เกริกไกร จีระแพทย์ ยินดีต้อนรับประธานสภาและขอขอบคุณที่ให้เวลาในการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานต่อไป โดยเสนอกฎหมายที่มีข้อบกพร่องในเรื่องจริยธรรมและการเมือง และเสนอให้ทำกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสังคม พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่มีองค์ความรู้และเป็นอิสระในการดำเนินการ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เกริกไกร จีระแพทย์ ประธานคณะกรรมาธิการ สั้น ๆ เศรษฐกิจ ๒ นะครับ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังการอภิปรายด้วยความขอบคุณยิ่งที่ท่านได้กรุณาให้เวลา แล้วก็ ให้ความคิดเห็นเพื่อให้เราทำงานต่อไปได้ครับ ผมมีความรู้สึกแล้วก็สรุปในใจไว้หลายประการ
ประการที่ ๑ ก็คือไม่มีใครที่ขัดข้องไม่เห็นด้วยกับหลักการใหญ่ของกฎหมาย ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วเรามีร่างกฎหมายอยู่ในมือแล้ว ๒-๓ ฉบับ ตอนนี้เพียงแต่จับแต่งงานเสีย เป็นฉบับเดียวแล้วก็เสนอเข้ามา แล้วก็มีกรรมาธิการที่สนใจงานไม่น้อยกว่ากรรมาธิการของเรา ซึ่งดูแลโดยตรงอยู่ก็คือของกรรมาธิการของคุณสารี เราก็คงต้องร่วมทำงานต่อไปเพื่อให้ได้ ชิ้นงานนี้ออกมาเร็วที่สุด ท่านประธานครับ กฎหมายที่เรามีอยู่ ๑๖ ปีแห่งความหลังของ อาจารย์เจิมศักดิ์นี่เป็นกฎหมายที่เราพยายามปั้นออกมา ผมทำงานที่นั่นมานานกว่าจะเห็น ออกมาก็เกือบจะท้าย ๆ อายุราชการ เป็นกฎหมายที่เป็นมาตรฐานโลกครับ เพราะว่าเราไม่มี ความรู้ทางเรื่องนี้มา แต่ว่าในองค์การสหประชาชาตินั้นเขามีโมเดล ลอว์ (Model law) อยู่ แล้วเขามีตำราเกี่ยวกับเรื่องเขียนไว้เยอะเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีความรู้ พวกเราเหล่านี้ได้เข้าใจในประเด็นของสาระซับไทเทิล (Subtitle) ต้องใช้คำว่า ซับไทเทิล จะได้เข้าใจเราจึงไปมิเรอร์ (Mirror) คือไปสะท้อนแบบฉบับของรูปแบบโมเดล ลอว์ ต้นแบบ ออกมาเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความบกพร่องในแง่ของหลักสำคัญของกฎหมาย ประเด็นอยู่ที่จริยธรรม จริง ๆ แล้วที่ท่านชี้ทั้งหมดอยู่ที่การเมือง ผลประโยชน์ ธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่ ขอบเขตความตั้งใจของกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มากำกับจริยธรรมของนักการเมือง กับวิธีการทำธุรกิจกับการเมือง กฎหมายฉบับนี้วางบนพื้นฐานว่าถ้าการเมืองเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นเช่น อเมริกาหรืออังกฤษ การเมืองของเขาก็มีเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) เขามีวิธีการควบคุมจริยธรรมนักการเมืองของเขา แต่ถ้าพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจเอง มันไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง กฎหมายฉบับนี้คือเครื่องมือ ผมเรียนว่าความใหญ่ในธุรกิจไม่ผิด เราจะไม่ทำให้คนตัวใหญ่ลงมาเป็นคนแคระ เราต้องการให้เขาใหญ่แล้วดึงให้คนเล็กใหญ่ขึ้น เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นคนอ้วนก็ไม่ผิด คนใหญ่ก็ไม่ผิด ในทางธุรกิจถ้าไม่ใหญ่มันก็ไม่มีอำนาจ ที่จะไปขยายแต่อยู่ที่พฤติกรรมที่เขาทำ ถ้าคนโตไม่เกเร เด็กก็ไม่เป็นอะไร ถ้าผมใหญ่ อย่างอาจารย์เจิมศักดิ์แล้วผมเดินไปเดินมา ผมไม่ไปเตะเก้าอี้ เตะโต๊ะไปชนใครไม่ใช่ความผิดเลย ทีนี้ในทางกฎหมายฉบับนี้มันไม่มีการถวงดุลที่ดี แล้วก็ไม่ได้ไปจับองค์กรที่ทำให้การใช้ อะบิวซ์ (Abuse) การใช้อำนาจดิสคริชัน (Discretion) การใช้ดุลยพินิจ และการทำอะไร บางอย่าง ที่ไม่ชอบมาพากลนั้นเราไม่ได้ทำให้ตรงนั้นเกิดการถ่วงดุลขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ รัฐมนตรีที่มีความผูกพันกับธุรกิจใหญ่แล้วมานั่งอยู่ แล้วบอกว่าคุณไปออกกฎเกณฑ์สิว่าใคร มันใหญ่ เขาก็ไม่อยากจะออก เขามีอำนาจที่จะใช้ดิสคริชัน ฉันไม่ออก เขาไม่ออกอยู่หลายปี นะครับ ไม่ออกอยู่หลายปี จริง ๆ แล้วสมัยคุณชวน คุณชวนควรจะออกเลย มันปล่อยมา ถึงมือผมออก ตอนที่ผมออกผมก็ถามว่าทำไมไม่ออก ก็บอกว่ามันก็อย่างนี้ท่าน ผมต้องออก เพราะผมไม่มีความผูกพันธุรกิจ ทุกวันนี้ผมไม่เป็นกรรมการในบริษัทใหญ่ ๆ อะไรทั้งสิ้น อย่างที่บางท่านพูดมานะครับ ก็ดีใจที่เป็นเช่นนั้น
ทีนี้ปัญหาของจริยธรรม ปัญหาของการที่ดูดายเขาก็ไม่ได้ผิด เขาก็บอกว่า ธุรกิจเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถ้าเขาทำให้มันถูกต้องเสียผมคิดว่ามันจะสง่างามกว่านี้เยอะ เช่น คำว่า อำนาจเหนือตลาด มันเป็นเพียงแต่แสดงว่าเขามีตลาดขนาดไหน เขามีความใหญ่ ในธุรกิจขนาดไหน แต่ไม่ได้บอกว่าการมีอำนาจเหนือตลาดเป็นความผิด ไม่ใช่ แต่ถ้าผมเป็น ธุรกิจเล็กแต่ผมไปทำอะไรที่มันแย่ มันก็ผิด แม้ตัวเล็กก็ผิดได้ การขายสินค้าที่ราคาต่ำกว่า ความเป็นจริง ขายราคาถูกครับ เมื่อสักครู่นี้มีคนยกมือ ผมคิดว่าถ้ามันอยากจะขาดทุน ก็ช่างมันเป็นไร คนได้ประโยชน์คือผู้บริโภคแล้วก็ของถูก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าผมขายต่ำกว่า ราคาทุนไปนาน ๆ จนคู่แข่งผมตายไปแล้วผมมาขึ้นราคาให้สูงขึ้น เอาคืนทีหลัง นั่นละ คือพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฉบับนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอบเขตของ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เอื้อมไปถึงเรื่องของจริยธรรมทางการเมือง นั่นคือผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ ของหลาย ๆ ฝ่ายที่ต้องช่วยกัน เราแอสซูม (Assume) ว่าถ้าทุกอย่างมันออน (On) บทพื้นฐาน เดียวกัน แล้วมีพฤติกรรมเช่นนี้ในการประกอบธุรกิจเราจะถือว่าผิดกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือ เจตนารมณ์
