รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ และเรียกร้องการส่งเสริมการผลิตสินค้าปลายน้ำที่เพิ่มมูลค่าขึ้นมา เช่น ข้าวอินทรีย์ น้ำมันมะพร้าว และไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และยังเรียกร้องการสนับสนุนการผลิตในระดับชุมชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันคิดว่าในประเทศในโลกนี้คงไม่มีประเทศไหน ที่เหมือนกับประเทศไทย ที่เราสามารถปลูกข้าวเหลือกินส่งออก เป็นประเทศที่ส่งออกมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วเรายังมีสินค้าเกษตรอื่น ๆ มีพืชพันธุ์ สมุนไพรจำนวนมากมาย ซึ่งดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้ามีการจัดการดี ๆ ประเทศไทยมันควรจะเป็นมหาอำนาจทางด้าน อาหาร ทางด้านพืชผลทางการเกษตร แต่อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึงนะคะ เพื่อนสมาชิก ที่ได้บอกว่าเราจมอยู่กับการที่เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตรในลักษณะที่เป็นวัตถุดิบ มากกว่าที่เราจะพัฒนาจากสิ่งที่เราเรียกว่าคอมโมดิตี อย่างที่อาจารย์เจิมศักดิ์ได้พูดถึงนะคะ ว่าจากคอมโมดิตีไปสู่การที่เป็นโพรดักท์ เรามียาง เราผลิตยางมากว่า ๔๐ ปี แต่เราก็ยังผลิต เป็นยางแผ่น ขายเป็นน้ำยาง ในขณะที่ไม่เคยคิดที่จะรวมตัวกันในการที่จะพัฒนาไปสู่สินค้า อย่างอื่น เราใช้รถจำนวนมากแต่ประเทศไทยไม่เคยสามารถผลิตยางรถยนต์ด้วยตัวเอง ทำไมคะ ในประเทศอย่างญี่ปุ่นต้องการใช้ยางสำหรับเป็นส่วนที่เป็นช่วงระหว่างชั้น เพื่อป้องกันเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว ตึกต่าง ๆ นั้นก็จะต้องมีการใช้ยางเข้าไปเสริมในส่วนนี้ แต่ปรากฏว่าเราก็ไม่เคยที่จะทำสิ่งนี้ได้ จริง ๆ แล้วข้าวนั้นถ้าหากว่าเรามีการผลิตในลักษณะ ที่เน้นในเรื่องของคุณภาพ อย่างที่หลายท่านพูดถึงในเรื่องข้าวอินทรีย์ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้เยอะ แต่ก็ไม่ได้มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจังนะคะ กลายเป็นว่าเราผลิตมากเกินไป ในขณะที่ดิฉัน คิดว่าเราควรจะมองว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าที่จะมองว่าเราผลิตมากเกินไป จนเกิดปัญหา ที่จริงท่านชาลี เจริญสุข ได้พูดไว้เมื่อสักครู่ว่าเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วเราได้ไปดู งานที่อุบลราชธานี ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เราไปดูเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในวัดศรีแสงธรรม โรงเรียนศรีแสงธรรมที่อุบลราชธานี และในขณะเดียวกันเราก็ได้ไปดู โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังแล้วก็หญ้าเนเปียร์ สิ่งที่น่าสนใจคือดิฉันเอง ก็เพิ่งรู้นะคะว่าแป้งมันสำปะหลังนั้นเป็นแป้งชนิดเดียวที่ไม่เป็นจีเอ็มโอ (GMO) ซึ่งต่อไป ในโลกนี้ประเทศที่ไม่ต้องการแป้งจากพวกพืชผลทั้งหลายที่มีจีเอ็มโอนั้น แป้งมันสำปะหลัง ของเรามันน่าจะสามารถเป็นสินค้าที่จะไปสู่ตลาดโลกได้ แต่ปรากฏว่าเราก็ไม่ได้สนใจ เรื่องเหล่านี้ หรือสมุนไพรจำนวนมากที่เราควรที่จะต้องมีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง แต่เราก็ปล่อยให้เกิดขึ้นตามยถากรรม เรามีหญ้าคาจำนวนมากนะคะ แต่ปรากฏว่าการผลิต ยาสมุนไพรในประเทศไทยที่ต้องมีรากหญ้าคา เราต้องไปนำเข้าจากจีน เพราะว่าเราไม่มี กระบวนการในการเก็บ ในการพัฒนาคุณภาพต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรามีฐานที่ดีมาก