สมชัย ชี้รัฐวิสาหกิจมีปัญหาบทบาททับซ้อน เสนอแยกบัญชี PSA

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

สมชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง นำเสนอรายงานแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ โดยชี้ให้เห็นปัญหาหลักคือความสับสนและขาดความชัดเจนในการแยกแยะบทบาทหน้าที่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการทับซ้อนกันของหน้าที่ทั้งสี่อย่าง ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล เจ้าของกิจการ และผู้ดำเนินการให้บริการ ทำให้ระบบบริหารจัดการปัจจุบันยังมีประสิทธิภาพต่ำ สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือเรื่องบทบาทและหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจในฐานะเครื่องมือของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายสาธารณะ เช่น การให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือบริการฟรี โดยเสนอให้มีการแยกบัญชีบริการสาธารณะ (PSA) เพื่อชดเชยต้นทุนที่รัฐกำหนด และเรียกร้องให้มีกฎหมายชัดเจนเพื่อประเมินผลงานอย่างยุติธรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนาดและขอบเขตการดำเนินงานที่ขยายตัวจนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิก สปช. ผู้ทรงเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขออนุญาตนําเสนอรายงานในเรื่องแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจของไทยเวลานี้มีขนาดใหญ่โตมากขึ้นทุกที ขณะนี้มีทรัพย์สินรวมถึง ๑๑.๘ ล้านล้านบาท แล้วก็มีรายได้รวมกันในปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมานี้ถึง ๒๙๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ความสําคัญแล้วก็มีขนาดใหญ่ แต่ว่าการบริหารจัดการ ระบบรัฐวิสาหกิจ คือระบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจยังมีปัญหาอีกมากนะครับ ผมจะสรุปประเด็นปัญหาเท่าที่ศึกษาและค้นพบมาว่ารากเหง้าของปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ไหน

ประการแรก คือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ยังมีความสับสนและขาดความชัดเจนในการแยกแยะบทบาทว่าใครทําหน้าที่อะไร โดยทั่วไป ในการบริหารจัดการงานสาธารณะก็จะมีบทบาทที่สําคัญอยู่ ๔ อย่าง

อันที่ ๑ คือเป็นผู้กําหนดนโยบายที่เรียกว่าพอลีซี เมกเกอร์ (Policy Maker)

อันที่ ๒ ก็คือเป็นหน่วยกํากับดูแล เป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นผู้กํากับ กติกา

อันที่ ๓ คือผู้ที่ทําหน้าที่เป็นเจ้าของกิจการ เหมือนเอกชนทั้งหลายต้องมี เจ้าของนะครับ

อันที่ ๔ ก็คือว่าเป็นผู้ดําเนินการให้บริการ เป็นโอเพอเรเตอร์ (Operator) หรือเป็นโพรไวเดอร์ ออฟ เซอร์วิส (Provider of Services) แต่ว่าหน่วยงานของไทยไม่มี การแยกให้เห็นถึงความชัดเจนอย่างนั้น แล้วก็มักจะทําหน้าที่ ๒ อย่างพร้อมกัน หรือทําหน้าที่ หลายอย่าง หรือว่าทําหน้าที่ทับซ้อนกัน ก็เลยทําให้เป็นปัญหาในการบริหารจัดการ รัฐวิสาหกิจ

