ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้การค้าเสรีและเป็นธรรม โดยเฉพาะกฎหมายผังเมืองและกฎหมายค้าปลีก โดยมุ่งเน้นการดูแลธุรกิจเล็ก ๆ และเรียกร้องให้ออกกฎหมายลูกที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจค้าปลีก
ท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการนะครับ ขออนุญาต ทำความชี้แจงว่าในส่วนของเป้าหมายในการที่เราขอเสนอไม่ว่าจะแก้ไขหรือเสนอกฎหมายใหม่ ใน พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าขึ้นมานะครับ วัตถุประสงค์หลัก ๆ ก็คือต้องการการค้าที่เสรี และเป็นธรรม แล้วไม่ได้ตั้งใจในการที่จะไม่ให้ธุรกิจใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาครับที่ธุรกิจต้อง มีการควบรวมกัน เหมือนท่านจะเห็นว่าเอ็กซอนโมบิลเขาควบรวมกันเพื่อต้นทุนที่ถูกกว่า เพียงแต่ว่าคำจำกัดความของเราในการที่จะให้โตขึ้นมานั้นอย่าเกเร อย่าเกเรนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกเรเมื่อไรมันต้องเข้าข่ายในการที่จะต้องดูแลเพราะเรามีบริษัทเล็ก ๆ ที่จะต้องดูแล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎหมายดีครับ จริง ๆ ผมว่าท่านที่ออกกฎหมาย ในอดีตพยายามออกกฎหมายในลักษณะที่กว้าง ๆ เอาไว้ก่อนแล้วไปออกกฎหมายลูก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นไปตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง ในทางธุรกิจนั้นเราไม่ใช้คำว่า เชนจ์ (Change) นะครับ เพราะเชนจ์ ยัง ๕ ปี ๑๐ ปี เราใช้คำว่า ฟลัคทูเอท (Fluctuate) คือมันแปรปรวน ธุรกิจมันแปรปรวน เพราะฉะนั้นถ้าออกกฎหมายที่มันกำหนดลงไปชัดเจน ท่านแก้ยากครับ แต่ถ้าออกกฎหมายลูกมาในการที่จะออกระเบียบต่าง ๆ ก็แล้วแต่นะครับ มันแก้ไขง่าย แล้วทันต่อเหตุการณ์ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมานั้นกฎหมายลูกหรือกฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมามันแค่เอ็มโอยู คือการคุยกันเท่านั้นเองว่าเราตกลงจะทำอย่างนี้นะ มันไม่ใช่ กฎหมายที่บังคับได้ สิ่งนี้ล่ะครับที่เราอยากจะมาพ่วงไว้ในท้ายกฎหมายใหม่ของเราว่า เป็นข้อตกลงต่าง ๆ เหล่านี้มีสภาพบังคับด้วย ผมอยากจะเรียนท่านว่ามีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่ง อันนี้เป็นการยกตัวอย่าง คือ พ.ร.บ. ต่างด้าว พ.ร.