สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการผูกขาดที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และเห็นว่าอาชญากรรมในประเทศไทยเกิดจากปากท้องและนิสัยสันดาน เธอเรียกร้องการพิจารณาการสร้างกฎระเบียบเพื่อป้องกันการผูกขาดและช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองก็เห็นร่วมด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะคะ ดิฉันเห็นว่าการผูกขาดนั้นเป็นประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิด ความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนั้นมันก็นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ในทางสังคม แล้วก็นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในทางการเมือง มีนักปกครองท่านหนึ่ง กล่าวไว้ชัดเจนว่าอาชญากรรมในสังคมของเรานี้มันมาจาก ๒ สาเหตุ

สาเหตุที่ ๑ มาจากปากท้อง บางคนไม่ได้ต้องการจะเป็นอาชญากร แต่ท้อง มันหิว มันอดอยาก ไม่มีอาชีพที่จะประกอบเพื่อจะมีรายได้มา ก็ต้องไปก่ออาชญากรรม

ส่วนในกรณีที่อาชญากรรมอีกประเภทหนึ่งก็เป็นอาชญากรรมที่อาจจะ เกิดจากนิสัยสันดาน

ซึ่งนักปกครองท่านนั้นบอกว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรม ๒ ประเภทนี้ เรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น คือเรื่องที่นักการเมืองจะต้องเข้ามา ดูแลแก้ไข ส่วนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากนิสัยสันดานนั้นก็ต้องอาศัยหลักของศาสนาต่าง ๆ เข้ามาแก้ไข เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญเวลานี้ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๒ ได้พูดถึง เรื่องการป้องกันการผูกขาดทางการค้า ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและอาจจะไม่ใช่ เพียงแค่กฎหมายการแข่งขันทางการค้านะคะ ดิฉันคิดว่าการผูกขาดนั้นมันใหญ่กว่านั้นมาก เวลานี้เราไม่เคยคิดถึงว่าทำอย่างไรเราจะมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดเศรษฐกิจ เพราะว่า ผู้ที่มีทุนขนาดใหญ่แล้วก็เป็นทุนผูกขาดนั้นได้ล่วงเข้าไปครอบคลุม ควบคุม แล้วก็มีอำนาจ ไม่ใช่เหนือตลาดอย่างเดียว ดิฉันคิดว่ามีอำนาจเหนือนักการเมือง มีอำนาจเหนือข้าราชการ มีอำนาจเหนือสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นเมื่อหลาย ๆ ท่านได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้วนะคะว่า กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่นั้นล่ะที่เป็นต้นเหตุสำคัญ เวลาเรายกร่างรัฐธรรมนูญเรา อยากจะได้นักการเมืองที่ดี สถาบันการเมืองที่ดี แต่เราไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คือทุนผูกขาดขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเหนือนักการเมือง เหนือข้าราชการ แล้วก็เหนือสื่อมวลชน แล้วเมื่อการจับมือร่วมกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ แล้วก็รวมไปถึงทุนผูกขาดนั้นโดยไม่มีการตรวจสอบจากสื่อมวลชน อันนั้นล่ะคือ หายนภัย แล้วก็การที่เราจะยกร่างกฎหมายให้ดีขนาดไหน ในทางปฏิบัติมันเกิดขึ้นไม่ได้ ในเวลานี้ต้องบอกว่าความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ มันก็เกิดขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าการที่เราปล่อยให้ธุรกิจขนาดใหญ่อย่างห้าง สะดวกซื้อนั้นสามารถมีธุรกิจที่หลากหลายมาก ตั้งแต่อาหาร เวลานี้ก็มาแย่งค้าขายกับ ร้านค้าแผงลอยเล็ก ๆ น้อย ๆ อาหารเช้า ไข่ต้ม รวมไปถึงกาแฟสด ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นโดยอิสระเสรี ต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นเป็นสวรรค์ของกลุ่มทุนผูกขาดนะคะ เราสามารถที่จะปล่อยให้มีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ค้าตั้งแต่สินค้าขายปลีก ขายส่ง แล้วสามารถมีเฮาส์ แบรนด์ (House brand) ของตัวเอง ดิฉันคิดว่าอันนี้คือการทำลายธุรกิจ ของคนไทยทั้งหมด เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นก็คือว่าคนที่สามารถผลิตสินค้าเพื่อจะส่งให้กับ ร้านเหล่านี้ถ้าหากว่าสินค้าชนิดใดขายดี ห้างเหล่านั้นก็จะทำเฮาส์ แบรนด์ของตัวเอง ดิฉันคิดว่า กฎหมายในต่างประเทศเขาจะไม่มีทางยอมให้มีการค้าขายในลักษณะแบบนี้ที่ควบรวมธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งหมด ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งกฎหมายการแข่งขันทางการค้าดิฉันเท่าที่ดูแล้วมันไม่สามารถกำกับอย่างครอบคลุม สิ่งเหล่านี้ได้ แต่ดิฉันคิดว่าถ้าเรายังไม่มีการที่จะคิดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังว่า เราจะสกัดกั้น การผูกขาดขนาดใหญ่เหล่านี้ได้อย่างไร เราต้องบอกว่ารัฐเองก็ส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดด้วย ต่อไปเราก็จะมีการขายหวยออนไลน์ (Online) ในห้างสะดวกซื้อด้วย หรือลอตเตอรี่ ๘๐ บาท ท่านจะแก้ปัญหาไม่อยากจะให้มีการผูกขาดโดย ๕ เสือ ก็ปล่อยให้มีการผูกขาดโดยเจ้าใหญ่ อีกเจ้าหนึ่ง ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องคิดกันอย่างจริงจัง เราจะปล่อยสภาพแบบนี้ไปไม่ได้ เพราะต้องบอกว่าสมัยก่อนร้านโชห่วยเขาสามารถเลี้ยงลูก ส่งลูกเรียนปริญญาได้กันทั้งครอบครัว แต่เวลานี้ต้องบอกว่าร้านโชห่วยทั้งหลายนี้ตายหมด เพราะว่าเราปล่อยให้มีห้างเหล่านี้ กระจายเข้าไปในทุกพื้นที่ ทำไมไม่จัดโซนนิงในพื้นที่แต่ละพื้นที่จะมีห้างแบบนี้ไม่เกินเท่าไร และห้างเหล่านี้ไม่ควรจะรุกเข้าไปในชุมชนซึ่งชาวบ้านเขาทำมาหากินกัน ดิฉันคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วก็คิดว่าท่านกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๒ นั้นควรจะคิด อย่างจริงจัง บางทีท่านอาจจะให้รายละเอียดในเรื่องของโครงข่ายในเรื่องการส่งเสริม ขนาดใหญ่ แต่ถ้าหากว่าฐานของตัวเองไม่เข้มแข็ง เราไม่สามารถที่จะก้าวไปไกลกว่านั้นได้ แล้วสิ่งที่เราพูดกันถึงเรื่องการค้าเสรีนั้นดิฉันคิดว่าการค้าเสรีจะต้องไม่ใช่เสรีภาพของ หมาจิ้งจอกในเล้าไก่ ขอบคุณค่ะ