ประเด็นต่อไปก็คือว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งขาดทุนและเป็นภาระ ต่องบประมาณ ทีนี้เนื่องจากว่าการแบ่งหน้าที่การบริหารจัดการไม่ชัดเจนก็เลยแยกไม่ออก ไม่รู้ว่าขาดทุนเพราะว่าบริหารไม่ดี ด้อยประสิทธิภาพ หรือขาดทุนเพราะว่าไปทําภารกิจ ซึ่งรัฐบาลสั่งให้ทํา ตรงนี้ถ้าหากไม่จัดระบบใหม่ให้ชัดเจนก็ยังจะเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป นอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานบางหน่วยซึ่งเวลานี้เรียกว่ารัฐวิสาหกิจ แต่ความจริงธรรมชาติ ของงานที่ทํา มันเป็นภารกิจสาธารณะ เป็นงานพับลิก ฟังก์ชัน (Public Function) เป็นหน้าที่ของรัฐ อย่างเช่นการส่งเสริมการกีฬา หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวพวกนี้ไม่ใช่ เป็นหน่วยงานซึ่งประกอบธุรกิจอย่างรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ แต่เป็นหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่เกี่ยวกับ ภารกิจของรัฐในการที่จะส่งเสริมให้มีคนมาเที่ยวประเทศไทย เพื่อว่าจะได้เป็นการเที่ยว ที่รักษาวัฒนธรรม รักษาธรรมชาติ และเป็นรายได้เข้าประเทศนะครับ หรือการกีฬาก็เป็น เรื่องของการส่งเสริมการกีฬา ไม่ได้เป็นคนจัดแข่งกีฬาหรืออะไรอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจนี้ก็น่าจะไปพิจารณาว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ควรจะเป็นหน่วยงานรูปอื่นหรือเปล่า ปัญหาทั้ง ๓ ประการคือปัญหาความสับสน ในเรื่องของบทบาทภารกิจ ปัญหาการด้อยประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดการขาดทุน และปัญหา การที่ภารกิจบางประเภท หน้าที่บางประเภทไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่มาจัดให้เป็น รัฐวิสาหกิจ ก็เป็นปัญหารากฐานซึ่งก่อให้เกิดความสับสน วุ่นวาย แล้วก็เป็นปัญหาอยู่ใน วงการรัฐวิสาหกิจขณะนี้ คราวนี้ถามว่าเมื่อทราบปัญหาอย่างนี้แล้วเรามีแนวคิดที่จะปฏิรูป อย่างไร ทางคณะกรรมาธิการก็เสนอแนวคิดในการปฏิรูปอยู่ ๓ อย่าง

อันแรกคือให้กําหนดบทบาทให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใดทําหน้าที่กําหนด นโยบาย หน่วยงานใดทําหน้าที่กํากับดูแล หน่วยงานใดทําหน้าที่เป็นเจ้าของ แล้วก็ หน่วยงานใดทําหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ ที่มักจะสับสนก็คือผู้ที่ควรจะทําหน้าที่นโยบาย หรือผู้กํากับดูแล มักจะไปมีส่วนร่วมหรือไปทําการให้บริการเสียเอง หรือไปนั่งเป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจที่ตนจะต้องกํากับ เพราะฉะนั้นการกํากับมันก็เลยไม่เกิดความยุติธรรม เพราะในภาควิสาหกิจที่รัฐวิสาหกิจนั้นทําอยู่ สมมุติว่าเป็นเรื่องการขนส่งหรือการบิน หรือแม้แต่การคมนาคม เรื่องโทรศัพท์ก็จะมีเอกชนประกอบการในสาขาเดียวกันอยู่หลายแห่ง แล้วก็ความจริงการที่รัฐเป็นผู้ประกอบการก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดอะไร ทําได้เป็นเครื่องมือของรัฐ ที่จะใช้ในการแทรกแซงตลาดและกํากับตลาด แต่ว่ารัฐที่ประกอบการธุรกิจอย่างเดียวกันกับ เอกชนควรจะอยู่ภายใต้การกํากับในกติกาเดียวกันกับเอกชน ที่เรียกว่า เลเวล เพลย์อิง กราวด์ (Level playing ground) ก็คือว่าพื้นที่ใช้เป็นสนามแข่งขันต้องเป็นพื้นราบที่มีความเท่าเทียมกัน สําหรับทุกคนที่เล่นอยู่ในสนามนั้น เพราะฉะนั้นตัวนี้เราก็เสนอว่าให้มีการแยกให้ชัดว่า หน่วยงานไหน กระทรวงไหน กรมไหน หรือองค์กรไหนทําหน้าที่อะไร เป็นโพลีซี เมกเกอร์ หรือเป็นเรกกูเลเตอร์ หรือเป็นโอนเนอร์ (Owner) หรือเป็น โอเพอเรเตอร์ แล้วก็ไม่ทําหน้าที่ซ้อนกัน ไม่ทําหน้าที่ขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นถ้าวิเคราะห์ ไปแล้วก็จะเห็นว่าหน่วยงานนั้นทําหน้าที่เป็นโพลีซี