สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

เกริกไกร จีระแพทย์ หารือเรื่องปัญหาการผลิตและตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเน่าเสียของสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง ลำไย และข้าว และเรียกร้องให้ทำการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตและบริโภคอาหารที่มีความพอเพียง การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาความเพียงพอและความมั่นคงทางอาหาร และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเกษตรกรรม โดยเสนอว่าเกษตรกรรมไทยควรพัฒนาในอนาคต โดยเน้นการรักษาเกษตรกรรมไว้บนแผ่นดินไทยอย่างมีนัยและอย่างมีความเจริญ

นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เกริกไกร จีระแพทย์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ (คณะที่ ๒) ก่อนที่กระผมจะขออนุญาตท่านประธานให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม ได้ชี้แจงในรายละเอียด กระผมขอกล่าวนำในประเด็นที่เป็นสำคัญพอเป็นที่สังเขปนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องของเกษตรกรรมนี้ ถ้าจะพูดให้สั้นก็ได้ จะพูดให้ยาวเป็นวันก็ได้ เพราะว่ามันเป็นละครชีวิตน้ำเน่าของประเทศไทยที่จะไม่มีวันสิ้นสุดแล้วก็คงจะต้องอยู่กับมัน อีกนาน แต่ผมก็จะเรียนประเด็นสำคัญที่เป็นแนวคิดของคณะกรรมาธิการคณะเรา โดยเฉพาะ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร ๒ ประเด็นเท่านั้น ประเด็นหัวใจของเรื่องเกษตรกรรม ของประเทศไทยมีผู้เล่นอยู่ ๒ ตัว มีพระเอกหรือนางเอกอยู่ ๒ คน ๑. คือเกษตรกร ๒. คือเกษตรกรรม ผมเองบอกว่าหน้าขาว ๆ อย่างนี้ มันรู้เรื่องเกษตรมากน้อยเพียงใด ผมไม่ทราบหรอกครับ ผมทราบแต่ว่าแม่ผมเป็นลูกเกษตรกร เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนเด็ก ๆ ผมไปพายเรือแถวบางลี่ แล้วก็ฟังเรื่องของเกษตรกร ความยุ่งยากของเกษตรกร ความทุกข์ยากของชาวนาในแถวนั้น ในสมัยที่ยังไม่เป็นบรรหารบุรี เราก็ซึมซับ แล้วก็ในชีวิต การทำงานผมก็ได้สัมผัสใกล้ชิดกับสินค้าเกือบทุกประเภทที่มีปัญหา เพราะฉะนั้นในเรื่อง เกษตรกรนั้นกระผมขอยกตัวอย่างของจริงนะครับท่านประธานที่เคารพ มันต้องยกให้เห็น มิฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นภาพ เดี๋ยวผมจะกลายเป็นคนจำเขามาเล่า ปี ๒๕๒๘ ผมเป็นรองอธิบดี โดยตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการอ้อย ในกรรมการน้ำตาลทรายทั้งระบบ ซึ่งมี ๔-๕ คณะ ตอนนั้นยังเด็กอยู่นะครับ รองอธิบดีผมมีหน้าที่ดูเรื่องอ้อย ใน ๓ ส่วนราชการที่อยู่ในนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ขณะนี้ต้นเดือนเมษายน เป็นฤดูหีบอ้อยท้ายฤดู และเขตที่หีบอ้อยช้าที่สุดก็คือแถวเขต ๗ แถวเมืองกาญจน์อะไรแถวนี้ ในขณะนั้นผมได้ไปประชุมกับเขาเรียกว่า สมาคมชาวไร่อ้อย เขต ๗ ตอนนั้นราคาอ้อยสัก ๔๐๐-๕๐๐ บาทนะครับ ในขณะนี้ ๑,๑๐๐ บาทได้ไหมครับ ประมาณนั้นนะครับ เกษตรกร ที่มานั่งอยู่กับผมนั้นใส่รองเท้าแตะ ใส่เสื้อยืด แล้วก็บอกว่าจะต้องได้ราคาอ้อยเท่านั้นเท่านี้ เราก็รับฟังแล้วก็จะเอาไปเจรจา พอประชุมเสร็จผมก็เดินลงมาข้างล่าง จะไปขึ้นรถ เขาต้อง ส่งผมก่อน ให้เกียรติ ผมก็ไปขึ้นรถโตโยต้า ๑,๖๐๐ ซีซี เพราะว่าเขาไม่ให้รองอธิบดีใช้เกินนั้น ผมก็ปิดประตูแล้วก็ขับรถออกไปกับคนขับรถ หันไปดูเกษตรกรที่ใส่รองเท้าแตะนั้น ขึ้นไปบนรถบีเอ็มดับเบิลยู รถเบนซ์ รถอะไร ชาวไร่อ้อยไม่ใช่เกษตรกรที่ยากจนนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๒ ผมเป็นปลัดกระทรวง ราคาข้าวในขณะนั้นผมคิดว่าคงประมาณสัก ๗,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท มีปัญหาราคาข้าว ผมก็ไปดูข้าว โดยเฉพาะข้าวที่อยู่แถวจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะเป็นแหล่งผลิตข้าวเยอะมาก แล้วก็โดยเหตุที่ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเป็นศูนย์ของ อำนาจทางการเมืองของไทยมานานพอสมควร ไม่ไปดูไม่ได้นะครับ ไปดูก็เอาทีวีไปดู ทีวีก็จับ เราเป็นคนน่าหมั่นไส้ ผมใส่หมวกแบบแอล คาโปน (Al Capone) ด้วย ทีวีก็จับมาว่า ไอ้นี่มันกวนประสาทมาแล้ว ก็ไปนั่งคุยกับเกษตรกร เขาบอกท่านอธิบดี ท่านปลัดไม่ได้ ข้าวต้องเท่านั้นเท่านี้ ผมก็บอกว่าผมเข้าใจความเดือดร้อน แต่ที่ผมสังเกตคือผมมองเข้าไปในคอเสื้อของเขานี่ เขาใส่สร้อยประมาณเส้นขนาดนิ้วก้อย และผมดูที่ข้อมือใส่โรเล็กซ์ ผมต้องบอก ผมก็ต้องไปหยิบสร้อยข้อมือให้ทีวีถ่ายเป็นที่ตลก ก็ไปออกรายการช่อง ๗ ช่อง ๕ มีรายการสะเก็ดข่าว สมัยนั้นผมเป็นพระเอกสะเก็ดข่าวเยอะมาก ด้วยความมีอารมณ์ขันอย่างนี้ ก็ปรากฏว่าเกษตรกรที่นั่นไม่ใช่เป็นเกษตรกรที่ยากจนนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะนั่นคือบรรหารบุรี นั่นคือแหล่งที่มีน้ำฝน น้ำจากเขื่อนกระเสียว จากแม่น้ำสุพรรณ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรี ราคาข้าว ผมไม่สามารถแทรกแซงได้ในราคา ๑๐,๐๐๐ บาทหรอกครับ ผมให้ ๙,๐๐๐ บาท บวกลบ ราคามันสำปะหลังผมให้ ๒ บาทไม่ได้ ไม่มีสตางค์ ผมไปพบเกษตรกรมันสำปะหลัง พบกัน ครึ่งห้องนี้ แล้วผมก็ถามว่าผมถามจริง ๆ เถอะ ท่านอยากได้ ๒ บาท ตอนที่เขาให้ท่าน ๑.