มนูญ ศิริวรรณ หารือเรื่องการปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำว่าผลประโยชน์ของบุคคลไม่ควรสำคัญกว่าผลประโยชน์ของชาติ และเสนอแนวทางแก้ไขโดยการลดจำนวนวิสาหกิจให้น้อยที่สุด พร้อมเสนอแนวคิดทดลองการบริหารรัฐวิสาหกิจในรูปแบบใหม่ เช่น การจ้างเอกชนเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยมีการกำหนดค่าตอบแทนหรือค่าจ้างตามผลลัพธ์ที่วัดได้ และมองว่าการแปรรูปจะเพิ่มทุนของรัฐวิสาหกิจและสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นกระผมต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่นําเสนอ ข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ต่อระบบเศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่ามีขนาดสูงถึง ๑๑.๙ ล้านล้านบาท หรือเท่ากับงบประมาณ เท่ากับจีดีพีของประเทศนะครับ แล้วก็นับวันจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อย ๆ เพราะว่าทั้งผู้เกี่ยวข้องตลอดจนผู้บริหารรัฐวิสาหกิจนั้น ก็มีแนวความคิดที่จะขยาย ให้ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อย ๆ กระผมได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านบรรยง พงษ์พานิช ต้องขออภัย ที่เอ่ยนามนะครับ ซึ่งท่านเป็นกรรมการปรับปรุงระบบรัฐวิสาหกิจหรือซุปเปอร์บอร์ด (Super board) ท่านบอกว่าแม้แต่รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเวลาเชิญมาให้ข้อเสนอแนะว่าจะปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ ที่มีปัญหาอย่างไร ก็ยังเสนอว่าจะขอลงทุนเพิ่ม ขอขยายเพิ่ม เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่าแนวความคิดในการที่จะแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจของผู้ที่ เกี่ยวข้องนั่นก็คือต้องการที่จะขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ เราก็จะเห็นอยู่แล้วว่า ถ้าเราปล่อยไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการปฏิรูป หรือไม่ได้มีการแก้ไข รัฐวิสาหกิจก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต รัฐวิสาหกิจ นั้นจัดตั้งขึ้นมาด้วยความมุ่งหมายที่จะให้มีความแตกต่างจากระบบราชการโดยต้องการให้มี ประสิทธิภาพสูง ให้มีการบริการที่ดี แต่ในปัจจุบันนี้การบริหารรัฐวิสาหกิจของไทยนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างจากระบบราชการเลย จนกระทั่งมีคํากล่าวเปรียบเปรยว่า ระบบรัฐวิสาหกิจนั้นมีความแตกต่างจากราชการก็แต่เพียงว่าเงินเดือนสูงกว่า มีวันหยุด มากกว่า แล้วก็มีหนี้สาธารณะสูงกว่า แล้วก็มีสหภาพแรงงานซึ่งสามารถหยุดงานได้เท่านั้น อันนั้นก็เป็นคําเปรียบเปรยที่ค่อนข้างที่จะไม่ดีเท่าไรนะครับ
ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจนั้นก็ประสบกับปัญหามาโดยตลอด ถึงแม้ว่ารัฐบาลทุกชุดที่เข้ามาก็จะพูดถึงเรื่องนโยบาย การปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ การผ่าตัด รัฐวิสาหกิจ นักวิชาการทุกคนก็พูดว่าต้องแก้ไขปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ ผมเชื่อว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากทุกชุดที่ผ่านมา ก็พูดถึงเรื่องของการแก้ไขปัญหา รัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น แต่การแก้ไขปัญหานั้นก็ไม่ประสบความสําเร็จ ทั้งนี้เพราะว่าการแก้ไข ปัญหารัฐวิสาหกิจนั้นมีปัญหาเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ผลประโยชน์ ของชาตินะครับ แต่เป็นผลประโยชน์ของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ นักการเมือง กระทรวง ทบวง กรมที่ดูแลรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ตัวรัฐวิสาหกิจนั้นเอง