สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

วิวัฒน์ ศัลยกำธร หารือเรื่องการปฏิรูประบบการเกษตรให้ชาวนามั่งคั่งยั่งยืน โดยเสนอแนวคิดการเกษตรแบบอัตโนมัติและระบบการช่วยเหลือชาวนาโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ เพื่อให้ประเทศมั่งคั่งทางการเกษตร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร

ท่านประธาน และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมอยากจะให้กำลังใจทั้งท่านคณะกรรมาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับความพยามจะปฏิรูป ภาคเกษตรให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่มั่งคั่งทางการเกษตรได้จริง ๆ พระเจ้าอยู่หัวเคยตรัส ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เนชันแนล จีโอกราฟิกโดยย่อว่า ประเทศของเรามั่งคั่งและเป็น จุดยุทธศาสตร์ เมื่อที่ไหนเดือดร้อนคนคิดถึงประเทศนี้ โดยสรุปอย่างนี้

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งท่านรับสั่งและแทงใจมาก ผมตามเสด็จจดบันทึก พระราชดำริอยู่ ๑๖ ปี มีคำหนึ่งบอกว่าต่อไปจะไม่มีเกษตรกรทำนาอีกแล้ว เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ผมศึกษาข้อมูล เตรียมพร้อมอยู่ ๑๑ ปี และตัดสินใจลาออกมาทำนาแบบที่ พ่อแม่ผมทำมาก่อน อยู่ที่ชลบุรีพิสูจน์ตัวเอง ๓ ปี แล้วก็เปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมตั้งตัวเป็นครูสอน สอนทั้งชาวนา สอนทั้งในมหาวิทยาลัยว่าเราจะปฏิรูประบบการเกษตรให้ชาวนามั่งคั่ง ยั่งยืน ได้อย่างไร ผมอยากจะขอฝากเป็นข้อมูลสำหรับท่านกรรมาธิการเผื่อจะเป็นประโยชน์ โดยสรุปโดยย่อภายในอีก ๔ นาที ความยั่งยืนของการเกษตรนั้นไม่ได้อยู่กับการเกษตร ทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องของรายได้อย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับ วัฒนธรรม เกี่ยวโยงกับคุณงามความดี เกี่ยวโยงกับการเมือง เกี่ยวโยงกับระบบราชการเกี่ยวโยง แม้แต่กระทรวงการคลังซึ่งมี ธ.ก.ส. ไปทำหน้าที่เกี่ยวข้อง เอาละครับผมไม่มีเวลาเจียระไน แต่โดยย่อว่าคนปลูกนั้นต้องมีต้นทุนต่ำกว่านี้ไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ก็แปลว่าใกล้ ๆ กับเวียดนาม และผลผลิตต้องได้เฉียด ๆ ตันหรือตันขึ้นไปสำหรับชาวนา นี่เป็นกรณีศึกษา ๒ จังหวัด และตัวผมเองด้วยที่ชลบุรี ในกระบวนการผลิตนั้นมีตัวแปรสำคัญอยู่ ๕-๖ ตัว ๑. น้ำต้องดี ๒. ดินต้องดี ๓. พันธุ์ต้องดี อากาศสภาพแวดล้อมต้องดี แต่ที่สำคัญกว่านั้นคนต้องดี ที่เราตั้งศูนย์ฝึกขึ้นมาเราเริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิดคนให้เข้าใจความคิดพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้เสียก่อน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสว่า พ่อฉันเป็นชาวนา พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยคิดถึงรายได้ เราเอามาแปลงความคิดพระองค์ท่านเป็น ๙ ขั้นตอน ขั้นที่ ๑ เราพูดถึงเราจะทำอย่างไร จะมีกินเสียก่อน ๒. ทำอย่างไรจะมีของใช้ให้มันจำเป็น ๓. ทำอย่างไรจะมีต้นไม้ไว้สร้างที่อยู่อาศัย และ ๔. ทำอย่างไรจะมีออกซิเจน มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะจะมีชีวิตอยู่รอด ๔ ประการนี้ เป็นพื้นฐานของบ้าน ประการที่ ๕ ท่านตรัสว่าการพัฒนาอย่าทิ้งวัด ก็แปลว่าถ้าคุณเป็นคนเลว เล่นการพนัน ติดยาเสพติด ผลิตออกมาราคาเท่าไร ขายรวยเท่าไรก็ไม่เหลือ เรื่องนี้จึงเป็น เรื่องสำคัญที่สุดยิ่งกว่าเทคโนโลยีการผลิต ยิ่งกว่าปุ๋ย ยิ่งกว่ายาทั้งหมด นอกจากนั้นในกลไก ของตลาดเสรีอย่างทุกวันนี้มีความเกี่ยวพันกับคนอยู่ ๕-๖ คน แล้วแต่ตลาดไหน ๆ เราทำงานวิจัยร่วมกับหลายพื้นที่ เมื่อวานก็เพิ่งสอบเด็กทำวิทยานิพนธ์ ทำอย่างไรชาวนา จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ เขาตั้งคำถามในการวิจัยแล้วก็พากันลงไปปฏิบัติจริงแล้ว เก็บข้อมูล เด็กที่คณะเศรษฐศาสตร์การเมืองของจุฬาเมื่อวานมาสอบ จากประสบการณ์ผมเอง จากเครือข่ายเราทำงานกันมา ๖๐ กว่าศูนย์ฝึก เรามีสมาชิกเครือข่ายอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน จากประสบการณ์ทั้งเรียนถูกเรียนผิด ประสบผลสำเร็จบ้าง ล้มเหลวก็มีครับ โดยสรุปว่า คนปลูกจะต้องไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ จะต้องพึ่งตนเองให้ได้ตั้งแต่บำรุงดินอย่างไร ฝนตกจะเก็บน้ำฝนอย่างไรให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รอความช่วยเหลือจากรัฐ ชาวนาที่พึ่งน้ำ จากชลประทานมีเพียง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือต้องพึ่งน้ำฝนจะเก็บอย่างไร โยงไปอีก ๔ คน คือคนซื้อท่าข้าว คนสีข้าว คนขายข้าวสาร และคนกิน เราทดลองเอาคนทั้ง ๕ กลุ่มมาลงหุ้นกัน แล้วแชร์ข้อมูลด้วยกันว่าคนปลูกเหลือเท่าไร คนซื้อท่าข้าวเหลือเท่าไร โรงสีเหลือเท่าไร คนขายข้าวสารเหลือเท่าไร และคนกินจ่ายเท่าไร ถึงมือชาวนาแท้จริงเท่าไร เรากำลังทำ ระบบนี้อยู่ บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ท่านเห็นท่านก็ไปสั่งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ พรุ่งนี้ผมจะไปเล่าให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาตั้งใจจะทำ ก็อยากจะให้ กำลังใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยว่าเขาจะทดลองทำโมเดลนี้สัก ๔ พื้นที่ คือในภาคเหนือ ภาคอีสาน สักประมาณ ๕ จังหวัด ก็จะลองทำดู แต่ก็มีข้อมูลอยู่ถ้าเรื่องนี้ เป็นประโยชน์ ท่านกรรมาธิการสนใจผมก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล เลยเวลามานิดหนึ่ง ขออภัยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