๗๕ บาท ๒ บาทนี้ กี่คนที่ได้เงินตามที่สัญญาไว้ในราคาประกันหรือจำนำ กรุณายกมือขึ้น ผมไม่ใช่นักการเมืองนะครับ ไปเจอประชาชนผมก็ขาสั่น แล้วจะพูดอย่างไรวะ ก่อนหน้านั้น อยู่ที่สีมาธานีของคุณกงกฤชก็มีคนมาถือป้ายโชห่วยไม่เอาเทสโก้ที่ปากช่อง พอลงมาพบเขาเสร็จ ต้องไปที่อำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี อำเภอหนองกี่ เพื่อพบเกษตรกรมันสำปะหลัง ผมถาม คำถามที่ถามนั่นล่ะ ท่านได้รับถึงมือกี่สตางค์ ถ้าได้ ๒ บาทยกมือขึ้น เกษตรกรที่มาน่ารักมากเลย มีทั้งผู้หญิง คนอายุน้อยอายุมาก ไม่มีใครยกมือแม้แต่คนเดียว ผมบอกว่าเอาอย่างนี้ไหมครับ ผมให้ราคาประกันมันสำปะหลังในราคาที่เป็นบันได ทำไมเป็นบันไดครับ ผมต้องการให้ มันสำปะหลังนี้อยู่ในดินนานที่สุดเพื่อไม่ให้ออกมาแข่งบีบราคาให้มันตก ผมจะให้ ๑.๖๕ บาท ในเดือนพฤศจิกายน ต้นฤดู เดือนธันวาคม ๑.๗๕ บาท เดือนมกราคม ๑.๘๕ บาท ให้เจ้าแม่ธรณี ช่วยอุ้มให้หน่อย แล้วผมจะเอาโครงการมันสะอาดไปสร้างลานตากมันให้เขาอยู่ในหมู่บ้าน หลาย ๆ แห่ง แล้วก็เชื่อมโยงโรงมัน ลานมันกับประชาชนใน ๕ อำเภอที่ผมทำเป็นแปลงทดลอง แล้วก็ไปพรวนดินให้เอาดานดินขึ้นมาให้มันแตกมันจะได้ปรากฏว่าอีกไม่กี่เดือนในปลายปีนั้น ผมเกือบจะเป็นฮีโร (Hero) ที่นั่น เพราะเขามีความสุขมาก มันสะอาดเขาทำไม่ยากครับ มีเครื่องปั่นใหญ่ ๆ มีเครื่องมอเตอร์ธรรมดา แล้วก็กลิ้งให้มันหมุนอย่างนี้ กะเทาะเอา เปลือกมันออกที่อื่น เมืองอื่นนะครับ เขาใช้ปอกเลย แต่ปกติเกษตรกรไทยขุดทั้งที่หน้าฝน แล้วก็เอาขึ้นไปชั่งขาย เขามีความสุขกับสิ่งที่เป็นการแปรรูปเบื้องต้นที่พื้นฐานมากเลย และการเชื่อมโยงที่พื้นฐานเช่นเดียวกัน ผมไปเขาเกือบจะจัดวงดุริยางค์ต้อนรับนะครับ เขินมาก ไม่เคย เด็กเล็กมาอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้ากลับไปเล่นการเมืองที่นั่นคงจะดีนะครับ ยางที่ท่านอุทัย ปี ๒๕๒๗ ยางราคาผมคิดว่าไม่ถึง ๗ บาท ประมาณ ๗-๘ บาท เดือดร้อน ผมและคณะในกองแผนงานในกระทรวงพาณิชย์ไปดูยางทุกจังหวัดในภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปเพื่อดูทั้งตลาดกลาง โรงงาน แปลงจากน้ำยางมาใส่เป็นแผ่นยาง ไปโรงงานรมควันแล้วก็มีทั้งน้ำยาง น้ำยางมีประเด็นน้อยมาก มีสัดส่วนน้อยมากทั้งที่ราคามันสูง แล้วก็ไปที่จังหวัดของท่านนั่นล่ะ ผมเกือบตายเพราะมาลาเรียจากเขาคิชกูฏ ตอนนั้น ๗ บาท แต่ประเด็นไม่ใช่ตรงนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่ามันเคยขึ้นไปถึง ๑๘๐ กว่าบาท และเดี๋ยวนี้เหลือ ๕๐ บาท ความผันผวนของราคามันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานะครับ มันมีนิยายของความสำเร็จ ในเกษตรกรอยู่เยอะ อ้อยทุกคนแฮปปี (Happy) มันมีการจัดระบบ แต่อ้อยเป็นการจัดระบบ บนพื้นฐานของผู้บริโภคครับ เราเป็นคนสนับสนุนราคาอ้อย ไม่ใช่เกิดจากความสามารถ ของระบบในการแข่งขัน ถ้าใครคิดว่าระบบนี้เป็นระบบที่ดีที่สุด ผมก็คิดว่าเป็นระบบที่สังคม ต้องจ่ายแต่มันไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดที่เราบอกว่าโอ้โฮนี่มันยอดเยี่ยม ไม่ใช่ มันมีคนต้อง จ่ายเสมอในทางเศรษฐกิจ ไม่มีอะไรฟรี ข้าวอย่างที่ผมยกตัวอย่างที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะว่ามันอยู่ในสุพรรณบุรีแล้วก็มีชลประทาน จังหวัดชัยนาทก็จะเหมือนกัน แต่ถ้าท่านไป ที่จังหวัดศรีสะเกษ ไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ มันก็จะเป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ

มันสำปะหลังที่ส่วนหนึ่งดีอยู่ได้เดิมเพราะยุโรป ยุโรปบิดเบือนเรื่องอาหาร ธัญพืชโดยการให้ซับซิดี (Subsidy) มันก็เลยแพง คนก็เลยมาเอามันสำปะหลังของเราไปผสม ให้ราคาต่ำลง และเราได้อานิสงส์ตรงนี้เป็นสิบ ๆ ปี แล้วต่อมาเลิกเปิดเสรี ลดการอุดหนุนลง เขาก็แข่งได้มากขึ้น ยางเราก็ต้องหันไปที่ประเทศจีน ถ้าไม่มีประเทศจีนยางแย่ มันยังคง ความเป็นเช่นนั้นอยู่ เราจะทำอย่างไรครับ มันก็มีนิยายของความรันทดเกิดขึ้นเยอะแยะครับ ผมยกตัวอย่าง ผมเข้าไปนั่งยอง ๆ พูดกับคนปลูกพริกที่จังหวัดศรีสะเกษ พริกหอม หอมแดง ก็น่าสงสารครับ เวลาพริกราคามันออกมาแล้วมันขายไม่ออก ราคามันเหลือ ๓ บาท ๕ บาท มันทารุณโหดร้ายมาก แล้วก็มีไม่กี่ไร่ ข้าวก็มีไม่กี่ไร่ แล้วผลผลิตแค่ ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม ผมคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนา และที่เห็นเป็นแรงผลักดันให้ผมไปเจรจาเรื่องสินค้าเกษตร ชาวสวน ลองกอง ผมเคยเห็นลองกองเน่าอยู่คาต้น ออกมาไม่ได้ ต้องเอาลองกองจากใต้ไปเหนือ เอาลองกองจากใต้ไปที่อีสานเพื่อให้คนเหนือและอีสานได้ชิมลองกองเพื่อช่วยชาวลองกอง เขามีปัญหามากในเรื่องของการเข้าสู่ตลาด และผมเชื่อว่าฤดูหน้าก็ยังมีอีก ลิ้นจี่ราคาแพงครับ แถวจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ แต่มันปะดังออกมาพร้อมกัน ลิ้นจี่ก็ลิ้นจี่เถอะมันจนได้ เพราะถ้ามันไม่ออกมาแล้วมันเน่า ไปกินถูก ๆ เลยนะครับ ลำไย ขายดีในประเทศสิงคโปร์ ในเมืองจีน ในฮ่องกง แต่ปรากฏว่าออกมาแล้วเขาไม่ซื้อเนื่องจากว่ามีกำมะถันติดอยู่ที่เปลือก ข้าวตอนนี้ ๑๗ ล้านตันยังกองอยู่เต็มประเทศไทย และกำลังจะเน่า แล้วมันกดทับประเทศ กดทับเกษตรกร กดทับราคาทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือปัญหาของเกษตรทั้งสิ้น ผมไม่ได้ยกมา เพื่อเล่นลิ้นหรือเล่นละคร ฤดูกาลเรื่องโลจิสติกส์ คุณภาพการปนเปื้อน นโยบายประชานิยม สิ่งเหล่านี้อยู่กับเรามานานและถ้าเราไม่ทำอะไรบางอย่าง ผมคิดว่ามันจะอยู่ไปอีกนาน แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ผมคิดว่าเดี๋ยวท่านอุทัยจะเล่าให้ท่านฟังว่าเราจะทำอะไร