แต่ปรากฏว่าในระบบการจัดการต่าง ๆ ของเรานั้นไม่มี แล้วที่จริงแล้วพืชผลทางการเกษตรนั้น ถ้าหากว่ามีการพัฒนาไปจนถึงสินค้าที่เราเรียกว่าปลายน้ำ แม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่าปิโตรเคมี ของอินทรีย์นั้นเราก็สามารถทำได้ แต่ปรากฏว่าเราไม่ได้มีการวิจัย ไม่ได้มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง เราก็ยังจมปลักอยู่กับการผลิตสินค้าส่งไปขายคนอื่นในลักษณะที่เป็นแค่วัตถุดิบ แม้แต่ มันสำปะหลังราคาของเราก็ต้องไปดูของจีนนะคะ เพราะว่าจีนจะซื้อมันเส้นจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นราคาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับประเทศจีน จีนซื้อมันสำปะหลังของเราไป เพื่อไปผลิตเอทานอล แต่ในที่สุดดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเรามีการส่งเสริมการผลิต ไม่ใช่เพียงแค่วัตถุดิบ แต่ผลิตให้เป็นสินค้าปลายน้ำที่เพิ่มมูลค่าขึ้นมา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นเรื่องสำคัญ หรืออย่างหญ้าเนเปียร์อย่างที่ท่านชาลีพูดถึงนะคะ ก็สามารถที่จะผลิต ไฟฟ้าในชุมชน ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐควรส่งเสริม เพราะว่าเวลาเราบอกว่าประเทศไทยต้องนำเข้า พลังงานจากต่างประเทศ แต่ปรากฏว่ากระบวนการผลิตในชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้กลับไม่ได้รับ การส่งเสริมอย่างจริงจัง ซึ่งถ้ามีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ดิฉันเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ จะช่วยลดการเหลื่อมล้ำแล้วก็ช่วยเป็นการกระจายรายได้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดิฉันคิดว่า มันอาจจะเกิดขึ้นจากการที่เป็นปัญหาในเรื่องของการผูกขาดที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น เมื่อหลายปีก่อนดิฉันเคยไปดูงานที่ประเทศอินเดีย ที่ประเทศอินเดียเขามีวิธีการหีบ น้ำมันมะพร้าว เป็นลักษณะการหีบเย็นคือปล่อยให้มะพร้าวแก่ที่สุดแล้วก็มาหีบโดยไม่ต้องใช้ ความร้อนเลย ไม่ต้องใช้พลังงาน โรงงานเล็ก ๆ ในชุมชนใช้เงินเพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท เขาสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าว ๑ ตันต่อโรงงาน แล้วก็ใช้ในชุมชน ส่วนที่เหลือเขาก็ส่งไป ที่เมืองใหญ่ยังเมืองบอมเบย์ เพื่อที่จะกลั่นให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้นในระดับเครื่องสำอาง แล้วส่งออกไปขาย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้แม้แต่ประเทศอินเดียเองเขามีการวางฐานแบบนี้ แต่ประเทศไทยมีข้อดีจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าในกระบวนการพัฒนาของเรา เราไม่ได้มีการพัฒนา อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปในเรื่องภาคการเกษตรนั้น ดิฉันคิดว่ามันต้องดูในส่วนนี้ด้วย ทำอย่างไรที่เราจะทำให้ผลผลิตต่าง ๆ นี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตรซึ่งรวมสมุนไพร เหล่านี้ จะถูกพัฒนาไปเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ แต่สิ่งเหล่านี้ มันก็ต้องรวมไปถึงในกระบวนการที่เราจะต้องมีการวิจัย แล้วก็เป็นการวิจัยเพื่อให้เกิด การผลิตอย่างแท้จริง แต่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ขาดไป แล้วก็อยากให้ทาง คณะกรรมาธิการได้พยายามพิจารณาในส่วนนี้ให้มากขึ้นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