สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

ไพบูลย์ นลินทรางกูร รายงานผลการประชุมคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยหารือเรื่องการปฏิรูป ระบบรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจไทย และเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นให้รัฐวิสาหกิจที่สามารถทําได้ดีและไม่จำเป็นต้องเป็นของรัฐให้เอกชนเขาทําแทน และปรับปรุงประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงสถานะของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเสนอว่าหากไม่จำเป็นควรแปรรูปให้เป็นเอกชน เพื่อประหยัดเงินลงทุนและลงทุนในด้านการศึกษาหรือด้านอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง นะครับ ผมจะขออนุญาตจะรายงานลงในรายละเอียดนะครับ กับสิ่งที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้สรุปเบื้องต้นไปแล้วนะครับ วันนี้ก็จะมีอยู่ ๔ ประเด็นที่เรา จะมาคุยกันนะครับ หลักการเหตุผลว่าทําไมถึงควรมานั่งคุยกันเรื่องการปฏิรูป ระบบรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยนะครับ จะคุยเรื่องประเด็นปัญหาแนวทางการปฏิรูป และสุดท้ายก็จะลงถึงข้อเสนอแนะของเรานะครับ

ผมจะขอมาถึงหลักการเหตุผลก่อนนะครับ หรือที่เรียกว่า ความจําเป็น นะครับก็จะอยู่ในเอกสารที่ซีร็อก (Xerox) แจกให้ท่านเพื่อนสมาชิกนะครับ จะมีอยู่ ๕ เหตุผลหลักด้วยกันนะครับที่เราได้ศึกษาออกมาแล้วว่าเป็นเหตุผลหลักที่มีความจําเป็น ที่เราจะต้องคุยกันในเรื่องนี้ในวันนี้นะครับ เหตุผลแรกเลยก็คือกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนใหญ่ของประเทศไทยดําเนินการโดยรัฐวิสาหกิจของเรา ของเราจะแตกต่างกับประเทศ ที่เขาพัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่กิจการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคต่าง ๆ นี่เขาจะมีการให้ เอกชนมาดําเนินการ ส่วนภาครัฐก็จะผันตัวเองไปเป็นผู้กํากับดูแล คอยดูแลเรื่องมาตรฐาน การดําเนินการ ใครทําไม่ดีก็เปลี่ยนคนทํา แต่ของไทยความที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง สนามบิน พลังงาน ไฟฟ้า ประปาต่าง ๆ ยังดําเนินการโดยรัฐวิสาหกิจของไทย อันนี้ถือเป็นความจําเป็นครับ เพราะว่าถ้าเผื่อรัฐวิสาหกิจของไทยไร้ประสิทธิภาพก็หมายถึง เรากําลังส่งต่อความไร้ประสิทธิภาพเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะโครงสร้างพื้นฐาน คืออันที่สําคัญมากก็จะทําให้เอกชนไทยไม่มีความสามารถในการแข่งขันที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เพื่อไปแข่งกับชาวโลก และโดยเฉพาะเรากําลังอยู่ในช่วงที่กําลังจะลงทุน ในอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) รอบใหม่จะใช้เงินอีกหลายล้านล้านบาท ฉะนั้นถ้าเรา ไม่ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ดี ไม่เตรียมพร้อมรัฐวิสาหกิจของเราให้ดี โดยเฉพาะเรื่องระบบการดูแลจัดการเขาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอันนี้ก็จะทําให้ประเทศไทย ไม่มีทางที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ฉะนั้นอันนี้เป็นความจําเป็น ข้อที่ ๑ นะครับ

ข้อที่ ๒ ในหน้าถัดไปนะครับ ชัดเจนครับว่าวันนี้เซกเตอร์ (Sector) รัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นเซกเตอร์เล็ก ๆ อีกต่อไป สินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจที่ท่านประธาน ผมได้เรียนไปแล้วนะครับ ๑๑.๙ ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับจีดีพี (GDP) ของประเทศครับ ใหญ่มากนะครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ฉะนั้นไม่ได้เป็นเซกเตอร์เล็ก ๆ ที่เราไม่จําเป็น จะต้องให้ความสําคัญอีกต่อไป แล้วทีนี้ถ้าดูในแง่ของบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ เอาง่าย ๆ มีอยู่ ๕ บริษัทนะครับ รวมบริษัทลูกของเขาด้วยอีกประมาณ ๙ บริษัท มีทั้งหมดแค่ ๑๔ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๖๐๐ บริษัท คิดเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มูลค่าของรัฐวิสาหกิจนี่คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดรวม ฉะนั้นรัฐวิสาหกิจของไทยมีขนาดใหญ่ ตรงนี้มีความจําเป็น แต่มีความสําคัญมีขนาดใหญ่ แต่ไร้ประสิทธิภาพ