ประเด็นที่ ๒ ผมพูดแต่เรื่องเกษตรกรรม เกษตรกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ภายในประเทศ เกษตรกรรมของเรานั้นขึ้นอยู่กับโลกเพราะเราเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ของโลกอย่างที่ผมกราบเรียนท่านมาตั้งแต่เช้า ในโลกนี้ ในอนาคตจะมีปัญหา แต่ความจริง มันมีมาหลายปีแล้วนะครับ มันจะมี ๓ ประเด็นที่เราจะต้องจัดการกับมันให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว เราจะไม่มีอนาคตของเกษตรกรรม

อันที่ ๑ คือเรื่องของคำว่า ฟูด เซฟตี (Food safety) ความปลอดภัย สุขอนามัย คุณภาพของอาหาร ไม่มีใครจะซื้อข้าวจากบ้านเราที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช ยาฆ่าโรเดนท์ (Rodent) หรือข้าวหอมมะลิที่ปนอย่างอื่นเข้าไป ผิดเกรด เก็บไม่ดี มีท้องไข่ มีแป้งผสม แตกตัว ไม่มีใคร แม้กระทั่งว่าถ้าไม่แอร์ ไทพ์ แพค (Air type pack) สุญญากาศ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอยากจะซื้อ ผมถามว่าไม่มีใครในโลกนี้ โดยเฉพาะในยุโรป ในประเทศ สหรัฐอเมริกาที่จะซื้อสินค้าที่ไม่มีความปลอดภัย ไม่มีคุณภาพ ไม่มีสุขอนามัยไปกิน เราจะ ทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ เรามีมาตรฐานบังคับที่เรียกว่า กู๊ด อะกริคัลเชอร์รัล โพรดัคท์ แพรคทิส (Good agricultural product practice) จีพีเอ (GPA) แต่เราไม่ได้บังคับไปถึงต้นน้ำระดับไร่นา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำเกษตรให้รุ่งเรืองในอนาคต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเบื้องต้นที่ต้องทำกับ ทุกสินค้า คุณภาพ ความปลอดภัย ความถูกสุขลักษณะ และไม่มีสารเจือปนที่มนุษย์ไม่พึงจะแตะ ไม่พึงจะกินเลย ถามว่าทำไมครับ เราต้องบังคับใช้ภายในเงื่อนกำหนดเวลาให้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ แล้วก็ให้การช่วยเหลือคนที่ทำ มีอินเซนทีฟ (Incentive) ให้เขา ส่งเสริมให้เขามีช่องทางตลาด นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่เราต้องการ

ประเด็นที่ ๒ มันมีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน เขาเรียกว่า ฟูด ซัฟฟิเชียนซี (Food sufficiency) ความเพียงพอ กับฟูด ซีเคียวริตี (Food security) ความมั่นคง ๒ ตัวนี้ ไม่เหมือนกันนะครับ ฟูด ซัฟฟิเชียนซี คือผลิตแล้วพอกิน หรือหามาได้แล้วพอ เพราะฉะนั้น ทุกประเทศเราขายข้าวมีปัญหาเพราะอะไรครับ เพราะประเทศที่ซื้อข้าว ผลิตข้าว ผลิตข้าว ใหญ่ที่สุดคือในเมืองจีน ในอินเดีย ทั้งหมดในโลกนี้ ๖๐๐ ล้านตันข้าวเปลือก อยู่ในนั้นเกือบ ๔๐๐ กว่าล้านตัน ประเทศไทยผลิตแค่ ๓๐-๔๐ ล้านตันข้าวเปลือก เรื่องเล็กมาก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เราเหลือกินอย่างไร ของเขาไม่เหลือ หรือเขาไม่พอ หรือเขาผลิตไม่ได้มากพอ ความต้องการ ข้าวในมิดเดิล อีสท์ (Middle east) มีไม่เยอะ เพราะคนไม่มาก แต่เขาต้องการคุณภาพดี เขาก็มีปัญหาเรื่องของการผลิตข้าว ความเพียงพอ เขาก็ต้องพยายามทำให้เพียงพอ โดยวิธีการต่าง