เมกเกอร์ก็จะมีอยู่ทั่ว ๆ ไป เพราะทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ต้องมีนโยบายของตน หน่วยงานซึ่งทําหน้าที่กํากับดูแล บางแห่งยังไม่ค่อยมี แต่ตอนหลังเราตั้งขึ้นมาเยอะ อย่างสมมุติเรื่องการโทรศัพท์นี่ เมื่อก่อนเราเฉพาะ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งทําหน้าที่ให้บริการโทรศัพท์และกํากับกิจการ โทรศัพท์เอง เป็นผู้เล่นเองและเป็นผู้กํากับเอง เพราะว่าไม่มีคนอื่นทํา แล้วไม่มีใครรู้เรื่อง โทรศัพท์ดีเท่ากับคนในองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สมัยก่อนก็ทําได้เพราะว่าเรายังไม่ได้เปิดเสรีในเรื่องนี้ แต่ตอนหลังเรามาเปิดเสรี เรื่องให้บริการโทรศัพท์ ก็จะมีกิจการโทรศัพท์ของเอกชนอยู่เยอะ หลายราย แล้วก็ทําการ ธุรกิจแข่งขันกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมี สภาพเป็นโอเพอเรเตอร์คนหนึ่ง เหมือนกับโอเพอเรเตอร์คนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นหน่วยงาน กํากับดูแลก็จะต้องตั้งขึ้นมาต่างหาก ซึ่งเราก็ตั้ง กสทช. อะไรพวกนี้นะครับ แล้วส่วนนโยบาย ก็เป็นเรื่องของกระทรวงที่จะต้องทําหน้าที่กําหนดนโยบายในสาขาเศรษฐกิจอันนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องแยกชัด เมื่อแยกชัดอย่างนี้แล้วผู้ที่กํากับดูแลหรือผู้ที่กําหนดนโยบาย ก็ไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของและไม่ควรจะมานั่งเป็นกรรมการในบริษัท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน บริษัทของรัฐก็ตาม เพราะผู้ที่กํากับถ้าลงไปนั่งเองแล้วมันก็เกิด ความไม่ยุติธรรมนะครับ ตรวจไปแล้วก็จะเห็นว่าองค์กรที่เราขาดแล้วยังไม่ได้ใส่ใจพอ คือองค์กรที่ทําหน้าที่เป็นเจ้าของ เวลานี้เราให้ สคร. สํานักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดูแล แต่สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจก็มีขีดจํากัด เพราะตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการนะครับ เพราะฉะนั้นการทําหน้าที่เป็นเจ้าของ จึงทําไม่ได้อย่างแท้จริง ก็เสนอว่าให้มีตั้งองค์กรซึ่งทําหน้าที่เป็นเจ้าของ องค์กรนี้ก็อาจจะตั้ง ได้หลายรูปแบบ บางคนพูดถึงว่าเป็นโฮลดิง คอมพานี (Holding Company) เป็นบริษัท ที่ถือหุ้นในบริษัททั้งหลายซึ่งประกอบวิสาหกิจนั้น หรืออาจจะเป็นหน่วยงานอิสระ หรืออาจจะเป็นส่วนราชการที่มีความเป็นออโตโนมี (Autonomy) พอสมควรก็ได้ อันนี้ก็ต้อง ไปลงในรายละเอียดอีกทีนะครับ แต่มีความจําเป็นต้องมีหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบทําหน้าที่ เป็นเจ้าของแทนประชาชนคนไทย รัฐวิสาหกิจเหล่านี้เป็นของคนไทยนะครับ หน่วยงาน ที่เป็นเจ้าของนี่เมื่อทําแล้ว เมื่อตั้งมาแล้วก็ควรจะได้ทําการทบทวนเหตุผลแห่งการดํารงอยู่ ของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งว่ายังควรจะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่หรือควรจะไปเป็นองค์กรมหาชน อิสระ หรือควรจะเป็นระบบราชการ หรือว่าควรจะเลิกทํานะครับ แล้วก็ดําเนินการให้เอกชน สามารถทําได้แล้ว แล้วก็เป็นผู้ทําโดยที่รัฐบาลไม่ต้องทํานะครับ นั่นก็เป็นเรื่องที่องค์กร เจ้าของซึ่งตั้งขึ้นจะต้องไปทบทวนนะครับ