ในเหตุผลที่ ๓ ที่ผมจะให้ท่านดูก็คือความไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งอันนี้เป็นหัวใจหลักว่า ทําไมเราจะคุยกันเรื่องนี้ ดูอย่างไรครับไร้ประสิทธิภาพ ผมเอากราฟมาให้ท่านสมาชิกได้ดูกัน นะครับ กราฟแรกจะเป็นการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์หรือที่ภาษาอังกฤษ ทางบัญชีเรียกว่ารีเทิร์น ออน แอสเซท (Return on assets) ง่าย ๆ ก็คือเอากําไร ที่รัฐวิสาหกิจทําได้หารกับสินทรัพย์ที่เขามี คือต้องมีสินทรัพย์เท่าไรถึงจะผลิต กําไรนั้นออกมาได้ สมมุติมีสินทรัพย์ ๑๐๐ บาทผลิตกําไรได้ ๑ บาท ก็คือ ๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอีกคนหนึ่งมี ๑๐๐ บาทผลิตได้ตั้ง ๑๐ บาท ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่เอา ๑๐๐ บาท ไปผลิตได้ ๑๐ บาท ก็เก่งกว่าคนที่มี ๑๐๐ บาทผลิตได้แค่บาทเดียว รัฐวิสาหกิจของไทย ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจเดียวกันในภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจของไทยสู้ไม่ได้เลยครับ ตามกราฟ ที่ท่านได้เห็นไม่ว่าจะเป็นเซกเตอร์โทรคมนาคม เซกเตอร์โทรทัศน์ อสมท. ของเรา ถ้าเทียบกับช่อง ๓ ช่อง ๗ ก็สู้เขาไม่ได้ การบินไทยถ้าเทียบกับบางกอกแอร์เวย์ หรือสิงคโปร์แอร์ไลน์ ของเพื่อนบ้านเราก็สู้เขาไม่ได้ ปตท. บริษัทที่แข็งแรงที่สุดของเราแล้วเจเนอเรท (Generate) รายได้สูงสุดให้กับรัฐบาลทุก ๆ ปี ถ้าเทียบกับปิโตรนาส ก็สู้เขาไม่ได้ ฉะนั้นนี่คือ ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจไทย เพราะอะไรเดี๋ยวผมจะคุยให้ฟังนะครับ อันนี้เอาความจําเป็นก่อน หรือถ้าเราศึกษาไปมากกว่านั้น กราฟด้านล่างท่านจะเห็นว่า รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ที่ทํากําไรได้ตามการศึกษาของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็คือรัฐวิสาหกิจ ที่มีสิทธิผูกขาดในธุรกิจที่ตัวเองทําอยู่ หรือไม่มีการแข่งขัน แน่นอนธุรกิจที่ไม่มีการแข่งขัน เราก็ตั้งราคาได้ตามใจชอบถูกไหมครับอย่างไรก็ทํากําไรได้ รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนส่วนใหญ่คือใครครับ คือรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งกับชาวบ้านไม่ว่าจะเป็น การบินไทยซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีความหมายแล้ว การเป็นเนชันแนล แอร์ไลน์ (National Airline) เพราะตอนนี้แข่งกันทั่วโลกก็สู้เขาไม่ได้ รถไฟถึงแม้จะทําอยู่คนเดียวแต่ว่าต้องแข่งกับโหมด (Mode) การขนส่งด้านอื่นก็สู้เขาไม่ได้ ขาดทุน อันนี้คือเหตุผลความจําเป็นหลักที่จะต้อง มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วจะต้องทําอย่างไร ไม่อย่างนั้นอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ความไร้ประสิทธิภาพมันจะมีกับเศรษฐกิจไทยไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือ

ข้อ ๔ นอกจากไร้ประสิทธิภาพแล้วจํานวนขาดทุน เม็ดเงินที่ขาดทุนสะสม กันมายาวนานมันสูงเหลือเกิน ผมลิสท์ (List) ให้ดูเป็นยอดขาดทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ ถึง ณ สิ้นปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ยังไม่ออกนะครับ ปี ๒๕๕๖ มีอยู่ ๑๐ ราย แค่ ๓ รายแรก ที่อยู่ในเซกเตอร์ ขนส่งเราจะคุ้นเคยชื่อกันดีนะครับ อาจจะอ่านเองได้นะครับ ๓ คนนี้รวมกัน ก็เกือบจะ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสะสมกันมา ถ้ารวมปี ๒๕๕๗ เข้าไป ผมคิดว่ามีอีกเยอะ บริษัทสายการบินอะไรก็ดีที่เราเห็นกันนี้ขาดทุนอีกมโหฬารเลยใส่กันเข้าไปคงเพิ่มอีกเยอะ และไหนจะบริษัทในเซคเตอร์โทรคมนาคมซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีเงินค่าสัมปทาน เข้ามาแล้วจากเอกชน เดิมเคยอยู่ได้เพราะเงินสัมปทานที่ได้รับจากเอกชน ตอนนี้ต้องผลิต กําไรเองด้วยศักยภาพตัวเองก็คงจะขาดทุนกันอีก ตรงนี้เป็นความสําคัญเพราะขาดทุน เยอะ ๆ หมักหมมเยอะ ๆ ภาระก็เป็นของเรา

