สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ เสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคราชการและเอกชนอย่างสมดุล และการให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันในการขอข้อมูลโดยตรงจากหน่วยงานของรัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกองทุนตามมาตรา ๓๑ และเงินเดือน โดยเสนอให้ไม่ขึ้นเงินจากองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากําไร และให้แต่งตั้งเลขาธิการหรือผู้อํานวยการให้มีเงินเดือนที่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจได้ นอกจากนี้ยังพูดถึงความเป็นอิสระของผู้อำนวยการในการทำงาน โดยเสนอให้เปลี่ยนระบบการแต่งตั้งให้เหมาะสมมากขึ้น และเสนอให้รัฐสภามีพีบีโอเพื่อช่วยดูแลเรื่องงบประมาณและเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระ

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิเคราะห์ งบประมาณประจํารัฐสภาหรือที่เราเรียกว่าพีบีโอ อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตอยู่บางเรื่อง ที่อยากจะเรียนเสนอต่อผู้ร่างรายงานฉบับนี้นะครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือคณะกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ ท่าน ซึ่งมีความสามารถ เป็นที่ประจักษ์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์การทํางานไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี และไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเมืองนะครับ ข้อเสนอแนะว่าควรกําหนดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ โดยต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์จากภาคราชการและเอกชนด้านละ ๓ ท่าน ไม่อย่างนั้น แล้วจะกลายเป็นว่าถ้าสมมุติว่ามีฝ่ายราชการมากไปความคิดความอ่านก็จะเป็นทางราชการ ทั้งหมด ถ้ามีเอกชนมากไปความคิดความอ่านก็จะเป็นทางด้านเอกชนมากไปหมด เพราะฉะนั้นก็น่าจะคละกันระหว่างเอกชนกับรัฐบาลนะครับ

เรื่องต่อมาก็คืออํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบัน เมื่อคณะกรรมการ สถาบันขอข้อมูล ขอให้รัฐมนตรีสั่งให้หน่วยงานในสังกัดส่งข้อมูลให้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้อง ให้รัฐมนตรีลงมาสั่งหรอกครับ แค่ว่าเมื่อผู้อํานวยการสถาบันขอไป หน่วยงานที่จะถูกขอนั้น จะต้องให้ครับ ไม่ต้องรอให้รัฐมนตรีสั่ง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเรื่องขอข้อมูลนิดเดียว ถ้ารัฐมนตรีสั่งออกไปผมคิดว่ามันเยิ่นเย้อไปนะครับ คณะกรรมการสรรหา ๖ ท่าน เพื่อเสนอชื่อผู้อํานวยการซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อํานวยการ สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ คณบดีคณะพาณิชย์ศาสตร์ และคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ผมเรียนว่าน่าจะต้องมีผู้แทนจาก กกร. ๑ ท่าน ผู้แทน กกร. ก็คือคณะกรรมการร่วมสถาบันภาคเอกชน ๓ สถาบัน ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยน่าจะต้องมีผู้แทน ๑ ท่านจาก กกร. เวียนเข้ามาเป็นนะครับ

ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนตามมาตรา ๓๑ กองทุนคาดว่าจะมีประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ที่มาของรายได้นั้นมีอยู่ข้อหนึ่งบอกว่าเงินอุดหนุนจากองค์กร องค์การระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากําไร ผมขออนุญาตว่าไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ เพราะถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากําไรเอาเงินมาให้ มันก็จะกลายเป็นมีอิทธิพลทางความคิด ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ในโลกนี้มีหน่วยงาน ของโลกหลายแห่งซึ่งประเทศยักษ์ใหญ่มีอิทธิพลไปให้เงินไว้ อย่างเช่น ไอโร ถ้าเกิดประเทศนี้ ไม่ให้เงิน ไอโรก็วอกแวก แล้วก็อาจจะต้องมีปัญหา หรือหน่วยงานต่าง ๆ นี้นะครับ ถ้ามีหน่วยงานใดก็ตามที่ให้เงินแล้วครับ จะกลายเป็นว่ามีอิทธิพลทางความคิด ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเราไม่มีเงินจริง ๆ ก็ใช้งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เท่าที่มีก็น่าจะเพียงพอนะครับ ไม่ควรต้องมีเงินจากองค์กรหรือองค์การระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหารายได้นะครับ

เรื่องต่อมาก็คือเรื่องเงินเดือน ผมอยากเสนอให้แต่งตั้งให้ตําแหน่งเลขาธิการ หรือผู้อํานวยการมีเงินเดือนที่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนหรือแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจได้ ขณะนี้มีบางหน่วยงานของรัฐเกิดการสมองไหล เมื่อสมองไหลไปแล้วคนดี ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ก็ไปรับเงินเดือนที่สูงกว่า แล้วรัฐก็จะเสียคนดีไปนะครับ

และเรื่องสุดท้ายครับ ความเป็นอิสระของผู้อํานวยการในการทํางาน หรือตําแหน่งเลขาธิการซึ่งท่านอาจารย์วิษณุขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ บอกว่าน่าจะเป็น ตําแหน่งเลขาธิการซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ ในความเป็นอิสระนั้น ผู้อํานวยการสถาบันแต่งตั้ง โดยประธานรัฐสภาตามมติของคณะกรรมการสถาบัน คณะกรรมการสถาบันมาจากประธาน รัฐสภา มาจากรองประธานรัฐสภา มาจากผู้นําฝ่ายค้านฯ บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ ท่าน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ ท่านนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าอย่างนั้นผู้อํานวยการหรือเลขาธิการนี้ก็ต้องขึ้นตรง ต่อประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาจะสั่งอะไรก็ได้ เพราะว่าเป็นคนแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ คน ดังนั้นผมจึงคิดว่าผู้แทนหรือผู้ทรงคุณวุฒินั้นน่าจะมาจากสภาผู้แทนราษฎร ๓ ท่าน และวุฒิสภา ๓ ท่าน เพื่อที่ผู้อํานวยการหรือเลขาธิการจะได้มีความสามารถเป็นอิสระจริง ๆ ไม่ต้องไปขึ้นกับประธานรัฐสภาโดยตรง ทั้งหมดนี้ก็คือข้อสรุปที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐสภา ควรจะต้องมีพีบีโอไว้สําหรับช่วยดูแลเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณต่าง ๆ แล้วก็เป็นหน่วยงาน ที่เป็นอิสระจริง ๆ สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรัฐสภาได้ครับ ขอบคุณครับ