เพราะฉะนั้นในแนวทางแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจนั้น หรือแนวการปฏิรูปนั้น ผมคิดว่า ต้องแก้ไปที่ต้นตอของปัญหา นั่นก็คือเราต้องจํากัดจํานวนรัฐวิสาหกิจ หรือลดทอนจํานวน รัฐวิสาหกิจลงไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แนวทางที่เสนอมาในเรื่องของการทบทวน บทบาท และความจําเป็นขององค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ผมยังคิดว่า ควรที่จะกําหนดไปเลยว่าเราไม่ควรจะมีจํานวนรัฐวิสาหกิจมากเกินความจําเป็น ก็กําหนดไปเลยว่าต้องลดจํานวนรัฐวิสาหกิจลงให้น้อยที่สุด แล้วก็จํากัดการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ ให้น้อยที่สุดเช่นเดียวกัน
ส่วนในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างการกํากับดูแลและระบบการบริหาร จัดการนั้น เราก็น่าที่จะต้องมีการทดลองการบริหารรัฐวิสาหกิจในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การกําหนดให้มีการบริหารในรูปแบบของเอกชน ซึ่งเข้าใจว่าหลายรัฐวิสาหกิจก็ได้ดําเนินการ ไปบ้างแล้ว แต่อาจจะดําเนินการกันอย่างไม่เต็มที่ ไม่ได้ดําเนินการในแบบบริหารของเอกชน เต็มรูปแบบ ในลักษณะนี้ก็ควรจะต้องส่งเสริมให้มีการใช้วิธีการของเอกชนเข้ามาในการ ดําเนินการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวัดผลโดยระบบเคพีไอหรืออย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่าน่าจะมีการทดลองรูปแบบบริหารแบบใหม่ เช่นการจ้างเอกชน เข้ามาบริหารในระบบรัฐวิสาหกิจ โดยมีการกําหนดค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง โดยผูกพัน กับตัววัดผล ดัชนีการวัดผลต่าง ๆ แล้วในขณะเดียวกันก็อาจจะมีการให้เอกชนนั้นเข้ามาร่วม บริหารหรือแบ่งปันผลกําไร ถ้าในกรณีที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่แสวงหาผลกําไร หรือถ้าเป็น รัฐวิสาหกิจทางสังคมก็อาจจะมีการจัดตั้งตัววัดผลซึ่งเป็นดัชนีที่จะชี้วัดทางด้านประสิทธิภาพ หรือการบริการ ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีการวัดผลประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจได้นะครับ
ส่วนอีกประการหนึ่งนะครับ เรื่องของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งหลายท่าน อาจจะไม่ชอบคําพูดนี้ แต่ผมคิดว่ามันก็เป็นวิธีการอันหนึ่งซึ่งสามารถจะแปรรูป แล้วก็เป็นการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นั้นหลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นการทําให้รัฐวิสาหกิจนั้นตกไปอยู่ในมือของเอกชน แต่ความจริงแล้วเป็นการเพิ่มทุนของรัฐวิสาหกิจนั้นโดยที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐ มากจนเกินไป แล้วก็เป็นการสร้างระบบธรรมาภิบาล แล้วก็ความโปร่งใสให้กับรัฐวิสาหกิจ นั้นด้วย เพราะว่าในเมื่อเข้าไปอยู่ในการควบคุมดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วนี่ ก็จะมีผู้เข้ามาตรวจสอบดูแลเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากตัวผู้กํากับดูแลเองก็ยังมี ตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกํากับตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ประชาชนผู้ถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งอันนี้ก็เป็นการเพิ่มความโปร่งใส แล้วก็เพิ่มความเป็นเจ้าของของ รัฐวิสาหกิจนั้นด้วย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่กระผมใคร่ขอเสนอแนะ ต่อคณะกรรมาธิการได้นําไปพิจารณา แล้วก็ขอให้กําลังใจต่อคณะกรรมาธิการ ก็คิดว่าในเรื่องของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ เพราะระบบรัฐวิสาหกิจ ที่เลวร้ายนั้นก็คือมะเร็งร้ายของเศรษฐกิจครับ ขอขอบพระคุณ