เหตุผลสุดท้าย จริง ๆ มีเยอะกว่านี้นะครับ แต่วันนี้เอามาแค่ ๕ ข้อ สุดท้าย ก็คือฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจไทยโดยภาพรวมถือว่าอ่อนแอมากถ้าเทียบกับ บริษัทเอกชน ถ้าบริษัทเอกชนมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่เกือบ ๔ เท่าแบบนี้นะครับ ท่านที่เป็นนักธุรกิจจะทราบดีต้องปรับโครงสร้างหนี้แล้วครับ อยู่ไม่ได้ หนี้ต่อทุนหรือดีอี เรโช (DE Ratio) ซึ่งเฉลี่ยมาตรฐานของโลกนี้เขาต่ํากว่า ๑ เท่า เขาอยู่ประมาณสัก .๕ .๖ เอกชนไทย อยู่ประมาณสัก ๑ เท่ากว่า ๆ รัฐวิสาหกิจไทยเกือบ ๔ เท่าขึ้นมาตลอด เพราะอะไรครับ เพราะหนี้มันขึ้นมาตลอด ขาดทุน ทุนก็กินทุน มีเงินไม่พอก็กู้หนี้เข้ามา

๕ เหตุผลหลักที่ผมเรียนไปแล้วคือเหตุผลที่เรามาคุยกันในวันนี้นะครับ สําคัญมากเพราะว่าดําเนินกิจการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของประเทศ ใหญ่มาก เท่าเศรษฐกิจไทยแต่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดทุนสะสมเป็นจํานวนมากแล้วก็สู้เขาไม่ได้ เพราะอะไรทําไมรัฐวิสาหกิจไทยถึงมายืนอยู่จุดนี้ในวันนี้ได้ หน้าถัดไปนะครับ คณะกรรมาธิการเราก็ลิสท์ออกมาอยู่ ๕ เหตุผลหลักนะครับ อาจจะมีมากกว่านี้

เหตุผลแรกเลยนะครับ ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องขยายความกันมากก็คือ การถูกแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่วนมากมักจะเป็นภาคการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การตั้งคณะกรรมการเข้ามาโดยไม่ได้ดูในแง่คุณสมบัติที่ควรจะมี คุณสมบัติที่รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ควรจะได้ในแง่ของกรรมการที่มาช่วยทําหน้าที่ การเปลี่ยนกรรมการบ่อยครั้งเท่ากับการ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่ดูแล อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนักทําให้ขาดความต่อเนื่อง และที่สําคัญ จะมีการใช้รัฐวิสาหกิจเพื่อเป็นเครื่องมือในการดําเนินนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ได้คํานึงถึง ผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น ตรงนี้เป็นที่ท่านประธานผมได้เรียนแล้ว ซึ่งเดี๋ยวผมจะเข้า ในรายละเอียดว่าทําไมจะต้องมีการทําบัญชีแยกชัดเจน ถ้าจะใช้รัฐวิสาหกิจในการดําเนิน นโยบายทางการเมือง ใช้ได้ แต่ต้องบอกให้ชัดเจนคุณจะเอาเงินจากงบประมาณส่วนไหน มาคืนให้และต้องพูดให้ชัดเจนก่อนทํานโยบายนั้นเพื่อที่จะเป็นที่รู้กันว่าขาดทุนเพราะคุณ อันนี้ก็เป็นข้อแรกนะครับ

ข้อที่ ๒ ระบบการกํากับดูแลบริหารจัดการถ่วงดุลอํานาจของรัฐวิสาหกิจ ถือว่าไร้ประสิทธิภาพและไม่เพียงพอ บ่อยครั้งที่กระทรวงเจ้าสังกัดจะทําหน้าที่เป็นทั้งผู้ออก นโยบายและเป็นทั้งผู้กํากับดูแล และเป็นผู้สั่งการรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ทุกอย่าง ในคนคนเดียวกัน แน่นอนครับ คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เต็มที่เลย ถ่วงดุลอํานาจไม่มีเลย อันนี้เดี๋ยวผม จะลงรายละเอียดนะครับ แต่อันนี้เป็นระบบที่จะต้องมีการแก้กันอย่างที่ท่านประธาน ผมได้เรียนแล้วนะครับ

