ภูดิศ ทัตติยโชติ เสนอแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเสนอการจัดตั้ง พีบีโอ เพื่อผลิตข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการเงินการคลังและการงบประมาณ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล และยังขอให้หน่วยงานเพิ่มบทบาทในการวิเคราะห์นโยบายที่เสนอต่อประชาชน
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๖๕ ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ผมได้ติดตามการรายงานผล การพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง คณะนี้มาตั้งแต่ เมื่อวานนะครับ ก็ต้องบอกว่าขอแสดงความชื่นชมต่อผลการพิจารณาของท่านที่เสนอ แนวทางในการปฏิรูปในวาระปฏิรูปต่าง ๆ นั้นนะครับ จนกระทั่งมาถึงข้อเสนอสุดท้าย ในวาระที่ปฏิรูปในเรื่องของการงบประมาณนะครับ ที่ท่านเสนอให้ตั้งพีบีโอนะครับ ขออนุญาตเรียกโดยย่อเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เพราะบังเอิญว่า ในขณะที่ยังรับราชการอยู่นั้น ได้ทํางานเกี่ยวข้องกับเรื่องของการงบประมาณมาบ้าง พอสมควรนะครับ ผมจะให้ความสนใจว่าหน่วยงานนี้มีความจําเป็นหรือไม่ มีความเหมาะสม หรือไม่นะครับ ก็จะไม่ค่อยได้คอนเซนเตรท (Concentrate) ไปกับในเรื่องของโครงสร้าง ซึ่งเชื่อว่าโครงสร้างเหล่านี้เมื่อถึงขั้นอื่น ๆ นั้นก็อาจจะเป็นการพิจารณาปรับปรุงกันนะครับ ในขั้นของเรานี้น่าจะพูดถึงในเรื่องของว่าเราจะเห็นความเหมาะสมประการใดหรือไม่ เหมาะสมประการใดที่จะผ่านขึ้นไปข้างหน้านะครับ ผมจึงให้ความสนใจกับมาตรา ๕ ที่จะกล่าวถึงการจัดตั้งและวัตถุประสงค์ แล้วก็อํานาจหน้าที่ โดยย่อในมาตรา ๕ นี้ ก็จะชัดเจนถึงอํานาจหน้าที่แล้วก็วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรที่เราเรียกว่าพีบีโอนี้ จะพูดถึงว่าหลัก ๆ ก็คือว่าเป็นหน่วยงานทางวิชาการ เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ เป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลทางด้านการเงินการคลังและการงบประมาณกับรัฐสภา และนอกเหนือไปจากนั้นก็จะต้องผลิตงานทางวิชาการให้กับประชาชนใช้เป็นประโยชน์ด้วย ข้อมูลเหล่านี้การใช้ประโยชน์ก็เป็นการใช้ประโยชน์โดยพวกเราสมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. และ ส.ว. ในการที่ใช้ดูแลในเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาล ตลอดจนไปถึง กฎหมายภาษี กฎหมายการเงินอื่น ๆ ก็จะใช้เป็นประโยชน์ด้วย นอกจากนั้นประชาชนเอง ก็จะใช้ในการติดตามการจัดสรรงบประมาณจนกระทั่งถึงการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐด้วยนะครับ ผมเรียนว่าในเบื้องต้น อ่านนี้นะครับ ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่มันก็ยัง มีความไม่สมบูรณ์หรืออาจจะมีความสมบูรณ์แล้วก็ได้ แต่อาจจะเป็นความห่วงใยส่วนตัวของกระผม เองก็ได้นะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าตัวข้อมูลต่าง ๆ นั้นที่ตัว ส.