สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องปฏิรูปการเกษตร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดต้นทุนการผลิตเพื่อแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ และการบริหารจัดการตลาดเพื่อปรับปรุงความมั่นคงของการผลิตและขายสินค้าในประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการวิจัยเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการเปลี่ยนแปลงคอนเซพท์จากคอมโมดิตีเป็นโพรดักท์ รวมถึงแนะนำว่าควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ เรื่องปฏิรูปการเกษตรมันเป็นเรื่องกว้างขวางใหญ่โต ยากที่จะทำได้ ครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าหากว่าเราหยิบทุกประเด็นไปใส่มันก็มีปัญหาอีก ก็คือไม่รู้ว่ามันจะผูกกัน อย่างไรให้มันได้ประเด็นปฏิรูป เพราะฉะนั้นเวลาที่จะดูเรื่องปฏิรูปภาคการเกษตร มันจึงต้องใช้แนวคิดหรือโครงสร้างอะไรบางอย่าง ผมจะขออนุญาตท่านประธานเสนอแนะ กรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลังที่ปฏิรูปภาคการเกษตร ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผมอวดดี แต่ในฐานะที่เคยทำวิจัย ศึกษาเล่าเรียนมาด้านนี้โดยเฉพาะ ผมก็อยากจะขออนุญาตลองวางโครงร่างจะถูกจะผิดช่วยนำกลับไปคิดเพราะว่าเราอยู่ในชั้น คอนเซ็พชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual framework) ก็คือมาดูคอนเซ็พท์กัน ท่านประธาน ครับถ้าจะแยกภาคการเกษตรผ่าครึ่งออกมาเป็น ๒ ฟากใหญ่ ๆ อันหนึ่งคือ เรื่องการตลาด อันหนึ่งคือเรื่องการผลิต ผมเรียนท่านประธานได้ว่าเมืองไทยขณะนี้เราจับ เรื่องการตลาดเป็นหลักซึ่งผิด ผมคิดว่าผิด เพราะการตลาดคือของปลอม ถ้าของจริง คือเรื่องของการผลิต เราพยายามที่จะทำให้ราคามันสูงโดยการเอาเงินไปแถมให้ เราสูญเสีย เงินเป็นแสน ๆ ล้านบาทกับข้าวมาแล้ว เราเอาเงินไปแถมให้ แต่ผมบอกได้เลยว่านั่นคือของปลอม เพราะเท่ากับว่าเราควักเงินแล้วก็จ่ายให้ชาวบ้าน แต่ถ้าดูทางภาคการผลิตเราจะสู้กับ ต่างประเทศได้ เราจะสู้กับต่างชาติได้ในระยะยาว เพราะว่าถ้าเราลดต้นทุนการผลิตได้ เราจะต่อสู้กับชาติไหน เราจะชิงตลาดได้ เราจะทำได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าเราเร่งการตลาด แบบฉาบฉวยอย่างทุกวันนี้เรากำลังฆ่าตัวตาย นั่นผมตั้งประเด็นแรกไว้ก่อน ไหน ๆ พูดเรื่องการตลาด ผมขอพูดเรื่องการตลาดให้ครบ ผมทำวิจัยมาทางด้านการตลาดสินค้าการเกษตร ท่านประธานครับเราต้องแยกตลาดสินค้าการเกษตรออกเป็น ๓ ประเภท ด้วยกัน

ประเภทที่ ๑ คือเราส่งสินค้าการเกษตรออกไปต่างประเทศเรามีเหลือมีใช้ แล้วส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา แล้วก็สินค้าอีกหลายตัว เรา ต้องดูว่าสินค้าพวกนี้เรามีอิทธิพลเหนือตลาดต่างประเทศหรือไม่ ถ้าเราเป็นไพรส์ เทคเกอร์ (Price taker) คือเราต้องยอมรับราคาต่างประเทศ เราทำอะไรกับมันมากไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวลดต้นทุนการผลิตอย่างเดียวที่จะแข่งขันกับเขา ระยะยาว