อันที่ ๓ เป้าหมายการทํางานไม่ชัดเจนครับ เป้าหมายทางสังคม เป้าหมาย ทางธุรกิจ เป้าหมายเชิงพาณิชย์ ไม่มีการแยกออกมาให้ชัดเจน ฉะนั้นเวลาจะมาดูรัฐวิสาหกิจ ที่ขาดทุน รัฐวิสาหกิจนั้นก็จะบอกว่าขาดทุนก็เพราะต้องทําเพื่อสาธารณะ ขาดทุน เพราะผมต้องทําเพื่อสังคม อันนี้ถือว่าเป็นคําตอบที่ไม่ถูกต้องนะครับ ฉะนั้นแต่ถ้าเรามี ตัวชี้วัดที่ชัดเจนแบ่งบัญชีกันให้ชัดเจนภายในเลย อันนี้เพื่อสังคม อันนี้เพื่อประสิทธิภาพ ในการทําธุรกิจของคุณ มันก็จะมีความชัดเจนมากขึ้นนะครับ

อันที่ ๔ ซึ่งสําคัญก็คือได้รับการโอบอุ้มมาก จนทําให้ขาดแรงจูงใจในการ ที่จะกลับไปพัฒนา บางองค์กรเราเห็นอยู่แล้วครับ ขาดทุนทุกปี ผู้บริหารก็อยู่กันได้ พนักงาน ก็ไม่ต้องมีแอคเคาท์ทาบีลิตี (Accountability) ความรับผิดชอบก็ไม่มี เงินหมด รัฐก็ใส่เงินเพิ่ม เงินหมดก็กู้มาโปะให้ เพิ่มทุนให้เต็มที่ ถ้าผมเป็นบริษัทเอกชนได้แบบนี้ผมก็ไม่ต้องพัฒนา สบายครับ มีผู้ถือหุ้นผมใจดีมาก ใส่เงินเข้ามาให้ตลอด แล้วนี่ก็คือเหตุผลข้อสุดท้ายประเด็น สําคัญใหญ่สุดก็คือไม่มีคนทําหน้าที่เจ้าของ รัฐวิสาหกิจของไทยประชาชนทุกคน เป็นเจ้าของ แต่ ณ วันนี้กระทรวงการคลังทําหน้าที่ผู้ถือหุ้น แต่คนที่ทําหน้าที่เจ้าของ มันไม่มี คําว่า เจ้าของ คืออะไรครับ เจ้าของ ก็คือถ้าเป็นบริษัทเราเองขาดทุน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมคงเรียกผู้บริหารมาชี้แจงแล้ว เกิดอะไรขึ้น แต่ของเราครับ ขาดทุน กัน ๒ แสนล้านบาท เฉย ไม่ต้องชี้แจง ไม่มีอะไรเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ประสิทธิภาพไม่มี ไม่เป็นไร เพราะไม่มีคนทําหน้าที่เจ้าของ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเข้ารายละเอียดนะครับ อันนี้ คือประเด็นปัญหาหลักของรัฐวิสาหกิจว่าทําไมเราถึงมาถึงจุดนี้ในวันนี้นะครับ ทีนี้เราลองมา ดูหน้าต่อไปเป็นโครงสร้างจริง ๆ ถ้าดูโครงสร้างการกํากับดูแลก็ดูเหมือนดูดีนะครับ ก็เรายังมี คณะรัฐมนตรีส่งนโยบายลงมา ก็มีกระทรวงการคลัง กระทรวงเจ้าสังกัด กระทรวงแรงงาน แต่ละคนก็ทําหน้าที่กํากับดูแลรัฐวิสาหกิจในเรื่องการส่งต่อนโยบายลงมา สภาพัฒน์ก็มีหน้าที่ ในการดูเรื่องการลงทุน มีสํานักงบประมาณ มีคณะกรรมการต่าง ๆ มีองค์กรกํากับดูแล เยอะแยะไปหมดเลย ดูดีเลยนะครับในแง่ของ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ในแง่ของ คอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ มีการจัดการกันได้ดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันหาเป็น เช่นนั้นไม่ ทางปฏิบัติเป็นอย่างไรครับ ข้อที่ ๑ การแทรกแซงทําอยู่ตลอดเวลา ผ่านมาที่ กระทรวงเจ้าสังกัด ถึงแม้จะดูเหมือนมีองค์ประกอบเยอะ แต่คนที่มีบทบาทสําคัญ ณ วันนี้ ที่สุดในการดูแลรัฐวิสาหกิจหรือกํากับดูแลหรือสั่งการก็คือกระทรวงเจ้าสังกัด กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถ้าเป็นของเอกชนผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนส่งคนไปทําหน้าที่ กรรมการแทนตัวเองเพื่อดูแลบริษัทตัวเอง แต่ในกรณีรัฐวิสาหกิจกระทรวงเจ้าสังกัดส่วนใหญ่ จะมีสิทธิในการนอมิเนท (Nominated) คนของตัวเองเข้าไปนั่ง เพื่อไปทํานโยบาย ที่ตัวเองต้องการ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องถูกแก้ไข ไม่อย่างนั้นก็แทรกแซงกันตลอดเวลา