ส. หรือผู้ที่ทําหน้าที่ ในการเป็นกรรมาธิการงบประมาณนั้น ไม่ค่อยมีข้อมูลเชิงลึกเท่าไรนะครับ ข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่ ก็จะได้มาจากหนังสือพิมพ์บ้าง ได้จากสถาบันการศึกษาบ้าง แล้วก็นํามาใช้ประโยชน์ ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาลนะครับ ผมเองเป็นข้าราชการ แล้วปัจจุบันนี้ก็ยังรับราชการอยู่ มีโอกาสได้จัดทํางบประมาณของส่วนราชการของตัวเอง แล้วก็ต้องไปชี้แจงด้วยตัวเองหลายครั้งนะครับ เพื่อน ๆ สมาชิกที่เป็นข้าราชการเก่าก็คงจะ รู้สึกได้ว่าถ้าพูดกันอย่างความรู้สึกที่ค่อนข้างจะไม่ดีก็ได้นะครับว่าเบื่อ รําคาญ ต้องรอ แล้วประเด็นที่มาซักถามก็เป็นประเด็นอะไรที่มันไม่ค่อยมีสาระนะครับ เรื่องที่มีสาระท่านก็ไม่ถาม ท่านก็ไม่ตัด ท่านไปตัดเรื่องอะไรที่ผมจําเป็นจะต้องใช้นะครับ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายจําเป็น ในการปฏิบัติงานประจําของเรานี้ ท่านชอบตัดครับ แล้วบางครั้งท่านก็ไม่มีเหตุผล ท่านก็บอกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์เอาไหม ถ้าคุยไปนาน ๆ เดี๋ยวมันจะกลายเป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อะไรเหล่านี้เป็นเรื่องที่ก็หวังพึ่งพีบีโอ ก็รู้สึกว่ามีความหวังว่าเรื่องเหล่านี้ มันคงจะหมดไปหรือลดไป เพราะตัวกรรมาธิการที่มาดูแลเรื่องงบประมาณส่วนใหญ่อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดถึงว่าก็มักจะไปพิจารณาเป็นรายการไปนะครับ ท่านมักจะขอ เอกสารเราเป็นจํานวนมาก ขอจนท่วมหัว แล้วเมื่อท่านมาถามเรา ท่านก็จะไม่มีเอกสารหรอกครับ ความจริงมันมีแต่ท่านหาไม่เจอ เพราะมันเยอะมากนะครับ สิ่งเหล่านี้ถ้ามีตัว พีบีโอมันก็คงจะช่วยตัวคณะกรรมาธิการงบประมาณหรือว่าตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการกํากับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้เป็นเหตุ เป็นผลยิ่งขึ้นนะครับ ประชาชนเองก็สามารถจะติดตามภายใต้ข้อมูลที่เป็นอิสระ และเป็นกลางนี้ได้นะครับ อย่างไรก็แล้วแต่อันนี้คือข้อดีที่ผมเห็นด้วยนะครับ ส่วนข้อสังเกตที่ผมมองอยู่ก็คือว่า ผมอยากให้หน่วยงานที่ตั้งขึ้นนี้ เมื่อตั้งขึ้นแล้วสิ่งที่จะต้องยอมรับกันทั่วไปก็คือว่าเราต้องใช้คน เราต้องใช้งบประมาณ เราต้องใช้สิ่งของ รถ ลา ช้าง ม้า กระดาษต่าง ๆ มากมาย ไม่เป็นอะไรท่านครับ ถ้าองค์กรดี องค์กรมีประโยชน์ เราก็จําเป็น จําเป็นก็จะต้องมี ก็มีข้อสังเกตอีกหนึ่งก็คือว่าข้อมูลทางวิชาการที่พีบีโอผลิตนี้อาจจะเป็นข้อมูลที่ดีนะครับ แต่ท่านจะต้องคํานึงพฤติกรรมของนักการเมืองไทยด้วยว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ นักการเมืองไทย พฤติกรรมของเขาเขาจะหยิบไปใช้สอยหรือไม่ ถ้าเขาไม่หยิบไปใช้สอยมันก็อยู่ตามตู้ ตามลิ้นชัก ตามโต๊ะ หรืออยู่ในคอมพิวเตอร์นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าปัจจัยเวลาในการทําการวิเคราะห์เหมือนที่ท่านอาจารย์ดุสิต