สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

ชาลี เจริญสุข หารือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบการ โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่ดีและส่งลูกเรียนได้ และขอให้รวมเรื่องนี้เข้ากับวาระการปฏิรูปการเกษตรและสังคมผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังเรียกร้องการสร้างความเป็นชาตินิยมในการซื้อขายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการค้ารายย่อย

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ แล้วก็ท่านกรรมาธิการทุกท่าน รวมทั้งท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ก็เป็นวาระที่ต้องบอกว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหอการค้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต่อสู้มาด้วยกัน ในเรื่องของการที่เราจะมาร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำในการที่จะให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ อยู่ดี แล้วก็สามารถส่งลูกเรียนได้ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตที่จะบอกว่าทั้ง ๓ วาระเป็นวาระ ที่เกี่ยวพันกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาระที่ ๑๒ การผูกขาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม หรือจะ เป็นวาระการปฏิรูปการเกษตร แล้วก็วาระที่ ๓ การสร้างสังคมผู้ประกอบการ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าในเรื่องนี้มันจะต้องแก้ไปพร้อม ๆ กัน แล้วมันก็เกี่ยวโยงกันทั้งหมดเลย

เรื่องแรก เรื่องของการที่เราอาจจะไปแตะในเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ให้กับผู้ที่ทำการค้ารายย่อยได้อย่างไร ในเมื่อเขาประสบปัญหาสู้ไม่ไหว จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วย ในต่างประเทศที่เขามีกฎหมายตัวหนึ่งก็คือกฎหมายทุ่มตลาด จริง ๆ แล้วกฎหมายทุ่มตลาด ประเทศไทยเราเคยโดนไปครั้งหนึ่ง คือเราส่งกุ้งไปที่สหรัฐอเมริกาแล้วเราโดนข้อหากฎหมาย ทุ่มตลาด เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าเขาอ้างว่าที่สหรัฐอเมริกาจับกุ้งได้ สมมุติ ๑๐๐ ตัน แต่เราส่งไป ๑๐๑ ตัน ก็แสดงว่าเราส่งไปมากกว่าที่เขาจับได้ ก็แสดงว่าจะไปทุ่มตลาดเขา แต่เมืองไทยจากการที่สภาพปัจจุบันจะเห็นว่าผู้ประกอบการที่ประกอบการแบบตลอด ๒๔ ชั่วโมง ได้รุกพื้นที่ไปถึงกระทั่งในหัวเมืองระดับตำบล ตอนนี้เข้าไปถึงวัดแล้วนะครับ วัดวาอารามก็มีครับ ฉะนั้นตัวผมเอง ตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเราก็ยังแก้ไม่ได้เลยครับ แก้ไม่ได้ตรงไหนครับ ก็ลูกเราเองล่ะครับ ก็บอกว่าให้ต้องไปที่ร้านนี้ ร้านนี้ ทั้ง ๆ ที่ราคา ก็ไม่เกี่ยวครับ ที่ในร้านสะดวกซื้อราคาก็ไม่ได้ถูกครับ ราคาแพงกว่าร้านที่ขายอยู่ริมถนนอีก แต่มันเป็นเรื่องของความสะดวกซื้อ มันเป็นเรื่องของแรงกดดันจากลูกเรา ถ้าจะแก้ผมว่า ต้องแก้ที่ว่าเราต้องสร้างความเป็นชาตินิยมหรือเปล่า จังหวัดนิยม ตำบลนิยม เพราะว่า ในเรื่องของตรงนี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่าการสะดวกซื้อมันทำให้สังคม เปลี่ยนไปจริง ๆ ถามว่าแล้วจะใช้กฎหมายตัวไหน ผมว่ากฎหมายนี้ก็คงจะยาก แต่ถ้าเรื่อง ของการปลูกฝังค่านิยมก็คงจะพอทำได้ พอเราไปแตะอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหลายท่านพูด เพื่อนสมาชิกพูดถึง เรื่องค้าส่ง ค้าส่งไปแตะ เรื่องอะไรรู้ไหมครับ ไม่ได้แตะเรื่องสะดวกสบาย แต่ไปแตะเรื่องราคา ต้นทุนที่ต่ำสุด ก็คือ ราคาที่ถูกสุด แม้แต่ผมเคยคุยกับข้าราชการ ถามว่าท่านมาช่วยซื้อสินค้าร้านข้างบ้านได้ไหม เขาบอกเขาเงินเดือนน้อยก็ต้องไปซื้อของทีเยอะ ๆ ก็ต้องไปซื้อที่ร้านที่ถูกที่สุด ก็คือต้องไป ออกนอกเมืองเสีย ๑๕ กิโลเมตร อย่างที่ท่านนายกเกรียงไกรบอกว่าต้องไปตั้งนอกเมือง อันนี้คือกลไกมันมีอยู่แล้วครับ แต่ปัญหาที่ผ่านมาหลายท่านก็พูดว่าเป็นการทิ้งทวนหรือเปล่า จริง ๆ ไม่ใช่ครับ มันเป็นเรื่องของสุญญากาศ ของผังเมือง ร้านค้าส่งไม่สามารถจะมาตั้ง ในเมืองได้หรอกครับ แต่ว่าสรรพสินค้าปัจจุบันเขาบุกเข้ามาถึงในเมืองที่มีพื้นที่เป็น หมื่นตารางกิโลเมตร ก็อาศัยช่องว่างทางสุญญากาศเรื่องผังเมือง ตรงนี้ก็ต้องระวังนะครับ ท่านกรรมาธิการก็ต้องรณรงค์ว่าจะทำอย่างไรให้ช่วงสุญญากาศอย่าให้มีการมาขออนุญาต มาหาผลประโยชน์ คือผู้บริหารท้องถิ่นรู้ดีว่ากฎหมายผังเมืองจะหมดเมื่อไร ก็เป็นนายหน้า เสียเอง ก็ไปดึงเขาเรียกว่าไปดึงห้างใหญ่ ๆ เข้ามาในท้องถิ่นตัวเอง เพราะรู้นี่ครับว่าหมดเมื่อไร และตัวเองก็มีค่านายหน้าขายที่ดิน แล้วก็อนุญาตได้โดยไม่ผิดกฎหมาย นี่คือสุญญากาศ ที่มันผ่านมา ฉะนั้นสรุปเลยครับ ผมมองว่าก็ยังมีความหวังครับ ท่านผู้ที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ดี ต้องฟังให้ครบ ๓ วาระนะครับ เพราะว่าถ้าฟังวาระเดียวเราจะไปบอกว่าผู้ประกอบการที่มา ทุ่มตลาดรายใหญ่นี่เป็นจำเลย จริง ๆ เขาก็มีข้อดีนะครับ จากการอภิปรายที่ผ่านมา เรื่องของการเสียภาษี ต้องเรียนว่าตัวอย่างที่ดีของเขาก็คือการเสียภาษีที่ถูกต้องเพื่อจะเอาไป พัฒนาประเทศ ตรงนี้ก็เป็นข้อดีนะครับว่าเขามีการออกใบเสร็จ ผู้ประกอบการเองก็ต้อง ปรับตัว ต้องทำให้ถูกต้องแล้วก็สร้างเครือข่ายในชุมชนของท่านให้มาเป็นลูกค้า อาจจะไม่ใช่ เรื่องของหลักของราคานะครับ ตอนนี้เป็นเรื่องของหลักของด้านมนุษย์สัมพันธ์ และจิตใจ ที่จะดึงคนมาซื้อของที่ร้านของเรา ขอบคุณท่านประธานครับ