ที่ ๒ ที่ท่านประธานผมได้เรียนแล้วเป็นข้อใหญ่ก็คือเราไม่ได้มีการแยก บทบาทของผู้ออกนโยบาย ผู้กํากับดูแล ผู้รับนโยบาย และเจ้าของออกจากกันให้ชัดเจน ถึงแม้บนเปเปอร์ (Paper) จะดูเหมือนมี แต่ในทางปฏิบัติไม่มี กระทรวงการคลังแทบ ไม่มีอํานาจที่จะทําตัวเป็นเจ้าของ เจ้าของก็หมายถึงจะต้องผลักดันหรือจะต้องเป็นตัวคาน การแทรกแซงทางการเมือง แต่ทําสิ่งอย่างนั้นไม่ได้ ก็เลยทําให้รัฐวิสาหกิจเกิดปัญหาขึ้น นะครับ ก็เลยไม่มีใครทําหน้าที่ ฉะนั้นตรงนี้เป็นสําคัญมาก จะถ่วงอย่างไร จริง ๆ หน่วยงาน ที่จะถ่วงดุลอํานาจได้ดีที่สุดก็คือผู้กํากับดูแล ถ้าผู้กํากับดูแลสามารถออกกฎเกณฑ์มาตรฐาน ต่าง ๆ ให้รัฐวิสาหกิจทํางานให้มีประสิทธิภาพ การสั่งจากกระทรวงเจ้าสังกัดอาจจะ ไม่สามารถทําได้เต็มที่เหมือนทุกวันนี้นะครับ

ข้อที่ ๓ เป้าหมายคลุมเครือ อันนี้ก็เป็นอะไรที่สําคัญ ทั้งเป็นเอคซคิวส์ (Excuse) ว่าขาดทุนก็เพราะต้องทําเป้าหมายให้สังคมเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นจะต้องจัดการ ตรงนี้ให้ดี หรือใครที่ไม่มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์เลยก็อย่าเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอันนี้จะเป็น ข้อเสนอของเราด้วยนะครับ

ข้อที่ ๔ สุดท้ายใครเสียประโยชน์ครับ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายคือประชาชนครับ ต้องใช้ของแพง สาธารณูปโภคต้องแพงกว่าที่ควรจะเป็น เราอาจจะบอกไม่แพง เพราะให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนได้ ให้ซับซิดี (Subsidy) มา แต่อันนั้น ก็เป็นภาระของรัฐ แต่ถ้าเรามีรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพเราก็ไม่จําเป็นให้ภาครัฐมาซับซิดี หรือถ้าทําไม่ได้ก็ให้เอกชนเขาทํา ซึ่งเดี๋ยวผมจะเป็นข้อเสนอ

ส่วนสุดท้ายที่ขาดจริง ๆ ที่จะมาคานอํานาจตรงนี้ ชาร์จ (Charge) นี้ได้จริง ๆ ก็คือองค์กรเจ้าของ ซึ่งท่านประธานผมได้เรียนไปแล้วว่าไม่มีหน่วยงานตรงนี้ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น แต่ยังทําหน้าที่นี้ได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้ามีองค์กรเจ้าของที่มีพันธกิจ ชัดเจนเพื่อมารักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครเข้ามา รักษาผลประโยชน์รัฐวิสาหกิจ มีแต่จะเข้ามาถลุงรัฐวิสาหกิจ ดูแลธรรมาภิบาล ฐานะการเงิน และป้องกันการแทรกแซงของทุกฝ่าย ตรงนี้จะทําให้รัฐวิสาหกิจเราเข้มแข็งขึ้น ผมพูดไป ๒ เรื่องแล้วนะครับ ความจําเป็น ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะอะไร เราลองมาดูและจะแก้กันอย่างไร แนวทางการปฏิรูป ท่านประธานผมได้เรียนไปแล้วมีอยู่ ๓ ทาง ทบทวน ปรับปรุง แล้วก็ ยกระดับ ทบทวนความจําเป็นของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ใครไม่จําเป็นแล้วไม่ควรเป็น รัฐวิสาหกิจ เดี๋ยวจะลงรายละเอียดนะครับ ปรับปรุงระบบโครงสร้างการกํากับดูแล การบริหารจัดการ แยกออกมาเป็น ๔ ส่วนให้ชัดเจน แล้วก็ยกระดับธรรมาภิบาลให้เทียบเท่า สากล อย่างน้อย ๆ ให้เทียบเท่าบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในแง่การเปิดเผย ข้อมูล เพราะข้อมูลเท่านั้นถึงจะนํามาซึ่งความโปร่งใสในการดําเนินการ ทบทวนอย่างไร นะครับ