บ. ต่างด้าวในต่างประเทศเขาดู ๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ เขาดูพรอพพอร์ชัน (Proportion) คือสัดส่วนระหว่างผู้ที่ถือหุ้น ๕๑ กับ ๔๙ ถ้าเป็นคนไทย ๕๑ ถือเป็นบริษัทไทย ถ้าเป็นต่างชาติ ๕๑ ถือเป็นบริษัทต่างชาติ เขาจะมีข้อที่ ๒ อีกครับ การใช้คำว่า หรือ หรือคอนโทรล (Control) คอนโทรลคือใคร คอนโทรลคืออำนาจบังคับ คือกรรมการบริหารถ้าเป็นต่างด้าวเกินครึ่งหนึ่งถือเป็นบริษัทต่างด้าว และยังดูต่อไปอีกว่า หรือดีวิเดน (Dividend) ดีวิเดนคืออะไร ดีวิเดนคือการแบ่งกำไร ถ้ากำไรแบ่งไปสู่ต่างชาติ มากกว่าอันนั้นเป็นบริษัทต่างด้าว แต่ของเรามีข้อเดียวก็คือข้อที่ ๑ เคยมีความพยายามจะใช้ ข้อที่ ๒ เข้าไปด้วย เพราะว่าบริษัทหลายบริษัทเป็นนอมินี (Nominee) ก็ปรากฏว่าไม่สำเร็จ ต่อต้านกันอุตลุดหมด อันนั้นคือสากลแต่ไทยไปได้แค่ ๑ ก้าวเท่านั้นเองแต่ไม่มีใครทราบ แล้วก็บอกว่ากฎหมายต่างด้าวดีอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นการยกตัวอย่างให้ดูว่ามันมีกฎหมาย ประเภทอย่างนี้ซ่อนอยู่ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเรายกตัวนี้ขึ้นมามันก็จะแก้ไขอะไร ได้เยอะนะครับ
ส่วนในเรื่องของพื้นที่อย่างที่ท่านนายก อบต. ได้ยกขึ้นมา จริง ๆ แล้ว มันเป็นอย่างนี้ครับ เราพยายามจะผลักดันกฎหมายเอา พ.ร.บ. ค้าปลีกออกมาแต่ไม่สำเร็จ อันนั้นจะกำหนดพื้นที่ กำหนดโซนนิงไว้เลย ในขณะนั้นรัฐบาลก็บอกว่าให้ไปใช้ผังเมือง กฎหมายผังเมืองจริง ๆ แล้วมันมีผัง ๒-๓ ผังอยู่ ท่านต้องเข้าใจว่าผังนโยบายคือพวกผังภาค ผังประเทศ ผังอะไรก็แล้วแต่มันเป็นผังนโยบายไม่มีสภาพบังคับ ที่เป็นกฎหมายมันมีอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นเอง มี ๒ ฉบับเท่านั้นเอง คือผังเมืองรวม ผังเมืองรวมก็คือผังที่มันมีอยู่ผัง รวมทั้งจังหวัดมีอยู่แค่ ๕ จังหวัดเท่านั้นเอง อย่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ อะไรทำนองนี้นะครับ มีอยู่ ๕ จังหวัด นอกนั้นในจังหวัดผังเมืองรวมตรงนี้มันเฉพาะจุด เท่านั้นเอง อย่างเช่น ในเขตเทศบาลเมืองหรือในเขตเทศบาลข้างนอก เฉพาะในเขตเทศบาล พื้นที่ที่เหลือเขาบอกว่าใช้ในกรณีที่ว่าสงวนไว้เพื่อจัดทำผังเมืองรวมนะครับ แล้วผังเมืองรวม มีอำนาจ มีการบังคับใช้อยู่แค่ ๕ บวก ๑ บวก ๑ คือ ๕ ปี และขยายไปได้อีก ๑ อีก ๑ ก็คือ ๗ ปี หลังจากนั้นแล้วถ้าไม่มีการต่อผังเมืองรวมตรงนี้ก็คือผังเมืองไม่มี เมื่อผังเมืองไม่มี โมเดิร์น เทรด ใครต่อใครจะขึ้นอะไรก็ตามยถากรรมได้หมด เพราะฉะนั้นนี่คือจุดอ่อนของ การใช้ผังเมือง ขณะนั้นก็บอกว่าใช้อย่างนี้ได้ผลแน่เพราะไม่ต้องไปออกกฎหมายใหม่ แต่ปรากฏว่าถึงเวลาทางอธิบดีกรมการผังเมืองท่านก็ดีมอบหมาย มอบอำนาจไปที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดทีแรกก็ฟิตดี พอออกระเบียบมา อย่างเช่น ที่ท่านนายก อบต. ท่านพูดคือออกไป ๑๕ กิโล ก็เป็นไปตามนั้น แต่หมด ๗ ปีเมื่อไร ๑๕ กิโล มันไม่บังคับใช้แล้วครับ มันเลิกไป รอเขาประกาศใหม่ ถ้าคณะกรรมการผังเมืองในจังหวัด ไม่ออกประกาศใหม่โดยอำนาจของอธิบดีกฎหมายมันขาดตอน เพราะฉะนั้นก็เลยขึ้นกัน อุตลุดหมด ตอนนี้ถ้าไปออกมันไปสกัดกั้นคนไทย เพราะว่าของเขาพอแล้ว พอเพียงแล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายค้าปลีกขณะนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออก เพราะถ้าออกก็คือไปหยุดยั้ง การเจริญเติบโตของค้าปลีกไทย มันคนละบริบทกันแล้ว จริง ๆ ผังเมืองมันอีกตัวหนึ่ง เขาเรียกผังเมืองเฉพาะ ผังเมืองเฉพาะนี้ออกเป็นพระราชบัญญัติครับ ที่เป็นกฎกระทรวงนี้คือ ผังเมืองรวมออกเป็นกฎกระทรวง รัฐมนตรีเซ็นแกร็กเดียวก็บังคับใช้ได้เลย แต่เป็นพระราชบัญญัตินี่ เข้าใจว่ายังไม่เคยมีออกสักฉบับหนึ่ง ถ้าออกแล้วมันแก้โดยพระราชบัญญัติ ถ้าตอนนั้น ออกเป็นพระราชบัญญัติผังเมืองเฉพาะไม่มีเติบโตขนาดนี้หรอก แต่มันก็ไม่ได้ออก เขาใช้เฉพาะ ในกรณีที่ว่าต้องออกในกรณีที่เป็นของโบราณ คือสกัดไว้ไม่ให้เกิดบ้านเรือนที่มันผิดปกติไป แต่ผังเมืองรวมมันดีอย่างตรงที่ว่าถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการเกษตรจะไปเป็น อุตสาหกรรมก็สามารถเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้มันเลยกลายเป็นว่ามันไม่ถูกจุด มันก็เลยบังคับใช้ไม่ได้ในขณะนั้น ขณะเดียวกันก็สกัดเราไม่ให้กฎหมายค้าปลีกมันออก ซึ่งกฎหมายค้าปลีกบริบทของมันก็เหมาะสำหรับในขณะนั้นอย่างที่เรียนให้ทราบ แต่ขณะนี้ ไม่เหมาะแล้ว
ส่วนเรื่องของการผันแปรไป คือพูดง่าย ๆ ว่าความก้าวหน้าของธุรกิจที่บอกว่า มันเร็วมาก ท่านดูง่าย ๆ แล้วกัน ค้าปลีกเรามันมีแค่โชห่วยเท่านั้นเองที่เรารู้จักหรือค้าส่ง อันนี้คือเขาเรียกเทรดดิชันนอล เทรด (Traditional trade) คือการค้าแบบโบราณ แต่ว่า โมเดิร์น เทรด จากเดิมมีแค่ ๔-๕ ประเภท กลายเป็น ๗ ประเภท กลายเป็น ๘ ประเภท กลายเป็น ๙ ประเภท ตอนนี้จะ ๑๐ ประเภทอยู่แล้วครับ มันมีตั้งแต่ดิสเคาท์ สโตร์ (Discount store) ที่ออกมาก่อนอย่างที่ท่านรู้จักดิสเคาท์ สโตร์ คือห้างยักษ์ ๆ ที่มันใช้ราคา เป็นตัวเล่นแล้วรองมาก็เป็นซูเปอร์ มาร์เก็ต ซูเปอร์ มาร์เก็ตที่ท่านรู้ว่าอาจจะสแตนด์ อะโลน (Stand alone) หรือว่าอยู่ภายใต้ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ (Department store) เรื่องที่ ๓ คือดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ ห้างสรรพสินค้าท่านก็รู้จักนะครับ แล้วถัดมาก็คือคอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Convenience store) คอนวีเนียนซ์ สโตร์ตอนนี้พัฒนาไปอีกแล้วมันเป็นคอนวีเนียนซ์ ฟูด สโตร์ (Convenience food store) และต่อไปจะเป็นคอนวีเนียนซ์ คอฟฟี ฟูด สโตร์ (Convenience coffee food store) เพราะอะไร เพราะเมืองไทยมันง่าย เขาดูบริบทของท่าน ท่านประเภทฟาสต์ฟูด (Fast food) คือกินด่วน กินด่วนแบบนี้ต่อไปข้าวแกงก็ขายไม่ได้แล้ว และปรากฏว่าคนขายของของร้านค้าสะดวกซื้อเหล่านี้เก่งมาก เป็นตั้งแต่บาริสตา (Barista) เป็นตั้งแต่คนขายของ เป็นอะไรทุกอย่าง จ้างเงินเดือนรู้สึกจะแค่ ๙,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง คือค่าแรงขั้นต่ำ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขาพัฒนาไป แล้วตัวที่ ๕ ของค้าปลีก ตอนนี้มันคือโฮลเซล แคช แอนด์ แคร์รี (Wholesale cash and carry) ต้องมีเป็นเมมเบอร์ (Member) ไม่มีถุงใส่ให้ ที่ท่านรู้จักในนามของแมคโคร เป็นสเปเชียลตี สโตร์ (Specialty store) ร้านบูธ ร้านวัตสัน แคทิกอรี คิลเลอร์ (Category killer) ตอนนี้ก็เลิกไปแล้ว เป็นเฉพาะ อย่างที่ฟันเรื่องราคาอย่างเดียว หน้าร้านเขามีอยู่นี่เขาไม่ต้องลงทุนเรื่องสต็อก (Stock) เอาของมาขายเหมือนกับฝากขาย ขายได้ก็ไปออกที่โกดัง และตอนนี้มันพัฒนาไปอีกเป็น ดิสเคาท์ คอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Discount convenience store) คอนวีเนียนซ์ สโตร์ ต่างจาก บรรดาร้านค้าทั่ว ๆ ไปที่เขาก็ขายแพง แต่ออกแบบมาเป็นดิสเคาท์ คอนวีเนียนซ์ สโตร์ คือขายถูกเข้าไปอีก ขายหนังสือพิมพ์ ขายทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือรบ จนที่ว่างมันไม่มีแล้ว แล้วกำลังเปลี่ยนไปอีกเป็นคอมมิวนิตี มอลล์ (Community mall) พัฒนาไปอีก ผมบอกว่า ตรงนี้ถ้าเรามัวแต่ออกกฎหมายต้วมเตี้ยม ๆ ตามไปไม่ทันหรอกครับ พอเราออกไปปั๊บไปโน่นแล้ว อันนี้คือความเร็วในทางธุรกิจที่อยากจะกราบเรียนว่าเราอยากจะทัน แต่กฎหมายไทยกว่าจะ ออกได้อย่างน้อยที่สุดก็คือปีหนึ่ง แก้กฎหมายนี่ยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า วันนี้ต้องขอบคุณทุกความเห็น เป็นความเห็นของท่านสมาชิกที่ดีมาก เพียงแต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะพยายามผมคิดว่าเราพยายามที่จะให้เกิดการค้าที่เสรีและเป็นธรรม เรามาช่วยดูแล คนที่เขาทำดีก็ส่งเสริมเขา ควบรวมได้ อะไรได้ แต่อย่าเกเร เพราะฉะนั้นถ้าเกเรต้องช่วยกันดู ก็คือการที่จะปรับกฎหมายของเราให้มันสอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ของการเกเรให้มันอยู่ในกติกา เพราะฉะนั้นการค้าที่เป็นธรรม คือมันก็จะสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการแล้วพัฒนาประเทศของเราไปได้ กราบขอบพระคุณครับ