉพาะ แต่คนไทยเท่านั้น ๖๕ ล้านคน เรามีคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ปีหนึ่ง ๆ ไม่ต่ํากว่า ๒๕ ล้านคน ซึ่งก็เป็นผู้บริโภคเช่นกัน เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของ การคุ้มครองผู้บริโภคจึงครอบคลุมผู้คนจํานวนมากด้วยกัน ขณะเดียวกันแล้วก็ได้เห็น สภาวการณ์ของประเทศที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เกิดขึ้นมากมายด้วยกัน และผู้ประกอบการ รายใหญ่ก็อาจจะมีอํานาจเหนือตลาด อาจจะมีอํานาจเข้าไปอยู่ในระบบการเมือง เข้าไปเป็นบุคคล ที่มีอํานาจในกระทรวงพาณิชย์เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องของการปฏิรูปและดูแลระบบ ให้มีความสามารถที่จะทําหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง กระผมจึงเห็นด้วยครับ ที่คงต้องมีการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแยกออกจากระบบราชการ ณ เวลานี้ สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคและองค์กรอื่น ๆ ยังสังกัดกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งเราก็ทราบดีครับว่า ระบบราชการมีข้อจํากัดและอาจจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นจึงสมควรที่จะต้องพิจารณาแยกงานคุ้มครองผู้บริโภคออกจากระบบการเมือง ให้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามที่มีท่านกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องของการดูแลให้มี การป้องกันการผูกขาดด้วย ดูแลเรื่องของการแข่งขันทางการค้าด้วย ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ เพราะว่าเรื่องของการบริโภคกับเรื่องของการตลาด เรื่องของตลาดเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นถ้าหากจะมีการตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็ควรต้อง ดูแลงานทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคและงานในเรื่องของการป้องกันการผูกขาด จะได้ดูแล ผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามามีอิทธิภาพครอบงําจนเกินไป ซึ่งรายละเอียดกระผมคงไม่ลงไปในสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าอยากจะขอเพิ่มเติมประเด็นย่อย ๆ อีก สัก ๒-๓ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของข้อมูล กระผมได้เห็นตัวอย่างของประเทศอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคโดยสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค มีการ เปรียบเทียบสินค้าประเภทเดียวกัน เช่นรถยนต์ประเภทเดียวกันจากหลาย ๆ ยี่ห้อ หลาย ๆ บริษัทว่าแต่ละคันมีสมรรถภาพอย่างไร เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้เห็นข้อมูลจากองค์กรกลาง แทนที่จะรับข้อมูลจากผู้ประกอบการฝ่ายเดียว ซึ่งแน่นอนเขาก็จะให้ข้อมูลที่อาจจะบิดเบือน และสร้างความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะส่งเสริมให้สํานักงานที่จะตั้งใหม่นี้ได้มี บทบาทในการให้ข้อมูลเปรียบเทียบสินค้ามาตรฐานต่าง ๆ ที่สํานักงานอาจจะตั้งขึ้นมา อาจจะมีการให้ดาว อาจจะมีการให้คะแนนว่าแต่ละสินค้าเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนสินค้า ที่มีคุณภาพด้อยกว่าไม่จําเป็นว่าจะต้องอยู่ในตลาดไม่ได้เสมอไป เพราะหมายถึงว่าต้นทุน หรือราคาอาจจะต่ํากว่าก็ได้ อันนี้เป็นประการหนึ่ง
อีกประการที่อยากจะเห็นบทบาทของสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคได้ทําให้ มากขึ้น ก็คือเรื่องของการที่ผู้บริโภคทุกวันนี้ถูกจับให้เซ็นสัญญาต่าง ๆ ที่ผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการมักจะจับให้เราเซ็น โดยที่เราไม่มีโอกาสได้อ่าน เพราะเวลาไม่มี หรือว่าหนังสือก็ตัวเล็กจนเกินไป อ่านไม่ออก ก็อยากจะให้สํานักงานแห่งนี้ได้มีบทบาท ในการดูแลให้สัญญาเหล่านี้ได้มีมาตรฐานเป็นสัญญามาตรฐาน หรือมีการตรวจสอบ โดยสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคครับ ขอขอบพระคุณครับ