ขณะเดียวกันรัฐวิสาหกิจนอกจากจะประกอบธุรกิจตามหน้าที่ของตนที่จัดตั้ง ขึ้นแล้วก็ยังมีหน้าที่หลักอันหนึ่งคือหน้าที่ทางสังคมซึ่งใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการดําเนินนโยบาย การที่รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการดําเนินนโยบายอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่แปลกแล้วก็ควรจะยอมให้ทําได้ ที่ตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมาก็เพื่อที่จะใช้เป็น เครื่องมือของรัฐบาล แต่ว่าควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทําตามนโยบายของรัฐแล้วก็ จําเป็นต้องขายในราคาถูกหรือว่าให้ใช้บริการฟรีนะครับ รัฐที่กําหนดว่ารถไฟต้องมีรถไฟฟรี มีรถเมล์ฟรี หรือมีค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าราคาตลาด นี่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการ มุ่งให้สวัสดิการ ให้ความช่วยเหลือกับคนยากคนจน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไร ทําได้ แต่ว่าถ้าสั่ง ให้ทําแล้วก็สั่งให้ ธ.ก.ส. ปล่อยให้ชาวนากู้โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ํากว่าราคาตลาด ซึ่ง ธ.ก.ส. ขาดทุน แล้วรัฐบาลก็เฉย ๆ ก็ให้ ธ.ก.ส. รับภาระขาดทุนไป เวลาไปประเมิน ผลงานของ ธ.ก.ส. ก็พบว่า ธ.ก.ส. ขาดทุน ก็จะบอกว่าผู้จัดการ ธ.ก.ส. บริหารไม่ดี ประสิทธิภาพต่ํา อย่างนั้นมันก็ไม่แฟร์ (Fair) ต่อ ธ.ก.ส. ที่ถูกก็คือว่าถ้ารัฐบาลใช้ให้ทําแล้วก็ การทําตามนโยบายรัฐบาลอย่างนั้นเป็นภาระทางต้นทุนของวิสาหกิจนั้นก็ควรจะมีการแยก บัญชีออกมาต่างหากนะครับ เราเรียกว่าบัญชีบริการสาธารณะหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า พับลิก เซอร์วิส แอคเคาท์ (Public Service Account) หรือพีเอสเอ (PSA) ซึ่งมีการทํากัน เวลานี้เราก็ทําบางส่วนนะครับ โดยเฉพาะกฎหมาย ธ.ก.ส. เขามีกฎหมายว่าถ้าทําอะไรให้ รัฐบาลแล้วถ้าขาดทุนรัฐบาล ต้องชดเชย แต่ก็อยากจะเห็นว่ามีการแยกบัญชีออกมาต่างหากและทําความชัดเจนไม่ได้ ทุกกรณี เพราะฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่าต้องมีกฎหมายขึ้นมาระบุให้ชัดว่าในกรณีนี้รัฐบาล ใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการทํานโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง และมีต้นทุน ต้องแยกออกมาว่าต้นทุน ตรงนั้นเป็นเท่าไร แล้วรัฐก็ต้องชดใช้ส่วนนั้นเพื่อว่าจะทําให้การประเมินรัฐวิสาหกิจเป็นไปได้ แม่นยํา ถูกต้อง และยุติธรรมมากขึ้น นั่นเป็นเรื่องทั่วไปของรัฐวิสาหกิจนะครับ คราวนี้ ในเรื่องของรัฐวิสาหกิจยังมีรัฐวิสาหกิจอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า สถาบันการเงิน เป็นสถาบัน การเงินเฉพาะกิจ ตรงนี้ก็เป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนกันแต่ว่ามีลักษณะพิเศษเฉพาะ เพราะว่า มันทําหน้าที่เป็นสถาบันการเงินซึ่งอาจจะก่อเกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจพวกนี้เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็จริง แล้วก็ควรจะดําเนินการ อะไรต่าง ๆ ได้ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ว่าก็ควรจะมีการกํากับดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้มี ความมั่นคงไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงนะครับ เรื่องนี้หลักการก็จะ เป็นอย่างนี้นะครับว่าธนาคารของรัฐหรือธนาคารเฉพาะกิจ ที่จริงตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ เฉพาะต่าง ๆ เฉพาะธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็ตั้งขึ้นมาเพื่อให้กู้กับคนที่ต้องการสร้างบ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ต้องการมุ่งให้สินเชื่อกับภาคเกษตรให้กับ ชาวนา ซึ่งปกติจะเข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป รัฐมีความห่วงใย จึงได้ตั้ง ธ.