ขอเข้ามาในรายละเอียดเรื่องการทบทวน ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วนี่ นะครับ รัฐไม่ควรที่จะทําธุรกิจแข่งกับเอกชน อันนี้คือหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ หรือรัฐ ควรจะทําด้านกิจการโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่เอกชนเขาไม่อยากทํา หรือเขาไม่สามารถทําได้ เพราะลงทุนมหาศาลและไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจกลับมา เช่น ลงทุนสร้างถนน สร้างรางรถไฟ เหล่านี้นะครับ รัฐก็ต้องทํา หรือทําเพื่อยุทธศาสตร์ ความมั่นคงของประเทศ เช่นระบบส่งไฟฟ้าเหล่านี้ รัฐก็ต้องเป็นคนทํา แต่อย่างอื่นประเทศ พัฒนาแล้วเขาให้เอกชนเป็นคนทํา รัฐก็เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ตัวเองมาเป็นผู้กํากับดูแล อยากได้มาตรฐานแค่ไหนสั่งเขาไป เขาทําไม่ได้ก็เปลี่ยนคน มีคนพร้อมทําแน่ถ้าเป็นธุรกิจ ที่เขาอยากทํา ฉะนั้นข้อเสนอแรกของเราทบทวนบทบาททุกรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่ตั้งมาจนถึง ปัจจุบันนี้ยังทําหน้าที่เดิมหรือไม่ และยังมีความจําเป็นที่จะต้องเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ถ้าเอกชนเขาทําได้แล้วและทําได้ดีกว่าก็ให้เขาทําไป อะไรที่เป็นเรื่องความสําคัญของประเทศ ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ ก็เก็บไว้ทําเอง แต่เก็บไว้ทําเองก็จะต้องมีการปรับปรุงพันธกิจ ให้ชัดเจน ทําเฉพาะในกรอบที่ตัวเองจะต้องทํา ไม่ใช่เหมือนบางธนาคารซึ่งตั้งขึ้นมาสมัยก่อน เพื่อสอนให้เด็กออมเงิน แต่วันนี้ธนาคารนี้เอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ แข่งกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งมันผิดพันธกิจไปแล้ว นอกจากนั้นแล้วก็จะต้องมีการ ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดําเนินการให้เทียบเท่าเอกชน แล้วก็เพิ่มธรรมาภิบาลให้สูงขึ้น ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าจะเก็บไว้ก็ต้องทําแบบนี้

กลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่จะต้องเปลี่ยนสถานะ อย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ถ้าเป็นธุรกิจ ที่เอกชนเขาทําแล้ว ยกตัวอย่างโทรคมนาคม มีหมดแล้ว เอกชนทํากันเยอะแยะ จําเป็นไหม ว่ารัฐจะต้องทํา อันนี้ต้องมาคิดกันดี ๆ ธนาคารพาณิชย์จําเป็นหรือไม่รัฐจะต้องเป็นเจ้าของ ธนาคารพาณิชย์ ๑ แห่ง เพื่ออะไร จําเป็นหรือไม่เราจะต้องมีเนชันนอล แอร์ไลน์ สายการบิน แห่งชาติ ตอนนี้ทั่วโลกเขาไม่มีกันแล้ว เราต้องมีหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวน ถ้าไม่จําเป็น ก็เปลี่ยนสถานะทิ้งแปรรูปออกไป เป็นเอกชน เป็นอะไรก็ว่ากันไป เฉพาะที่ไม่จําเป็นนะครับ จําเป็นก็เก็บไว้ ถ้าไม่จําเป็นแปรออกไป หรือองค์กรที่ทําเฉพาะเป้าหมายทางสังคม ไม่ได้มีเชิงพาณิชย์เลย อย่างเช่นท่านประธานได้เรียนไปแล้ว เรื่ององค์การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยการท่องเที่ยว หรือการกีฬาแห่งประเทศไทยควรเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ จริง ๆ ถ้าเปลี่ยนสภาพไปเป็นองค์การมหาชนหรือเป็นหน่วยงานของรัฐอาจจะ มีความคล่องตัวในการดําเนินการมากกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ ฉะนั้นจะต้องทบทวนกันใหม่หมด

และสุดท้ายต้องยกเลิกรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่เอกชนเขาดําเนินการได้อยู่แล้วหรือพร้อมจะมาดําเนินการแทน และเราก็ผันตัวเองไปเป็น ผู้กํากับดูแล อย่างนี้จะเวิร์ก (Work) กว่า ประหยัดเงินลงทุนและเอาเงินลงทุนไปลงทุน ในด้านการศึกษาหรือด้านอะไรที่มันจะมีประโยชน์มากกว่า และเอกชนทําไม่ได้นะครับ ทีนี้มีใครบ้างวันนี้ หน้าถัดไปนะครับ เราคงไม่ลงว่าจะทําอะไรกับใครเพราะวันนี้ เป็นคอนเซพชวลดีไซน์ (Conceptual Design) แต่มาให้ท่านสมาชิกได้เห็นมี ๕๖ แห่ง แล้วก็แคททะกอไรซ์ (Categorize) หรือแบ่งตามกลุ่ม จะเห็นว่าขนส่งก็จะมีอยู่ ๑๐ แห่ง สถาบันการเงินมีอีก ๑๐ แห่งจะสูงสุดนะครับ ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับเพื่อเป็นการ ประหยัดเวลาแล้วก็หน้าถัดไปนี้ก็จะเป็นในเรื่องของรายชื่อถ้าแบ่งตามสังกัดกระทรวง อันนี้ก็คงต้องไปทบทวนใหม่หมดวันนี้เราคงขายเรื่องดีไซน์ (Design) ก่อนนะครับ

