ทัศนา บุญทอง หารือเรื่องรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชัน และเสนอแนะว่าควรใช้อุดิเตอร์ที่มีคุณสมบัติและมาตรฐานที่เหมาะสมเพื่อตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้น และเสนอให้ปรับปรุงการตรวจสอบและแยกรัฐวิสาหกิจออกมาให้สู้กันด้วยความยุติธรรมภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยุติธรรม
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอ ชื่นชมในความหาญกล้าในการที่เสนอปฏิรูประบบบริหารการจัดการรัฐวิสาหกิจ ผมมี ๒ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องรัฐวิสาหกิจนะครับ
ในประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าในส่วนของทางการเมืองเดิมทีการทุจริตคอร์รัปชัน ของเขาผ่านงบประมาณแผ่นดิน แต่ต่อมาหลังจากที่ดอกเตอร์ป๋วยได้วางแผนในส่วนของ ระบบงบประมาณได้อย่างดีก็ผันแปรไปที่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขก็เพิ่มขึ้นทุกปี แล้วก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะเยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการต่าง ๆ จะเห็นว่า รัฐวิสาหกิจตั้งแต่กรรมการได้รับการแต่งตั้งมันเป็นเหมือนการให้รางวัลในส่วนของทางการเมือง เอาไปอยู่ที่นั่นที่นี่ เพราะฉะนั้นในประเด็นแรกผมคิดว่าการตรวจสอบหรือออดิเตอร์ (Auditor) ของรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องใหญ่นะครับ จะเห็นว่าในการตรวจสอบของรัฐวิสาหกิจ นั้นสามารถเลือกได้ เลือกได้ตรงที่ว่าจะใช้ สตง. หรือสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ได้ หรือจะใช้บริษัทตรวจสอบที่อยู่ได้มาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ แต่เพียงแต่ว่าที่ถูก กล่าวอ้างก็คือถ้าใช้บริษัทใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์นั้นเสียค่าใช้จ่ายสูง ขณะเดียวกัน สตง. เสียค่าใช้จ่ายต่ํากว่า ก็จะใช้ สตง. เป็นส่วนใหญ่ มันต่างกันตรงไหนครับ ระหว่าง สตง. กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จริง ๆ เขามีมาตรฐานของเขาอยู่คล้าย ๆ กัน ถึงแม้ว่าจะจ้าง บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ออดิเตอร์ริง คอมพานี (Auditering Company) ในตลาดหลักทรัพย์ตรวจ สตง. ก็ยังตรวจอยู่ดีนะครับ เพียงแต่ความแตกต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นเขาดูริสก์ (Risk) เขาดูความเสี่ยงด้วย เขาไม่ดูแต่เพียงว่า การที่ไปซื้อนั้นซื้อตามที่กรรมการอนุมัติหรือเปล่า แต่เขาดูว่าสิ่งที่อนุมัติมานั้นมันมีอะไร ซ่อนอยู่หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นจะซื้อเครื่องบินสักลํา เป็นบริษัทวิสาหกิจที่เกี่ยวกับเครื่องบิน อย่างนี้นะครับ ถ้าไปซื้อเครื่องบินที่มันกินน้ํามันสูงแล้วบริษัทต่าง ๆ ในโลกนี้เขาไม่ใช้กัน อันนี้บริษัทตรวจสอบหรือออดิเตอร์ริง เขาก็จะบอกว่าอันนี้มันมีความเสี่ยง กรรมการอนุมัติ ไปได้อย่างไร การอนุมัตินั้นต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะฉะนั้นเขาดูตรงนี้ แต่ สตง. ไม่ได้ดูในเรื่องของริสก์คือความเสี่ยง อันนี้ก็คือความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราตรวจสอบเข้มข้นในส่วนนี้ผมคิดว่ากรรมการที่จะกล้าวางนโยบายไปในลักษณะ ที่อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ซ่อนอยู่หรืออะไรซ่อนอยู่ก็แล้วแต่จะได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราวางแบบในส่วนของการตรวจสอบชัดเจนนะครับ ปัญหาในเรื่องของ รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่แข่งกับภาคเอกชนในขณะนี้ก็จะลดหายไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราเพิ่มความเข้มงวดในส่วนของการตรวจสอบก็จะเป็นทางแก้อีกอันหนึ่ง อันนั้น คือประการที่ ๑
ในประการที่ ๒ นะครับ พรุ่งนี้จะมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. แข่งขัน ทางการค้า มีอยู่อันหนึ่งก็คือในส่วนของมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าซึ่งเกี่ยวข้อง กับเรื่องรัฐวิสาหกิจ ก็คือรัฐวิสาหกิจได้รับการยกเว้นนะครับ ซึ่งพระราชบัญญัติการแข่งขัน ทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ แต่ในปัจจุบันรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้ประกอบธุรกิจ อันเป็นการแข่งขันกับภาคเอกชนโดยตรง อีกทั้งรัฐวิสาหกิจประเภทธุรกิจหลัก อย่างเช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการขนส่ง ธุรกิจสื่อสาร ได้ถูกแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนไปแล้ว ภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงก่อให้เกิดการถ่ายโอนอํานาจผูกขาด และอํานาจของรัฐซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเดิมไปสู่รัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนโดยมีเอกชน เข้ามาลงทุนและถือหุ้นนะครับ ซึ่งรัฐวิสาหกิจดังกล่าวมุ่งเน้นไปเรื่องผลกําไรตอบแทนสูงสุด ให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่ได้รับการปกป้องในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตรงนี้จะต้องได้รับการปรับปรุง นะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกแล้วว่ารัฐวิสาหกิจมันมี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ อย่างที่อาจารย์สมบัติ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เพื่อสังคมกับเพื่อการพาณิชย์ เพื่อการพาณิชย์นั้น ถ้าเรามุ่งหวังในการที่จะให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่รองรับการลงทุน มีการแข่งขันเยอะ ๆ ตรงนี้ไปให้ผลประโยชน์แก่รัฐวิสาหกิจซึ่งแข่งขันในตลาด ได้รับสิทธิในการที่จะผูกขาดเช่นนี้ ได้อย่างไร แล้วใครจะกล้าเข้ามาทํามาค้าขายในบ้านเรานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าความมุ่งหวัง ในการที่จะเป็นเทรดดิง เนชัน (Trading nation) หรือจะเป็นประเทศที่ค้าขาย ลงทุนเยอะ ๆ แต่ยังแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจซึ่งดํารงสถานภาพอยู่ได้สะดวก มีคนมาคือเอากําไรด้วย เป็นรัฐวิสาหกิจด้วย แต่ได้รับการยกเว้นในส่วนนี้ก็เมินเสียเถอะที่จะ มีการลงทุนในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการแก้ไขในส่วนนี้ก็คงจะลําบาก ก็คิดว่าคงจะ สอดคล้องต้องกันกับกรรมาธิการเศรษฐกิจ ๑ ที่เสนอปฏิรูปตรงนี้ แต่ผมก็ขอเน้นว่าโดยสรุป ๒ เรื่องก็คือในเรื่องของการตรวจสอบกับเรื่องของการที่จะทําแยกรัฐวิสาหกิจ ในส่วนที่ทํากําไรนั้นออกมาให้สู้กันด้วยความยุติธรรมนะครับ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยุติธรรม ตรงนี้จะสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติค่อนข้างสูงครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์อรพินท์ สพโชคชัย ค่ะ