สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

สมบัติ ธารงธัญวงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเสนอความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม: รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม และรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ และเสนอแนะวิธีการจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม และคณะกรรมการัฐวิสาหกิจเพื่อกําไรแยกออกจากกัน เพื่อให้มีคณะกรรมการที่ชัดเจนและมีความเชี่ยวชาญ และเสนอแนะวิธีการสรรหาซีอีโอและประเมินผลการทํางานของคณะกรรมการและซีอีโอ

ศาสตราจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก่อนอื่น ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ที่ได้นําเสนอเรื่องการ ปฏิรูประบบบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญของประเทศมาก นอกจากเรื่อง ที่ท่านได้เสนอมาแล้ว กระผมใคร่ขอเสนอความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้นะครับ รัฐวิสาหกิจนั้นในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลง ปี ๒๔๗๕ รัฐบาลได้นําเงินของรัฐบาล ไปลงทุนเป็นบริษัทกึ่งราชการ แล้วต่อมาปี ๒๔๙๖ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้ออก พ.ร.บ. องค์การของรัฐบาล ขึ้นมา ทําให้รัฐวิสาหกิจเป็นองค์การตามกฎหมายที่ถูกต้อง แล้วก็พัฒนาการมาจนถึงวันนี้ วันนี้ถือว่ารัฐวิสาหกิจเติบโตมาก มีทั้งหมด ๕๘ แห่ง อาจจะ ต่างกับที่ท่านบอกไว้หน่อย ต้องตรวจสอบหน่อย ท่านบอกว่ามี ๕๖ แห่ง แต่ว่าแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มหนึ่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม อันนี้ไม่แสวงหากําไร อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ที่แสวงหากําไร แล้วก็น่าสนใจมากที่บอกว่ามีทรัพย์สิน รวมถึง ๑๑.๘ ล้านล้านบาท มันโตกว่าจีดีพีของประเทศไทย ๑ ปีด้วยนะครับ แล้วก็มีหนี้สิน ๙.๒ ล้านล้านบาท มีทุน ๒.๕ ล้านล้านบาท รายได้รวมน่าสนใจ ๕.๑ ล้านล้านบาท และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือรายจ่ายรวม ๔.๕ ล้านล้านบาท หมายความว่ามากกว่า งบประมาณแผ่นดิน งบประมาณแผ่นดินปีที่ผ่านมาของเรา ๒.๕๗๕ ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายของรัฐวิสาหกิจถึง ๔.๕ ล้านล้านบาท แล้วก็มีกําไร ๒.๙๘ แสนล้านบาท เกือบ ๓ แสนล้านบาท นําเงินส่งคลัง ๙.๙ หมื่นล้านบาท เสียภาษี ๖.๓ หมื่นล้านบาท มีงบลงทุน ๓.๗๑ แสนล้านบาท ถ้าหากว่าเรามาดูบทบาทของรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลวันนี้ เขาบอกจะกระตุ้นเศรษฐกิจบอกว่าไปกระตุ้นการใช้จ่ายงบประมาณนี้ผมคิดว่าไม่พอ เพราะว่างบลงทุน งบค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจมากทีเดียว และอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล แต่ว่าการบริหารรัฐวิสาหกิจของเราวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ว่ามีปัญหามาก ท่านก็พูด มาหลายประการ

ประการที่ ๑ ก็คือการทํางานไม่มีประสิทธิภาพ เพราะว่าไปอ้างอิงระเบียบ ของระเบียบบริหารของราชการมากเนื่องจากว่ากรรมการที่มาโดยตําแหน่ง ส่วนใหญ่ ท่านก็เป็นข้าราชการและท่านก็ต้องการความปลอดภัย ก็จะอ้างอิงระบบราชการเยอะ ทั้ง ๆ ที่รัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้มีการบริหารที่คล่องตัวแตกต่าง จากรัฐบาล

ประการที่ ๒ คือการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ท่านจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น ประธานกรรมการหรือกรรมการ โดยส่วนใหญ่ก็แต่งตั้งโดยอํานาจของฝ่ายการเมือง จะเห็น ได้จากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งประธาน ทั้งกรรมการกันเกือบทั้งหมดเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งรุกล้ําไปถึงการเปลี่ยน ซีอีโอ ด้วย ซีอีโอบางคนก็ทํางานดีมีประสิทธิภาพแต่ว่าไม่ใช่คนของรัฐบาล รัฐบาลก็เปลี่ยน คนใหม่เข้าไปและให้มันขาดทุนเลย อย่างการบินไทยเป็นต้น ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อ ขาดทุน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเลยอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เป็นความเสียหายมากของการแทรกแซง จากฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะ

