สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการผูกขาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายการแข่งขัน และแก้ไขปัญหาการผูกขาดที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นย้ำว่าปฏิรูปเศรษฐกิจควรเป็นการครอส คัตติง (Cross cutting) ที่รวมถึงการเมืองและระบบบริหารราชการแผ่นดิน

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ๒ ที่ได้นำเสนอ ๓ วาระในวันนี้ โดยเฉพาะวาระเรื่องการผูกขาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม ท่านประธานเกริกไกรวางผู้ดำเนินการได้ถูกต้องที่สุด โดยเฉพาะท่านจิตร์ เพราะว่าต่อสู้ เรื่องนี้มานาน แล้วก็มีประสบการณ์จริง การนำเสนอข้อมูลและแนวทางออกในเรื่องของการ แก้ไขตัวกฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงข้อเสนออื่น ๆ นั้นถือว่ามาถูกทางแต่ต้อง เพิ่มเติมมากกว่านั้น การแก้ไขกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ นายชวน หลีกภัย ๑๖ ปีที่ผ่านมาปรากฏชัดเจนว่ามีกฎหมายเหมือนไม่มีกฎหมาย ปัญหาใหญ่ คือการบังคับใช้กฎหมาย และใครคือผู้บังคับใช้กฎหมาย จะเกาให้ถูกที่คันเรื่องนี้มันมี สามประสานอันตราย เรื่องนี้อาจกระทบทั้งคนที่อยู่ในนี้ อยู่นอกสภานี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และอนาคต แต่ต้องพูด ถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศ จะแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและธุรกิจ จะให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและเสรี จะลด การผูกขาด คุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ขนาดย่อมให้ ลืมตาอ้าปากได้ จะทำให้จีดีพีของเราเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่มีเพียงบริษัทใหญ่ ๆ ที่ผูกขาดอยู่ไม่กี่บริษัท ผมไม่ได้นัดหมายกับท่านผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ แต่ว่าประเด็นตรงกัน สิ่งที่เป็นข้อเสนอก็คือว่าถ้าจะแก้ให้ถูกจุดมันต้องแก้ที่ ๓ ส่วน คือ ๓ ประสานอันตรายครับ ๑. ก็คือการเมือง ๒. คือธุรกิจที่ผูกขาด ๓. ก็คือข้าราชการทั้งที่ดำรงตำแหน่งและเกษียณอายุ โนเพน โนเกน (No pain No gain) ครับ จะปฏิรูปก็ต้องเจ็บปวด จะปฏิรูปต้องพูดความจริง ถ้าสภาปฏิรูปแห่งนี้จะต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมและยึดประโยชน์ ประชาชนและอนาคตประเทศเป็นที่ตั้ง ถ้าคิดว่าอนาคตประเทศเป็นเดิมพันของการทำงาน ของเราก็ต้องพูดความจริง เรื่องนี้ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนของประเทศ ก่อให้เกิด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ผมไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้หนังสือมา ๒ เล่ม ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งที่ ๒ ของโอบามา ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ คือ โทลเดมเอาท์ ๒. คือเดอะพาร์ตี อิส โอเวอร์ โทลเดมเอาท์ แปลเป็นไทยก็โยนพวกมันทิ้ง ให้หมด ๒. คือเดอะ พาร์ตี อิส โอเวอร์ ก็คือไม่มีพรรคการเมืองอีกแล้ว นี่คืออเมริกันที่เรา มักจะยกเป็นตัวอย่างว่าประชาธิปไตยก้าวหน้า เศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม หนังสือ ทั้ง ๒ ฉบับเขียนตรงกันด้วยข้อมูลเชิงวิจัยว่ารัฐบาลได้ออกนโยบายทุจริตเชิงนโยบาย เช่น นโยบายเรื่องเมดิแคร์ (Medicare) ประกันสุขภาพปรากฏว่าย้อนไปกลายเป็นประโยชน์ ตกกับกิจการเครือข่ายและบริษัททางด้านของประกัน หรือบริษัทยา และเป็นบริษัทที่ให้ทุน บริจาคกับพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง ๒ พรรคในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย ไม่ได้แตกต่างเลยครับ กล่าวได้ว่าพรรคการเมืองของเราโดยส่วนใหญ่นั้นรับทุนการเมือง จากบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งสิ้น ก็ร่วมฮั้วร่วมกันในการที่จะไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างไรครับ ๑๖ ปี จึงมีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง แล้วก็ไม่เคยได้เรื่องเลยสักเรื่องหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ เอสเอ็มอีแทบจะย่อยยับ โชห่วยยืนไม่ได้ ขณะเดียวกันข้าราชการไม่แปลกใจว่าเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย เพราะอะไร ไม่กล้าแตะ นายบางคนเคยเป็นข้าราชการระดับสูง เกษียณเสร็จก็อยู่ในบริษัท เหล่านั้นทั้งสิ้น เป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการบริษัทหรือเป็นผู้บริหารบริษัท ถ้าเอาตัวเลข รายชื่อมาปรากฏวันนี้เห็นชัดเจนเลยครับว่าทำไมกฎหมายสำคัญนี้สร้างความเป็นธรรม ทางการค้าและเสรี มันบังคับไม่ได้ กฎหมายอาจจะไม่ใช่ปัญหา ปัญหาใหญ่อยู่กับการ บังคับใช้กฎหมาย

๓. ก็คือตัวธุรกิจเอง ทุกธุรกิจต้องการแม็กซิไมซ์ โพรฟิท (Maximize profit) ทั้งสิ้น ทำไมจึงเน้นเรื่องของคอร์เพอเรท กัฟเวอร์แนนซ์ (Corporate governance) ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจ ทำไมจะต้องเน้นเรื่องนี้ แต่เพราะกฎเกณฑ์และการบังคับใช้ กฎหมายเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม สังคมที่ดูแลทั้งคนใหญ่คนเล็กอย่างเสมอภาค ธุรกิจที่ ขนาดใหญ่ขนาดเล็กอย่างเสมอภาค นั่นคือเป้าประสงค์ ความกล้าที่จะปฏิรูปนั้นผมอยากให้ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๒ ได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงมาตีแผ่ให้ชัดจะได้รู้ว่าเราจะแก้อย่างไร และเป็นครอส คัตติง (Cross cutting) ท่านประธานครับ เสนอถึงท่านประธาน ขออีก ๑๐ วินาที เป็นครอส คัตติง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ๒ ไม่พอ ต้องโยงปฏิรูปการเมืองและปฏิรูป ระบบบริหารราชการแผ่นดินด้วย เอาส่วนนี้มาเป็นการครอส คัตติง หรือว่าประชุมร่วมกัน แล้ววางโมเดล (Model) ใหม่ว่าจะแก้ ๓ ประสานอันตรายซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศของเรานั้นทำอย่างนี้จะสัมฤทธิผลครับ ขอบคุณ ท่านประธาน