สินค้าประเภทที่ ๒ คือสินค้าที่เรามีผลิตได้แล้วก็กินอยู่ในประเทศ คือ ๆ กัน อยู่อย่างนี้ เราพอบริหารจัดการอะไรบางอย่างได้ในเรื่องนี้ที่ทำให้ตลาดมันดีขึ้น

กับอีกอันหนึ่งก็คือประเภทที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปาล์ม ไม่ว่าจะเป็นอย่างอื่น ที่เราต้องนำสินค้าการเกษตรพวกนี้เข้ามาจาก ต่างประเทศ เราไปจัดการเรื่องตลาดมากไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะทำได้เรื่องตลาดก็คือเราต้อง เปลี่ยนคอนเซพท์ คอมโมดิตี (Concept commodity) ให้เป็นโพรดักท์ (Product) ได้ไหม เราจะส่งออกเป็นคอมโมดิตี แปลว่ามันคอมมอน (Common) มากเลย มันดาษดื่น ข้าวก็คือ ข้าวเหมือนกันหมด ทำอย่างไรให้เป็นโพรดักท์ ทำอย่างไรให้เป็นสินค้าที่มีตรา มียี่ห้อ สปช. เมื่อไรก็ตามที่รัฐบาลยังไปเล่นกับตลาด ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเปเปอร์ (Paper) นี้ เรื่องฟิวเจอร์ มาร์เก็ต ต้องปรับใหม่แล้วตรงนี้ นี่ประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ เราจะอยู่รอด ทางภาคการเกษตรได้ต้องลดต้นทุนการผลิตให้ได้ หนทางในการลดต้นทุนการผลิตคืออะไรครับ ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลบางแห่งทำ เอาเงินไปแจกชาวบ้านบอกว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต อย่างนี้ มันเป็นของปลอม ของจริงมันต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อเพิ่มโพรดักทิวิตีคือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มผลผลิตลดต้นทุนการผลิตให้ได้ แต่มีกรรมครับท่านประธาน ตรงนี้คือประเด็นปฏิรูปละ มันมีกรรมที่ว่าภาคเอกชนของไทยเรื่องวิจัยทางภาคการเกษตรมันใช้ระยะเวลายาวครับ ๑๐ ปีกว่าจะได้ผล เอกชนของเราก็มักจะชอบตีหัวเข้าบ้านเร็ว ๆ ตกลงหวังเอกชนก็ยาก รัฐก็มีปัญหาในเรื่องของการศึกษาวิจัย เพราะเราเปลี่ยนรัฐบาลเร็วเหลือเกิน พอจะส่งเสริม ด้านงานวิจัยท่านไปดูงบประมาณของกรมวิชาการเกษตรสิครับว่างบประมาณเตี้ยลงอย่างไร เมื่อเทียบกับกรมส่งเสริมการเกษตร เราไม่ต้องวิจัยแต่เราส่งเสริมได้ เห็นไหมครับแสดงว่า เราคิดอะไร แล้วเราก็ไม่อยากทำเพราะทำเสร็จแล้วผลงานมันออกมาไม่รู้อีกกี่ปีรัฐบาลไหนมา เพราะฉะนั้นตรงนี้คือประเด็นที่เราจะต้องปฏิรูปให้ได้ ถ้าเราจะปฏิรูปภาคการเกษตร ต้องวิจัยให้ได้ ใครจะวิจัยจะทำอย่างไรอันนี้คือประเด็นนะครับ ผมอยากจะเรียนเสนอ ระบบน้ำเราจะทำกันอย่างไร นี่คือระบบที่ไปพัวพันกับเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต ส่วนเรื่องที่ท่านเสนอเรื่องครอพ อินชัวรันซ์ (Crop insurance) ก็คือเรื่องประกันภัยพืชผล ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่าผมเป็นคนทำประกันภัยพืชผลคนแรกในประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๒๓ ที่อำเภอปากช่อง ผมทำกับฝ้าย ผมรู้ ผมเป็นคนออกแบบสกีม (Scheme) แรก พลเอก เกรียงศักดิ์ไปดูบอกเจิมศักดิ์อยากจะขยายไปที่อื่น ผมบอกช้าก่อน ถ้าคุณจะขยายไปที่อื่น โดยที่ไม่รู้คุณตายทั้งเป็นเพราะบริษัทประกันเขาไม่ได้ลงมาฟรี ๆ เขาก็ต้องเก็บเบี้ยประกัน ถามว่าเบี้ยประกันกับความเสี่ยงที่ได้มันคุ้มกันไหม แล้วถ้าความเสี่ยงอันนั้นจะเอาความเสี่ยง จากอะไร ฝน ดิน ฟ้า อากาศ หรือเอาแมลงด้วย เสร็จแล้วจะประเมินกันอย่างไรเรื่องของการโกง ท่านประธานก็รู้ว่าคนไทยไม่ธรรมดา ถ้าอยู่ในท้องไร่ปลายนาเรื่องการโกงจะทำอย่างไร บริษัทประกันเขาต้องไปทำรีอินชัวรันซ์ (Reinsurance) ระบบรีอินชัวรันซ์จะทำกันได้แค่ไหน ซึ่งมันต้องศึกษาวิจัย ผมคิดว่าไปได้แต่ต้องทำครับ ตรงนี้ก็ต้องวิจัยอีกที่จะสร้างโมเดลให้ได้ ว่าถ้าจะทำครอพ อินชัวรันซ์ เพราะครอพ อินชัวรันซ์ดีกว่า แล้งตรงไหนเราเอาเงินไปให้ มันเป็นระบบซึ่งผมเห็นด้วย แต่ต้องทำศึกษาตรงนี้ให้ได้ ท่านประธานครับ เรื่องของการรวมตัว วิสาหกิจชุมชนหลายคนชอบพูดว่าเราควรจะทำโซนนิง ผมนี่นิยมทำวิสาหกิจชุมชนมากกว่า ทำโซนนิง ผมสนใจที่เกษตรกรจะรวมตัวและช่วยกันเองมากกว่าทำโซนนิง เพราะอะไรครับ ที่ผมเคยทำงานพัฒนาชนบทมาผมเห็นมาเยอะแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกตรงนี้ควรจะปลูกอะไร ตรงโน้นควรจะปลูกอะไร แล้วมันไม่เคยได้ประสบความสำเร็จ และใครรับผิดชอบกับชาวบ้าน แต่การที่ให้เขาได้เรียนรู้รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และเป็นไปได้ไหมว่าให้ทางเลือกกับเขา ให้ทางเลือกที่จะให้เขาได้นึกถึงเรื่องของการผลิต สินค้าที่เป็นโพรดักท์ ที่มีคุณภาพแตกต่างกับตลาดทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์ ที่อินทรีย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราไปจับตลาดสูง ไม่ว่าผัก ผลไม้ที่เป็นโพรดักท์ประเภท คุณภาพพรีเมียม (Premium) ไข่ไก่ที่ไก่นี้มันวิ่งไม่ใช่ไก่คงอยู่ในเล้า ถ้าเราสามารถที่จะค่อย ๆ ให้เกษตรกรรวมตัวกันและ ทำเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำอยู่ในภาคการเกษตร แต่ลองข้ามแวลู แอดเดด (Value added) ตรงนี้ได้ไหม นี่เป็นโจทย์ใช่ไหมครับ ผมไม่ได้บอกว่าทำได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่า มันเป็นโจทย์ที่เราสามารถที่จะช่วยได้

และสุดท้ายครับท่านประธานครับ ถ้าเราตั้งโจทย์อันนี้ได้เราก็จะช่วยกันระดมมา ในแต่ละด้านมันจะเป็นไปได้จริงแค่ไหน อะไรคือจุดคานงัดที่จะทำภาคการเกษตรให้ไปได้ ขณะนี้ภาคการเกษตรไม่ถึงกับป่วยแต่เหมือนคนอ่อนแรงครับท่านประธาน อย่าให้ยาทุกขนาน ลงไปเลยครับ พอเราเห็นอ่อนแรงนี้ผมดูแล้วรายงานนี้เหมือนกับให้ทุกอย่างเลย ไอ้นี่ก็เอา ไอ้โน่นก็เอา ไอ้โน่นก็เอา คนมันจะรับไม่ไหว เราต้องค่อย ๆ สังเคราะห์และวิเคราะห์ หาประเด็นปฏิรูปให้ได้ ขอบพระคุณครับ