ตอนนี้ทบทวนไปแล้วข้อที่ ๒ ก็ต้องปรับปรุง อย่างที่ท่านประธาน ผมได้เน้นย้ําเลยปรับปรุงสทรัคเจอร์ (Structure) ใหม่น่าจะมีหน้าตาคล้าย ๆ แบบนี้นะครับ ง่าย ๆ ก็คือแยกกันให้ชัด พอลีซี เมกเกอร์ หรือผู้กําหนดนโยบายคุณก็ส่งนโยบายลงมา แต่คุณอย่าไปก้าวก่ายเรื่องอื่น ผู้กํากับดูแลคุณก็เซ็ท (Set) มาตรฐานเลย นโยบายนี้ ราคาสินค้าควรจะเป็นอย่างไร มาตรฐานการให้บริการควรจะเป็นอย่างไรคุณก็หยุดอยู่แค่นั้น และบังคับให้เขาทําให้ได้ แม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดก็จะต้องถูกกํากับดูแลใช้กฎเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสมือนหนึ่งเขากําลังแข่งกับชาวบ้านอยู่ถึงแม้ไม่ได้แข่งกับใคร จะเช้าชามเย็นชามไม่ได้ ถึงแม้เป็นธุรกิจผูกขาด แล้วก็โอนเนอร์ องค์กรเจ้าของจะต้องมา รักษาสิทธิ รักษาประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจให้อย่างเต็มที่ ต้องมีไฟแนนเชียลอินดิเคเตอร์ (Financial Indicator) ต่าง ๆ มาวัดความสามารถของผู้บริหารถ้าทําไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน อย่างนี้ผมคิดว่าถ้าเป็นระบบแบบนี้จะมีการถ่วงดุลอํานาจเช็กแอนด์บาลานซ์ ที่ชัดเจน จะป้องกันคอนฟลิคท์ ออฟอินเทอเรสท์ชัดเจน ป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง ได้ค่อนข้างดี แล้วก็น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจได้นะครับ หน้าถัดไปก็เป็นการ ลงรายละเอียดว่าพอลีซีเมกเกอร์ เรกกูเลเตอร์ (Regulator) โอนเนอร์ โอเพอเรเตอร์ ควรจะทําอะไร ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่ว่าองค์กรที่จะมาทําหน้าที่กํากับดูแล อย่างที่เราได้เรียนไปแล้วนะครับ ว่าตอนนี้มียังไม่ครบทุกธุรกิจ ธุรกิจอย่างพลังงานมีแล้ว โทรคมนาคม การเงิน ตลาดทุนมีแล้ว แต่อย่างขนส่งละครับมีไหม ง่าย ๆ ก็คือว่าอะไรที่ไม่มี ควรจะมีเสีย เพื่อเป็นการดูแลเรื่องมาตรฐานการให้บริการราคาต่าง ๆ และเพื่อที่จะเอา ความรับผิดชอบนี้ออกมาจากกระทรวง ไม่อย่างนั้นรัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของกระทรวงก็สามารถ ที่จะทั้งกํากับดูแลและส่งต่อนโยบายทําให้ไม่มีการถ่วงดุลอํานาจตรงนี้ก็เป็นอะไรที่สําคัญ แล้วก็พีเอสเอ แอคเคานท์ (PSA Account) พับลิก เซอร์วิส แอคเคานท์ ที่ท่านประธาน ผมได้เรียนนะครับ ถ้าเผื่อพอลีซีเมกเกอร์อยากที่จะใช้รัฐวิสาหกิจใดรัฐวิสาหกิจหนึ่ง ในการช่วยทํานโยบายคุณบอกมาเลยต้นทุนเท่าไร คุณจะเอาเงินงบประมาณมาคืนผมเมื่อไร แล้วทําบัญชีให้ชัดเจน ชี้แจงให้ประชาชนทราบเลยนะที่ผมจะขาดทุนเรื่องนี้เพราะคุณมาใช้ ผมทําเรื่องนี้ หรือโอนเนอร์ คอมพานี (Owner Company) จะต้องเป็นตัวคานเอาไว้ไม่ให้ เข้ามาใช้ได้อย่างง่ายดายเกินไป หน้าต่อไปถ้าเรามีองค์กรเจ้าของที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา ตั้งขึ้นมาแล้วผมก็เชื่อว่ารัฐวิสาหกิจก็น่าจะสามารถที่ดําเนินกิจการตามเป้าหมายอย่างที่ เราอยากจะเห็นก็คือทําพันธกิจเฉพาะที่ควรจะทํามีบูรณาการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ของประเทศ ทําอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ทําอย่างโปร่งใสไม่ทุจริต แล้วก็สามารถ บริหารสินทรัพย์ของชาติให้เกิดมูลค่าและก่อประโยชน์สูงสุดนะครับ

