สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

ศุภกร บูรณดิลก อภิปรายเรื่องการปฏิรูปด้านประมง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการประมงที่ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ และเรียกร้องการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการประมงให้เหมาะสม รวมถึงการอบรมและฝึกฝนลูกเรือให้มีคุณภาพ และลดการทำงานของคนต่างชาติ และเสนอแนะให้มีการจัดการประมงอย่างเป็นระบบ ถูกกฎหมาย มีการควบคุมและรายงาน และทบทวนกฎหมายประมงใหม่ เพื่อให้การประมงของไทยกลับมามีความแข็งแกร่งในระดับโลก

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานและเพื่อน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการในวาระการปฏิรูปด้านเกษตร กระผมเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ ชุดนี้ แต่ไม่ได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านเกษตร ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ครับ จากการที่ได้ประชุมกรรมาธิการเพื่อเตรียมการแถลงรายงานในวันนี้ และจากการศึกษา เอกสารอย่างละเอียดพอสมควร ขอเรียนว่ากระผมเห็นด้วยกับข้อเสนอต่าง ๆ ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในการปฏิรูปทั้ง ๔ ด้าน ตลอดจนแนวทางในการแก้ปัญหาพืชเกษตร หลักต่าง ๆ การอภิปรายของกระผมต่อไปนี้เป็นการอภิปรายเสริมในเรื่องที่เอกสารรายงาน ยังเข้าไปแตะถึงน้อยนะครับ นั่นคือในเรื่องของการประมง ในการนี้ผมได้กราบเรียน ท่านประธานอนุกรรมาธิการแล้วนะครับ ท่านกล่าวว่าไม่เคยลืมและสัญญาว่าในรายงาน สมบูรณ์จะมีเรื่องของการปฏิรูปด้านประมงนี้แน่นอน ผมจึงขออนุญาตท่านจะขออภิปราย ในครั้งนี้ว่าเป็นการอภิปรายเปิดทาง เรียนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ทราบไว้ก่อน นะครับ

เมื่อกล่าวถึงการประมง ท่านทั้งหลายเชื่อไหมครับว่าในอดีตที่ผ่านมา ประมาณปี ๒๕๒๐ กว่า ๆ ไทยเราเคยมีศักยภาพเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก บางปีทะลุจนถึง อันดับที่ ๓ หรืออันดับที่ ๔ ของโลก กองเรือไทยไปหากินไกลเกือบถึงครึ่งโลก จากอ่าวไทย นะครับ ถ้าไปทางซ้ายทางทะเลจีนใต้จะไปจนถึงปาปัวนิวกินีแล้วก็ออสเตรเลีย ทางด้านขวา ทางทะเลอันดามันก็ไปถึงโอมาน โซมาเลียและบริเวณแถวนั้น กิจการประมงไทยก็เป็นไป ด้วยดีในอดีตนะครับ แต่ก็มีจุดกลับที่ทำให้ต้องสะดุดความเจริญเติบโตอยู่ ๒ เหตุการณ์

คือเหตุการณ์แรกเมื่อมีการประกาศใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย กฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ และทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยลงสัตยาบันยอมรับนะครับ และเป็นผลให้เกิดเขตเศรษฐกิจจำเพาะห่างจากฝั่งทะเลของแต่ละรัฐออกมา ๒๐๐ ไมล์ทะเล เป็นน่านน้ำของรัฐชายฝั่ง เรือประมงไทยที่เคยหากินไปทั่วจนถึงทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเล ของประเทศต่าง ๆ นั้นก็ต้องถูกลดหรือสูญเสียพื้นที่ทำการประมงไปจนถึงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางไมล์ทะเลนะครับ ไม่ใช่ตารางกิโลเมตร ๓๐๐,๐๐๐ ตารางไมล์ทะเล โดยประมาณ เท่ากับเป็นการจำกัดให้หากินได้เฉพาะในน่านน้ำไทยและอีกเพียงบางส่วน ที่ยังมีแหล่งผลประโยชน์ในน่านน้ำเพื่อนบ้านที่เราได้ไปทำข้อตกลงกันไว้

นอกจากเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสูญเสียพื้นที่ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเหตุการณ์ร้าย กระหน่ำเข้ามาอีกครับ คือกรณีพายุเกย์ซึ่งทุกท่านยังคงจำได้ เหตุการณ์นี้เราต้องสูญเสียเรือ และชีวิตลูกเรืออีกนับเป็นหมื่น เป็นผลให้ชาวอีสานที่เคยเป็นกำลังหลักของลูกเรือ ต่างเสียขวัญและละทิ้งอาชีพนี้ไปหมด แรงงานต่างชาติจึงได้เริ่มเข้าทดแทนตั้งแต่บัดนั้น ผลผลิตทางด้านการประมงก็ได้เริ่มลดลงแล้วก็สูญเสียอันดับการแข่งขันระดับโลกเรื่อยมา จนถึงจุดวิกฤติในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักนอกจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีอีกหลายประการ เช่น การทำประมงในน่านน้ำเราที่เกินขนาดหรือที่เรียกว่าโอเวอร์ ฟิชชิง (Over fishing) ซึ่งกล่าว ง่าย ๆ ก็คือว่าจับปลากันมากไป ใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม จนทำให้ปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ ขยายพันธุ์ไม่ทัน ซึ่งประกอบกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ทำให้ปัญหานี้ก็ทับถม ขึ้นไปอีก ปัญหาการมีเรือประมงมากไปทำให้ยากต่อการควบคุม ข้อมูลเรือต่าง ๆ ไม่แน่นอน ปัญหาแรงงานค้ามนุษย์เท่าที่ทราบและเป็นข่าวในปัจจุบันนะครับ ปัญหาการประมง ที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานการติดต่อ ขาดการควบคุมที่เรียกว่าไอยูยู (IUU) ปัญหาการใช้ เครื่องมือที่ล้าสมัย การขาดความรู้ทั้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าของกิจการหรือแม้กระทั่ง ตัวปฏิบัติในระดับเป็นลูกเรือ ปัญหาจากการตลาด การลงทุน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการขาดการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐบาล อย่างจริงจัง แม้ว่ากิจการนี้กำลังอยู่ในสภาพขาลง แต่ผลผลิตยังมีมูลค่านำเงินเข้าประเทศ ถึงประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีล่าสุดทำสถิติประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีอนาคต หากมีการปฏิรูปปรับปรุงที่เหมาะสม ในการนี้กระผม มีข้อเสนอแนะเป็นแนวทางให้ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณาเป็นข้อมูลในการทำงานต่อไป ๒-๓ ประการ คือ

ประการแรก อย่างที่เคยเรียนให้ทราบนะครับ พื้นที่ทางการประมงเรา ทุกวันนี้คงเหลือแต่ในน่านน้ำไทยและในน่านน้ำรัฐชายฝั่งที่เรามีข้อตกลงเจรจากันแล้ว ปัญหาของเราที่สำคัญก็คือมีเรือประมงมากไปไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ ตรวจสอบแล้ว ปัจจุบันเรามีเรือประมงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ลำ แต่ในทะเลเรารับได้เพียง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ลำ จึงจะมีพื้นที่และเวลาพอเพียงที่จะให้ปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ ขยายพันธุ์ ซึ่งหากดำเนินการควบคู่ไปกับการปิดอ่าวตามช่วงเวลาและมาตรการเสริมอื่น ๆ ที่เหมาะสมแล้วจะใช้เวลา ๕ ปี สถานการณ์จำนวนทรัพยากรในด้านนี้จะดีเพิ่มขึ้น

ปัญหาต่อไปก็คือการหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อให้มีความพึงพอใจ ของเรือที่ต้องออกไป ๒๐,๐๐๐ ลำและลูกเรืออีกประมาณหลายหมื่นคนนะครับ