ๆ นานา เช่น ให้ความช่วยเหลือ ให้ซับซิดี ซื้อราคาประกันให้สูง ๆ ให้คนผลิตได้ ตรงนี้มีนัยอย่างไรต่อเราครับ อีกหน่อยถ้าเขาเพียงพอเราจะขายไม่ออก โอเคนะครับ นี่คือเรื่องตลาด ทีนี้คำว่า ฟูด ซีเคียวริตี มันกินความกว้างไปกว่านั้น ฟูด ซีเคียวริตีไม่จำเป็น ต้องผลิตพอ แต่จะต้องสามารถหามาได้ เช่นนำเข้าเพิ่มเติม ต้องสามารถนำเข้าได้ ๒. คือมีคนให้ เขาเรียกว่าเป็นการแจก เขาเรียกฟูด เอซ (Food ace) อเมริกามีรายการฟูด เอซ ซื้อข้าวถูกจากที่นี่ไปขายที่โน่น เอาของตัวเองไปขายราคาต่ำ ๆ มันก็แข่งตลาดกับเรานะครับ เพราะเขาให้สินเชื่อ คนที่จะซื้อก็ไม่ซื้อจากเรา นี่คือเอซ เพราะฉะนั้นความมั่นคงทางอาหาร มันขึ้นอยู่กับซัพพลายของตัวเอง การนำเข้า และการแจก คำว่าฟูด ซีเคียวริตี มันมีนัยสำคัญ อยู่ ๓-๔ อย่าง อันที่ ๑ คือต้องมี เขาเรียกว่ามีความมีอยู่ อะไวละบิลิที (Availability) รู้ว่ามีอยู่ ก็โดย ๓ ประการที่ผมว่า อันที่ ๒ จะต้องมีการเข้าถึงอาหารพวกนี้ได้ ไม่ใช่ไม่มีคนมาโฮสท์ (Host) ไว้ แล้วก็ไม่ปล่อยอะไรต่าง ๆ นี่คือแอคเซสซิบิลิตี (Accessibility) คนทั่วไปจะต้อง เข้าไปถึงอาหารได้ โดยเฉพาะในคนยากจน อันที่ ๓ คือการใช้ประโยชน์ มันจะต้องใช้ประโยชน์ทางโภชนาการได้ จึงมีฟูด (Food) เป็นฟูด ซิเคียวริตี นะครับ อันนี้รวมทั้งอาหาร น้ำ จิปาถะ และที่สำคัญของฟูด ซิเคียวริตี คือเสถียรภาพ หมายความว่าไม่ใช่วันนี้มีข้าว พรุ่งนี้ไม่มี มะรืนนี้มี เดือนหน้าไม่มี อีก ๓ เดือนมี ไม่ใช่ มันจะต้องมีซัพพลายที่สามารถจะออกมาสู่ตลาด พร้อมที่จะให้ใช้ตลอดเวลา คือ เอคเซสซิเบิล (Accessible) อะเวเลเบิล เอคเซสซิเบิล แอนด์ ซัฟฟิเชียนท์ แอนด์ สเตบิลิตี (Available accessible and sufficient and stability) ทีนี้ตรงนี้มันอย่างไร ท่านพูดมา ทำไมวะ ผมพูดมาเพื่อสู่แนวคิด ๒ ประการครับ มีความเกรงว่าจะไม่มีอาหารเพียงพอ ก็มีคนสัปดนไปคิดกฎว่าใครก็ตามที่ผลิตอาหารแล้วมีความสูญเสียเกิดขึ้น ต้องจ่าย หรือผลิตอาหารแล้วใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่บันยะบันยัง ต้องมีปัญหา เพราะมันไปอะไรครับ มันไปใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ควรจะเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะฉะนั้นคอนเซ็พท์ (Concept) ของฟูด ลอส (Food loss) กับฟูด ริสค์ (Food risk) ต่อไปนี้ในอนาคตจะเป็น ส่วนหนึ่งของเทรด โพลิซี (Trade policy) หรือกฎหมาย หรือมาตรการทางการค้าของ ประเทศต่าง ๆ ทั้งนำเข้าและทั้งที่ขายแข่งกับเรา เราทำอย่างไรถึงจะทำการผลิตที่ไม่สูญหาย ไม่สูญเสีย และการบริโภคที่มีความพอเพียงนะครับ ทีนี้ ฟูด ซิเคียวริตีมันก็ไปเกิดความคิด อย่างหนึ่งของมนุษย์ มีคนไปซื้อที่ดินในประเทศต่าง ๆ ไปทำนา