แนวทางการปฏิรูปข้อที่ ๓ คือการยกระดับธรรมาภิบาล อันนี้ผมคิดว่า คงไม่จําเป็นจะต้องลงรายละเอียด ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าคอร์เพอเรท กัฟเวอร์นแนนซ์ (Corporate Governance) บรรษัทภิบาลในประเทศไทยนี้ ตอนนี้ถ้าท่านสมาชิกไม่เคยเห็น ข้อมูลในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ระดับของบรรษัทภิบาลหรือคอร์เพอเรท กัฟเวอร์นแนนซ์ แรงกิ้ง (Corporate Governance Ranking) ของประเทศไทยตอนนี้ อยู่อันดับ ๑ ของเอเชียนะครับ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทําโดยองค์กรที่เขาดูเรื่องคอร์เพอเรท กัฟเวอร์นแนนซ์ เราสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ สูงกว่า ฮ่องกง สูงกว่าประเทศญี่ปุ่น เพราะอะไรครับ เพราะว่าตลาดทุนมีระบบของการที่ดูแล เรื่องพวกนี้ค่อนข้างดี รัฐวิสาหกิจอยากจะให้ใช้กฎเกณฑ์เดียวกันไม่จําเป็นจะต้องเข้าไป จดทะเบียนแต่เราควรจะมีแนวทางในการกํากับดูแลเขาให้เข้มงวด ให้เขาใส่ใจเรื่องไม่ว่า จะเป็นเรื่องทรานสแพเรนซี (Transparency) ความโปร่งใส อินทิกริที (Integrity) ความซื่อตรง และแอคเคานท์ทิบิลิตี้ ความรับผิดชอบ ซึ่งมีน้อยมาก สุดท้ายมันก็จะทําให้ ลดการเกิดคอร์รัปชัน ลดการแทรกแซง และลดการนํารัฐวิสาหกิจไปใช้เป็นเครื่องมือ ก็เป็นรายงานของเรา ตอนนี้ในแง่ข้อเสนอเราจะเสนออะไรนะครับ มี ๓ เรื่องที่จะเสนอ

อันแรกเลยอยากจะเสนอให้รัฐบาลหรือ คนร. ที่จะมีการตั้งขึ้นมาใหม่ ธุรกิจไหนควรให้เอกชนทํา อยากให้ทบทวนให้หมด แล้วก็แบ่งเป็นกลุ่ม แล้วก็อยากให้มี ไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจนว่าจะจัดการหรือมีแนวทางอย่างไรที่จะจัดการกับรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ควรเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป อันนั้นเป็นข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ อยากจะเสนอให้มีการปรับโครงสร้างระบบการบริหารจัดการ ระบบการกํากับดูแลเป็น ๔ ส่วนอย่างที่เราได้เรียนไว้แล้ว ชัด ๆ เลย นโยบาย ก็อยู่ส่วนนโยบายพอลิซี เมกเกอร์ นั่นคือกระทรวงเจ้าสังกัดทําหน้าที่นั้นไป เรกกูเลเตอร์ ใครยังไม่มีควรจะมีเสีย ใครมีแล้วต้องทําให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่มีแต่ชื่อแต่ยังกํากับ ดูแลได้ไม่ดี บริการที่เอกชนได้ยังแพงเกินไป อันนี้ก็ถือว่าไม่ได้ผล

อันที่ ๓ โอนเนอร์ คอมพานี สําคัญมาก รูปแบบไหนว่ากันได้ในอนาคต เพียงแต่ว่าคอนเซพ (Concept) ก็คือจะต้องมีคนมาช่วยพวกเราประชาชนทุกคนทําหน้าที่ เจ้าของในการรักษาผลประโยชน์และทําให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

แล้วส่วนที่ ๔ ก็คือรัฐวิสาหกิจก็จะต้องทําเฉพาะตามพันธกิจ เป้าหมาย ที่กําหนดไว้โดยคณะกรรมการ ถ้าจะต้องเบี่ยงเบนออกไปจะต้องตอบสังคมให้ได้ก่อนจะใช้ เขาไปทําสิ่งนั้นเพราะเหตุใด

ข้อสุดท้ายข้อเสนอของเรา ความที่องค์กรเจ้าของเป็นสิ่งใหม่ในประเทศไทย จําเป็นจะต้องมีการออกกฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งองค์กรเจ้าของนี้ ก็อยากจะเสนอให้ รัฐบาลช่วยศึกษาเรื่องนี้แล้วช่วยร่างกฎหมายนี้ออกมาจัดตั้งให้มีองค์กรเจ้าของนี้ขึ้น จะเป็น ๑ แห่ง จะเป็นกี่แห่งก็แล้วแต่ความจําเป็น รูปแบบไหนก็ว่ากันอีกทีเพื่อให้สามารถ ทําพันธกิจที่ควรจะทําได้ ขอบคุณครับ