ประการที่ ๓ การบริหารงานไม่เป็นมืออาชีพ จริง ๆ ถ้าท่านไปดูรัฐวิสาหกิจ ของเราตั้งกันมานานแล้ว มันน่าจะมีความรู้มีประสบการณ์ แล้วก็เรียนรู้ แล้วก็ปรับปรุง ประสิทธิภาพให้เป็นมืออาชีพกันได้ แต่เราก็ยังเห็นการทํางานที่มันสะท้อนว่าไม่ใช่มืออาชีพ เป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์กันมาก บางแห่งระบบบริหารงานบุคคลก็เต็มไปด้วยการฝาก ไม่สามารถคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมีความเชี่ยวชาญจริง ๆ มาทํางานได้ ทําให้ขีดความสามารถในการแข่งขันต่ําไปด้วย เวลาจํากัดผมขออนุญาตเสนอความเห็น ในภาพรวมนะครับ นอกจากที่ท่านได้เสนอมาแล้ว ผมเห็นว่าในการปรับปรุงหรือปฏิรูป ระบบบริการรัฐวิสาหกิจของไทยนั้น

ประการแรกควรจะปรับโครงสร้างการบริหารรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแบบเพื่อสังคม อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ซึ่งต้องการแสวงหากําไร ทั้ง ๒ กลุ่มนี้บริหารงานไม่เหมือนกัน กลุ่มแรกก็อาจจะขาดทุนได้เยอะ เพราะว่าเราต้องดูแลประชาชน มีความจําเป็นเราก็ต้องดูแล แต่ก็ควรจะต้องให้มีผู้ดูแลให้ดีว่าให้การบริหารมีประสิทธิภาพ บริการดี ถ้าขาดทุน ก็ไม่ควรจะมากและจะเอาเงินที่ไหนมาขาดทุนอย่างนั้นเป็นต้น แต่ในส่วนของกลุ่ม ที่เหมือนกับการลงทุนแสวงหากําไรรัฐบาลอาจจะต้องตั้งเหมือนกับเป็นสถาบันการลงทุนแห่งชาติ ขอพูดสั้น ๆ นิดหนึ่ง ขอนิดหนึ่งนะครับ

ประการที่ ๒ ให้จัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม แล้วก็เพื่อกําไรแยกออกจากกัน เพื่อจะให้มีคณะกรรมการที่ชัดเจนที่มีความชํานาญ มีความเชี่ยวชาญสอดคล้อง

ประการที่ ๓ คณะกรรมการครึ่งหนึ่งของรัฐวิสาหกิจทั้ง ๒ กลุ่มควรจะให้ มาจากการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพและทํางานเต็มเวลา เพราะว่ารัฐวิสาหกิจมีมูลค่า มาก ๆ ไม่ควรจะให้ไปฝากไว้กับการทํางานพาร์ตไทม์ (Part time) อย่างนี้ และอีกส่วนหนึ่ง ก็ให้มาจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจําเป็น

ประการที่ ๔ ให้โอนรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงต่าง ๆ มาขึ้น กับคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดนี้ อันนี้เพื่อให้ปลอดจากการเมืองและการเปลี่ยนแปลงการเมือง ไม่ให้ไปกระทบกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ

ประการที่ ๕ ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละกลุ่มเป็นผู้สรรหาซีอีโอ ให้มีกระบวนการที่โปร่งใส คล้าย ๆ กับการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้น และ

ประการที่ ๖ นี้สําคัญมากขอให้มีกระบวนการประเมินผลการทํางานของ คณะกรรมการที่มาจากการสรรหาแล้วก็รวมทั้งซีอีโอด้วย ใช้เกณฑ์การประเมินที่มีมาตรฐาน แล้วก็ทําให้น่าเชื่อถือเพื่อที่จะทําให้มั่นใจว่าเราสามารถคัดสรรมืออาชีพมาทําหน้าที่ในการ บริหารได้

แล้วก็สุดท้ายเลยก็คือต้องส่งเสริมกระบวนการบริหารให้เป็นมืออาชีพให้มี ประสิทธิภาพสูง ขอบคุณมากครับ