ญี่ปุ่นไปเช่าที่ดินในแอฟริกา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน แล้วก็ไปผลิตข้าว นัยว่าเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในแอฟริกานั้น นัยทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศก็คือว่า ๑. ทดแทนตลาดของเราใช่ไหมครับ ไปแทน ตลาดเรา ที่เราควรจะขายได้ อันที่ ๒ ผมไม่ว่าอะไรไม่ดีนะครับ มนุษย์ทุกประเทศควรจะมี อาหารที่เพียงพอ เขาทำได้เป็นสิ่งที่เราน่าดีใจแล้วไปแข่งอย่างอื่น อันที่ ๒ ก็คือตัวผู้ผลิตเอง นั่นล่ะเคยซื้อจากเราก็ไม่ซื้อจากเรา ก็เอาที่เขาผลิตได้ในประเทศอื่นไปใช้ และอันที่ ๓ มันก็เอาสินค้าที่มันเหลือนั่นล่ะไปแข่งกับเราในตลาดที่ ๓ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้นำไปสู่การ ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของเราค่อนข้างมาก เพื่อให้ผจญกับปัญหาทั้งซัฟฟิเชียนซี (Sufficiency) กับซีเคียวริตี (Security)

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้มีนัยทางสิ่งแวดล้อมมากแล้วผมคิดว่า กรรมการทางด้านสิ่งแวดล้อมควรจะสนใจก็คือซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) ความยั่งยืน คำว่า ซัสเทนอะบิลิตี นั้น ในทางการค้าระหว่างประเทศมันเป็นโคด เวิร์ด (Code word) สำหรับคำว่า เอนไวรอนเมนทอล (Environmental) ความยั่งยืนมาจากสิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม เดี๋ยวนี้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการกีดกันทางการค้า แนวคิดของเขา ผลพวงจากการ ทำเกษตรนั้นได้ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ทั้งน้ำ สิ่งแวดล้อม ปล่อยควัน ปล่อยอะไรก็แล้วแต่ แก๊สพิษ จิปาถะ ที่มานะครับ ความคิดผมว่าเขาดีครับ เขาเป็นห่วงโลก เขาเป็นห่วงเนกซ์ เจนเนอเรชัน (Next generation) แต่ก็มีคนสัปดนเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็น เครื่องมือในการกีดกันทางการค้า มันมีมาตั้งแต่ ปี ๑๙๗๒ นะครับ ที่มีคอนเฟอร์เรนส์ (Conference) เกิดขึ้นเรียกว่า ฮิวแมน เอนไวรอนเมนท์ (Human environment) ยูไนเตด เนชัน คอนเฟอร์เรนส์ ออน ฮิวแมน เอนไวรอนเมนท์ (United nation conference on human environment) ที่สวีเดน แล้วก็เป็นที่มาของการตั้งหน่วยงานในยูเอ็น (UN) เรียกว่า ยูเอ็นอีพี (UNEP) เอนไวรอนเมนท์ โปรแกรม (Environment programme) แล้วก็ไปใหญ่ ที่สุดคือการประชุมที่ริโอเดจาเนโรในปี ๑๙๙๒ ผมโชคดีที่ไปอยู่ตรงนั้นด้วยเป็นเวลา ๑๔ วัน ออกมาเป็นริโอ เดคลาเรชัน (Rio declaration) มีไคลเมท เชนจ์ (Climate change) นะครับ ที่สำคัญไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ที่กำกับพวกนี้อยู่ ประเด็นครับ สิ่งเหล่านี้จะเป็น สิ่งที่คนจะใช้มาเป็นมาตรการในการกำกับการผลิต การใช้ แล้วก็การค้า