สำหรับเรื่องโชห่วย ผมเรียนท่านว่าผมกับคุณจิตร์ทำเรื่องนี้ สู้เรื่องนี้ ผมเสนอ กฎหมายเข้าไปในสภาเมื่อปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ แล้วในชีวิตขอเรียนว่าทำอะไรไม่ค่อยพลาด ยังไม่เคยล้มเหลว แต่ร่างกฎหมาย ๒ ฉบับที่ผมทำเข้าไปแล้วล้มเหลว แล้วมันมีบทเรียน คำว่า ผลประโยชน์ธุรกิจมันคืออะไร แล้วการวิ่งเต้นทางการเมืองคืออะไร ผมยืนอยู่ตรงนี้ เสนอกฎหมายแล้วมันไม่ผ่านด้วยคะแนนนิดเดียว ไม่ทราบ ก็เป็นสิ่งที่ว่าเราพยายามทำ ประเด็นคือว่ามันน่าจะเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งหรือเปล่า แล้วมันทันสมัยอยู่หรือไม่ในขณะนี้ ผมพยายามที่จะทำให้เกิด คุณจิตร์กับผมคุยกันมากในสมัยนั้น ยังไม่รู้จักท่านดีเท่าไร ทำอย่างไรถึงจะให้โชห่วยอยู่บนแผ่นดิน แล้วให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของโกล์ (Goal) ของโมเดิร์น เทรด ท่านมองอย่างภายนอกนะครับว่าถ้าหากโชห่วยที่อยู่ตามมุมต่าง ๆ ของประเทศ จังหวัดต่าง ๆ แล้วเป็นเครือข่ายในการรับสินค้ามาจากโมเดิร์น เทรด ไปขายนั้น ผมคิดว่ามันอยู่ร่วมกันได้ เราขีดเส้นโซนนิง แต่เขาไม่ชอบนะครับ เพราะคนไปซื้อที่ดินดักไว้ตามที่ต่าง ๆ แล้วถ้าเข้าไป ในเขตที่ว่ามันอยู่ใกล้เกินไปเขามีปัญหามาก เพราะว่าในอนาคตเขาจะมาขออนุญาต เขาต้องเสียเงินอีก เห็นใจครับ เพราะฉะนั้นบ้านเราที่ปล่อยให้ธุรกิจเสรีโดยไร้การควบคุม โดยไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีจริยธรรมจนถึงขนาดนี้นั้นมันยากที่จะแก้ไขเพราะมันเป็น ดินพอกหางหมูครับ มันจะต้องเอาไปตัดหางหมู มันจะเจ็บ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็น ข้อคิดเห็นของท่านทั้งหลาย พวกเราขอบคุณอย่างยิ่ง แล้วเราจะพยายามดูสิว่าจะทำอย่างไร ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลพฤติกรรมพวกนี้ ถ้าสมมุติว่าเขาจะใช้ทุน สามานย์อะไรก็แล้วแต่เข้ามาใช้อิทธิพล แต่ถ้าสมมุติกรรมการมันเป็นอิสระ แล้วเจ้าหน้าที่ มีองค์ความรู้ผมคิดว่าสถานการณ์มันจะดียิ่งขึ้น มันคงช่วยอะไร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือทำให้ อาจารย์เจิมศักดิ์หายใจทั่วท้องไม่ได้หรอก แต่ผมว่ามันน่าจะดีขึ้น เพราะว่าในที่สุดแล้วสังคมนี้ มันขึ้นอยู่ที่คน ที่จริยธรรม ถ้ามี ๒ ตัวนี้ไม่ต้องมีกฎหมายก็ได้ รัฐธรรมนูญ ๓๑๕ มาตรา ไม่ต้องมีแม้แต่มาตราเดียวก็ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงรับฟังและรับไปคุยกันเพื่อที่จะให้ได้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้มีโอกาส ได้ชี้แจงบางประเด็นที่ท่านคาอยู่ในใจ ขอบพระคุณครับ