ก.ส. ขึ้นมานะครับอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นธนาคารพวกนี้โดยปกติก็ปฏิบัติภารกิจ เฉพาะด้านของตนนะครับ แล้วก็จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก เดิมเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ต่อมา ภายหลังธนาคารเฉพาะกิจเหล่านี้เริ่มประกอบกิจการข้างเคียงคือให้บริการทางการเงินต่อ ประชาชนทั่วไป และมีขนาดใหญ่โตขึ้น ขณะนี้ระบบธนาคารเฉพาะกิจมีสินทรัพย์โดยรวมถึง ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของระบบธนาคารทั้งหมด และมีสินเชื่อรวมอยู่ประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของระบบธนาคารทั้งหมด เพราะฉะนั้นมันก็ใหญ่ถึง ๑ ใน ๕ ของระบบ นอกจากนั้นก็ยังมีขอบเขตการปฏิบัติการที่ไม่ใช่เฉพาะกิจตามที่เป็นชื่อหรือว่า ตามวัตถุประสงค์เดิมแล้ว มันทําเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องตนเองนั้นเพิ่มมากขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นความเสี่ยงของระบบการเงินของประเทศ ถ้าหากว่าธนาคารเหล่านี้ ไม่มีความมั่นคงก็จะเกิดความเสียหายต่อระบบ เหตุก็เป็นเพราะว่าในการจัดการทางการเงิน ในการประกอบธุรกิจทางการเงิน ภาคการเงินไม่ใช่เป็นภาคเศรษฐกิจเสรีที่ใครจะเริ่ม ประกอบการเมื่อไรก็เริ่มได้แล้วก็ใครจะเลิกเมื่อไรก็เลิกได้ เหมือนขายขนมครก แต่เป็นภาคเศรษฐกิจ ที่ส่งเสริมให้มีการประกอบการโดยเสรี แต่ว่าภายใต้การกํากับดูแล เขาเรียก เรกกูเลทีฟ อินดัสทรี (Regulative Industry) เป็นอุตสาหกรรมหรือภาคสาขาเศรษฐกิจ ที่ต้องการกํากับดูแล และการกํากับดูแลของระบบธนาคารมันเป็นการกํากับดูแลเฉพาะ โดยเฉพาะเน้นเรื่องวินัยการเงินที่เรียกว่า พรูเดนเชียล เรกกูเลชัน (Prudential Regulation) อันนี้ที่เราขาดไป ความจริงธนาคารเฉพาะกิจถูกกํากับอยู่เยอะแยะเลยขณะนี้ คือถูกกํากับโดยฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจโดยคณะกรรมการกํากับรัฐวิสาหกิจ ถูกกํากับในฐานะ ที่เป็นธนาคาร เป็นสถาบันที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะ โดยสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง แล้วก็ยังต้องถูกกํากับโดยกติกาอย่างอื่นอีกมากมาย แต่ว่าที่ขาดไปคือการกํากับในเชิงวินัย การเงิน อันนี้ผู้ที่กํากับดูแลสถาบันการเงินอื่น ๆ ในประเทศไทยคือพวกธนาคารพาณิชย์ คนที่ทําการกํากับคือธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ทําหน้าที่ตรวจสอบ ธนาคารเฉพาะกิจพวกนี้ แต่ว่าก็มีหน้าที่เฉพาะตรวจสอบเท่านั้น ผลการตรวจสอบก็ส่งให้ กระทรวงการคลัง ก็แล้วแต่ว่ากระทรวงการคลังจะไปดําเนินการอย่างไร แต่การกํากับในเชิง วินัยการบริหารจัดการสถาบันการเงินอย่างที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งถูกกํากับโดยแบงก์ชาติ ตรงนี้ไม่มี เพราะฉะนั้นก็เสนอว่าเพื่อให้มีความเท่าเทียมกันในการประกอบธุรกิจธนาคาร เหมือนกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ และเพื่อความมั่นคงของระบบก็จําเป็นที่จะต้อง มอบภารกิจนี้ คือต้องมีคนมาทําภารกิจนี้ ก็จะมีทางเลือก ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือตั้งหน่วยงาน ขึ้นมาใหม่เพื่อทําภารกิจนี้ ๒. คือว่ามอบให้หน่วยงานซึ่งมีอยู่แล้ว และมีความเชี่ยวชาญ อยู่แล้วทํา เราก็เห็นว่าหน่วยงานในประเทศไทย คือธนาคารแห่งประเทศไทยทําเรื่องนี้ อยู่แล้วกับระบบธนาคารทั่วไป ก็เห็นว่าควรจะมอบงานนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบอยู่แล้วและทําหน้าที่กํากับดูแลด้วย อันนี้จะเป็นการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการบริหารจัดการธนาคารของรัฐ สิ่งที่น่าเป็นห่วง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าธนาคารของรัฐเป็นผู้ที่มีเงินเยอะเพราะว่าเป็นธนาคาร แล้วก็ถูกรัฐใช้ไป ในหลาย ๆ เรื่องก็เป็นเรื่องประชานิยม รัฐต้องการใช้เงินเพื่อให้ประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาล ธรรมดาถ้าเผื่อว่าไม่ได้ใช้ธนาคารพวกนี้รัฐก็ต้อง ตั้งงบประมาณ การตั้งงบประมาณก็จะต้องมาผ่านสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีการตรวจสอบ กลั่นกรองได้ ว่าโครงการนั้นมันคุ้มค่าหรือไม่ มันมีผลเสียหายในระยะยาวหรือไม่ แต่เนื่องจากรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินโดยสั่งให้ธนาคารของรัฐไปทํา ซึ่งช่วงหลัง ๆ มีกรณีอย่างนี้เยอะ ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการใช้นโยบายกึ่งการคลัง กึ่งการคลังก็คือ ไม่ได้ใช้นโยบายการคลังโดยตรง แต่เป็นการทําภารกิจของรัฐโดยคําสั่งของรัฐบาล แล้วก็ไป ใช้เงินของธนาคารของรัฐ ตรงนี้ถ้าเผื่อเราไม่ปิดตรงนี้ให้ดีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ ก็จะมีได้อีกมาก เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นต้องจัดระบบตรงนี้ให้เหมาะสมถูกต้องด้วย โดยหลักแล้วเราได้เสนอ ๓ อย่าง ๑. คือให้มีการกํากับดูแลในเชิงวินัยการเงินโดยให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ๒. ก็คือให้มีการจัดระบบการทําพีเอสเอ พับลิก เซอร์วิส แอคเคาท์ เหมือนอย่างรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่เราเสนอไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ว่าอะไรที่รับทําจากรัฐบาล เป็นนโยบายรัฐบาลก็ต้องแยกบัญชีออกมา ในการนี้ก็คงจะต้องไปทบทวนกฎหมายของ ธนาคารแต่ละแห่ง เพราะธนาคารแต่ละแห่งตั้งขึ้นมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง ซึ่งเขียนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็มาดูว่าถ้าจะทําให้เกิดระบบการกํากับดูแลโดยแบงก์ชาติ ได้ต้องไปแก้กฎหมายธนาคารเหล่านั้นอย่างไรบ้าง แล้วก็กฎหมายพีเอสเออาจจะใช้เป็น กฎหมายรวมได้ แต่ในตัวกฎหมายเฉพาะของแต่ละธนาคารก็ต้องไปดูว่ามันจะเป็นอุปสรรค ต่อการประกาศใช้ระบบพีเอสเอของรัฐวิสาหกิจทั่วไปหรือเปล่า นอกจากนั้นก็ต้องทํา เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับการให้อํานาจแบงก์ชาติมาเป็นผู้กํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้แบงก์ชาติยังทําไม่ได้ ผมจะขออนุญาตอธิบายเบื้องต้นอย่างนี้นะ แล้วก็จะขอให้ท่านไพบูลย์กับท่านธวัชชัยลงในรายละเอียดนะครับ ท่านไพบูลย์จะพูดถึง เรื่องรายละเอียดของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นรัฐวิสาหกิจทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นท่านธวัชชัย จะพูดเรื่องของธนาคารเฉพาะกิจโดยเฉพาะ เชิญครับ