ก็ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ว่าท่านวิเคราะห์ตามหลังหรือท่านวิเคราะห์ล่วงหน้า หรือท่านวิเคราะห์ปัจจุบัน ถ้าท่านวิเคราะห์ปัจจุบันผมเชื่อว่าท่านมีเวลาน้อยมาก เพราะว่า ราชการเองหรือส่วนราชการเอง การทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีก็ฉุกละหุกมากนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาในการจะทําการวิเคราะห์นั้น ผมเชื่อว่าทําทันแต่ผมอยากให้การวิเคราะห์ นั้นเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ถ้าปัจจัยเวลามีส่วนก็จะทําให้คุณภาพของหน่วยงานนี้ ผลงาน ชิ้นงานหน่วยนี้ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นผมพูดถึงเรื่องความคุ้มค่าค่อนข้างเยอะ ก็อยากจะให้ หน่วยงานนี้มีความคุ้มค่าจริง ๆ ผมอยากให้หน่วยงานนี้เพิ่มบทบาทภารกิจอีกสักอย่างหนึ่ง ขออนุญาตท่านประธานว่าเกินเวลาไปสักหน่อยนะครับ คือว่าตอนที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอ ปัญหานั้น ปัญหาอย่างหนึ่งที่ท่านกล่าวถึงคือปัญหาในเรื่องการเสนอนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นนโยบายในเชิงประชานิยม หน่วยงานนี้ถ้าผมอ่านตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเห็นว่า ท่านนั้นได้พิจารณาหรือท่านวิเคราะห์ภายหลังจากที่เขาได้รับการคัดเลือกมาเป็นรัฐบาลแล้ว เพราะฉะนั้นนโยบายประชานิยมต่าง ๆ เช่น ซื้อรถคันแรก ซื้อบ้าน หรือว่า จํานําข้าวที่เป็นข่าวคึกโครมนั้น ก็จะได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจําปี ซึ่งมือไม้ของรัฐบาลก็จะเยอะกว่า เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการวิเคราะห์ ซึ่งสายเกินไปหรือเปล่า ผมอยากให้ท่านเพิ่มภาระหน้าที่อีกอย่างหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นปรากฏ หรือผมอาจจะไม่เห็น อาจจะมีก็ได้ว่าเป็นไปได้ไหมที่หน่วยงานนี้จะทําการวิเคราะห์นโยบาย ของพรรคการเมืองที่เสนอต่อประชาชนในการรับการเลือกตั้ง การพิจารณาในเรื่องนี้นั้น พิจารณาบอกว่านโยบายนั้นดีหรือนโยบายนั้นเลว แต่ท่านพิจารณาเชิงวิชาการว่าประชาชน ได้ประโยชน์อะไร เมื่อประชาชนได้ประโยชน์แล้ว รัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลหน้า ประชาชน ในอนาคตจะต้องแบกรับภาระอะไรบ้าง เป็นจํานวนเท่าไร เพื่อจะให้ประชาชนได้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายที่เป็นจริงและเป็นธรรมนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่มันก็คงไม่ใช่ง่ายที่ผมพูดนี่นะครับ เพราะ ๑. ก็คือว่าตัวสถาบันเองนั้น สามารถดํารงความเป็นกลางได้หรือไม่ สถาบันนี้มีความเป็นอิสระจริงหรือไม่ สถาบันนี้ มีนักวิชาการที่เป็นมืออาชีพหรือไม่ สถาบันนี้ได้รับการตรวจสอบหรือไม่ อันนี้ก็ขออนุญาต ขอยืมของท่านอาจารย์ธรรมรักษ์มาใช้ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอฝากท่านกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผมไว้ด้วยครับ ขอขอบคุณครับ