เราจะเตรียมตัวอย่างไร สิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นแล้ว เมื่อปี ๑๙๙๕ ปี ๑๙๙๖ ประเทศสหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย และประเทศ อีก ๓-๔ ประเทศ ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย เพราะการจับกุ้งนั้นไปฆ่าเต่า ท่านกลับบอกว่ามันเกี่ยวอะไรกันวะ จับกุ้งแต่ฆ่าเต่า เรื่องยาว ผมเป็นคนทำคดีนั้นให้ประเทศไทย เสียเวลาอยู่ ๑ ปีกว่า เราชนะ เราบอกว่าเขาห้ามเข้า นำเข้าไม่ได้ แต่เราแพ้ ทำไมครับ เราชนะในประเด็นข้อกฎหมายข้อเดียว เขาทำโดยเลือกปฏิบัติ แต่เราบอกว่าเขาทำไม่ได้ สิ่งแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่พูดไว้ในแกตต์ (GATT) ๑๙๔๗ แล้วมาแก้ ปี ๑๙๙๕ แต่ผู้พิพากษาบอกว่าได้ โลกมันเปลี่ยนไป คุณจะต้องให้มีการวิวัฒนาการของ กฎเกณฑ์ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่เลว แต่ที่เขาทำอย่างนี้เขาทำเลือกปฏิบัติ จึงผิด เพราะฉะนั้นเราแพ้ในประเด็นหลักการใหญ่ โอเค คนอื่นมันมีคดีเขาเรียกว่า ทูน่า ดอลฟิน (Tuna-Dolphin) คนจับปลาทูน่า ดอลฟินก็คือปลาโลมาใช่ไหมครับ ปลาโลมาแปลกนะครับ ปลาทูน่า เยลโล่ฟิน (Tuna-Yellowfin) ชอบที่จะมาว่ายคลอเคลียไปกับดอลฟิน เวลาคนจับ ปลาประมงแถวคาริบเบียนหรือที่มีดอลฟินมันใช้ ที่เล่าให้ฟังไม่ได้โกหกนะครับ ผมสู้คดีกับ เขามาเหมือนกันนะครับ พวกนี้ใช้ เขาเรียกว่าเป็น ดริฟท์ เน็ท (Drift net) ซึ่งเป็นแหอวน ที่โยนลงไปในน้ำแล้วยาวเป็นกิโลเมตร มันลากมาแบบไม่บันยะบันยัง อะไร ๆ ก็ติดมาได้ มันทำให้ปลาโลมาที่เขาบอกว่า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จะสูญพันธุ์ได้ เอ็กซ์ติงกุยเชเบิล (Extinguishable) กับเอ็กซอสทิเบิล (Exhaustible) ตัวนี้เป็นศัพท์กฎหมายในนั้น เถียงกันว่า อะไรคือเอ็กซอสทิเบิล อะไรคือเอ็กซ์ติงกุยเชเบิลนะครับ ปรากฏว่าทำอย่างนั้นติดปลาโลมา ถ้าเกิดเกิดคิลลิง เรท (Killing rate) มากกว่า ๒๐,๐๐๐ ตัวต่อปี ถือว่าอันนี้ไม่ชอบด้วย เอนไวรอนเมนทอล คอนเซิร์น (Environmental concern) คดีเหล่านี้มันเป็นคดีที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างมาก ประเด็นก็คือว่าประเทศไทยจะทำอย่างไร ท่านประธานครับ ผมมี ๒ ประเด็นครับ เกษตรกรจะอยู่ได้อย่างไร จะปรับตัวได้อย่างไร จะก้าวจากเกษตรกรที่ยากจนขึ้นไปเป็นเกษตรกรที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นผู้ประกอบการ ได้อย่างไร เราจะมีมาตรการต่าง ๆ ช่วยเขา

อันที่ ๒ เกษตรกรรมของประเทศจะมุ่งไปสู่ข้างหน้า แล้วรักษาเกษตรกรรม ไว้บนแผ่นดินอย่างมีนัยและอย่างมีความเจริญได้อย่างไร ผมขอมอบการชี้แจงรายละเอียด ให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านอุทัย สอนหลักทรัพย์ ครับ ขอบพระคุณครับ