ประการต่อไปเกี่ยวกับแรงงานที่เป็นลูกเรือ ความจริงแล้วลูกเรือประมง แม้จะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงตายอยู่กับน้ำฟ้า ผจญกับคลื่นลมในทะเลทั้งเดือนทั้งปี ต้องใช้ แรงงานอย่างหนัก แต่ก็เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงเปรียบเทียบระดับเดียวกัน อาชีพนี้ถ้าเป็น ชาวตะวันตกเขาจะมีความภูมิใจเป็นอาชีพของลูกผู้ชายรายได้ดี ขึ้นบกแต่ละครั้งก็เหมือน เศรษฐี แต่ทำไมของเราเป็นเสมือนทาสนะครับ หากเราจำกัดเรือลงได้ครึ่งหนึ่งแล้วใช้ เครื่องมือที่ทันสมัยเหมาะสม มีเทคโนโลยีก็จะลดจำนวนคนลงได้อีก และหากเราเปลี่ยนคน เหล่านี้ให้เป็นพรานทะเลที่มีคุณภาพเป็นสมาร์ท ฟิชเชอร์แมน (Smart fisherman) ปลูกฝัง ให้คนที่มีความรู้มายึดอาชีพนี้ ให้มีการยอมรับมากขึ้น ลัทธิไตก๋งของเดิมที่ใช้คนเป็นทาส ให้เลิกเสีย มาใช้แบบทหารหรือเรือสินค้า โดยยึดหลักกฎหมายหรือข้อบังคับในเรื่องของ ความเป็นอยู่ในการปฏิบัติงานของลูกเรือให้มีมาตรฐานอย่างเคร่งครัด จัดให้มีการอบรม ฝึกฝนอย่างเป็นระบบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง มีใบประกอบอาชีพให้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนไทย อาจกลับมายึดอาชีพในทะเลอีก แล้วก็จะสามารถลดแรงงานคนต่างชาติให้น้อยลงได้

ข้อเสนอแนะต่อไป เกี่ยวกับการสนับสนุนและส่งเสริมของรัฐเรื่องค่าใช้จ่าย การลดค่าใช้จ่ายในการประกอบการต่าง ๆ รัฐต้องพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เร่งรัด การเจรจาตกลงกับรัฐชายฝั่งที่เรือประมงเราไปหาผลประโยชน์ให้เรียบร้อย กวดขัน ให้เรือประมงต่าง ๆ ดำเนินกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งของประเทศเราและประเทศ ที่เราไปทำมาหากิน มีการควบคุมข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องทะเบียนเรือและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็คือต้องจัดการให้มีการประมงอย่างเป็นระบบ ถูกกฎหมาย มีการควบคุมและรายงานนะครับ

ในเรื่องของการบริหารจัดการ ควรมีการปฏิรูปหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องใหม่ ให้มีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ องค์กรเอกชนต่าง ๆ ควรมีการบริหารจัดการให้เป็น เอกภาพในลักษณะสภาประมงแห่งชาติ

และสุดท้ายที่อยากจะเสนอแนะก็คือควรให้มีการทบทวนกฎหมายประมง ที่เพิ่งผ่าน สนช. ไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ใหม่ เพราะได้ทราบว่าชาวประมงหรือเจ้าของเรือ ส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติตามนั้นได้นะครับ

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นข้อเสนอเริ่มต้นบางประการของกระผม ซึ่งคาดว่า ยังคงมีอีกมากจากหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง กระผมหวังว่าในรายงาน ฉบับสมบูรณ์ของอนุกรรมาธิการคงมีเรื่องของการปฏิรูปการประมงที่สมบูรณ์แบบ สามารถ ทำให้กิจการด้านนี้ของไทยเรากลับมายืนในระดับแนวหน้าของโลกได้อีกในอนาคตไม่เกิน ๒๐ ปีข้างหน้า กระผมขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