สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

ดุสิต เครืองาม อภิปรายเรื่องการจัดตั้งพีบีโอและร่างพระราชบัญญัติ โดยขอเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดตั้งพนักงานในสถาบัน และการปรับปรุงบทเฉพาะกาลและบทบัญญัติในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มศักดิ์ศรีของพนักงาน และให้สถาบันการบริหารรัฐกิจมีอํานาจในการขอเอกสาร ข้อมูลจากฝ่ายต่าง ๆ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากพรรคการเมือง

นายดุสิต เครืองาม

เรียนท่านประธาน สปช. ครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปช. ๗๙ ครับ ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งพีบีโอ และร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ จากการที่ได้ศึกษาข้อมูลที่ได้รับมานี้แล้ว รวมทั้งฟังท่านกรรมาธิการได้อภิปรายก็ขอชื่นชมว่าเป็นสถาบันที่มีประโยชน์ แต่ผมก็เป็นคน นิสัยที่ค่อนข้างจะใส่ใจในรายละเอียด จึงขอตั้งข้อสังเกตแล้วก็ถามดังต่อไปนี้

ประการแรกการตั้งชื่อของสถาบันภาษาอังกฤษใช้คําว่าไทย พาร์เลียเมนทารี บัดเจท ออฟฟิศ แต่ภาษาไทยสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ผมดูแล้ว ชื่อภาษาไทยกับภาษาอังกฤษตรงกันครึ่งหนึ่งไม่ตรงกันครึ่งหนึ่ง ภาษาอังกฤษมีคําว่า ไทย (Thai) แต่พอเป็นภาษาไทยไม่มีคําว่า ไทย พอเป็นภาษาไทยมีคําว่า วิเคราะห์ ภาษาอังกฤษไม่มีคําว่า วิเคราะห์ ผมก็คิดว่าน่าจะต้องใช้คําศัพท์ที่แปลกันให้ได้ถูกต้อง ตามหลักภาษาศาสตร์น่าจะดีขึ้น

ประเด็นต่อไปในรายมาตราเท่าที่ได้อ่านก็พบว่าผู้ที่เป็นใหญ่สุดในสถาบัน ในระดับเป็นพนักงานหรือลูกจ้างใช้คําว่า ผู้อํานวยการ ไม่ได้ใช้คําว่า เลขาธิการ อันนี้ก็ฝากไว้ด้วย ผมมองว่าสถาบันนี้กับสถาบันพระปกเกล้าน่าจะเทียบเคียงกันเหมือนพี่เหมือนน้องทํานอง นั้นก็น่าจะใช้ชื่อฝ่ายบริหารให้เป็นเลขาธิการก็น่าจะให้เกียรติมากกว่าหรือไม่ ก็ฝากช่วยดูด้วย ส่วนพนักงานอื่น ๆ ที่จะนําเข้ามาให้ทํางานในสถาบันก็คงจะต้องมี ผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการเงินการคลัง แล้วที่แน่ ๆ ในโลกปัจจุบันก็คือความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน เช่น ด้านพลังงาน ด้านเกษตร ด้านการศึกษา และอื่น ๆ เป็นต้น ดังจะเห็นได้ว่า สถาบันที่เป็นธนาคารนั้นคนที่จะมาปล่อยกู้หรือวิเคราะห์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจาก สาขาเดิมของตนแทบทั้งสิ้น ใครเก่งเรื่องพลังงานก็มาปล่อยกู้เรื่องพลังงาน ใครเก่ง เรื่องเกษตรก็จะมาปล่อยกู้เรื่องเกษตรดังนี้เป็นต้น ขอฝากไว้ด้วยนะครับ

ในมาตรา ๖ (๓) เขียนไว้ว่ามีหน้าที่เผยแพร่สนับสนุน จุด จุด จุด ต่อสมาชิก รัฐสภาและสาธารณชน ผมคิดว่าจะเป็นปัญหาครับ สถาบันนี้คงไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะ เผยแพร่ให้กับสมาชิกรัฐสภา แต่เสนอเผยแพร่ให้กับรัฐสภา ถ้าท่านเขียนว่าต้องเผยแพร่ สนับสนุนข้อมูลให้กับสมาชิก แปลว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ส.ส. ก นาย ก นาย ข จะเดินมาหา ทุกวัน ๆ หน้าที่ของท่านก็คือทํารีพอร์ท (Report) เสนอให้กับสาธารณะ คือองค์กรรัฐสภา ไม่ใช่มาให้บริการเป็นรายบุคคลกับสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นน่าจะตัดคําว่า สมาชิก ออก แล้วก็น่าจะตัดคําว่า ชน ออก ก็คือเสนอต่อรัฐสภาและสาธารณะ แล้วในเรื่องของการบริหาร บุคคล ถ้าดูในบทเฉพาะกาลไม่ได้พูดถึงเลยว่าพนักงานลูกจ้างที่เชิญมาทํางานในสถาบัน จะมีการโอนย้ายมาจากหน่วยงานราชการอื่นหรือไม่ รัฐวิสาหกิจหรือไม่ ในบทเฉพาะกาล ก็น่าจะต้องมีการบอก เชิญคนที่เป็นอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย อยู่ในสํานักงบประมาณ หรือว่าอยู่ในแบงก์ชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาควรจะมีศักดิ์มีศรีมีเงินที่ไม่ด้อยไปกว่าของเดิม มันก็น่าจะมีบทเฉพาะกาลเรื่องนี้อยู่ แล้วในมาตรา ๑๐ ผู้อํานวยการเขียนว่าเป็นเลขานุการของคณะกรรมการของสถาบัน ผมยังมีความเห็นว่าผู้อํานวยการซึ่งผมอยากจะขอให้ปรับชื่อเป็นเลขาธิการน่าจะต้อง มีตําแหน่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่งและเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ เหตุผล ที่ผู้อํานวยการหรือเลขาธิการควรจะเป็นกรรมการ เขาจะได้มีอํานาจในการลงนาม ในข้อตกลงสัญญาที่เป็นนิติบุคคลต่าง ๆ มิฉะนั้นแล้วเลขานุการหรือผู้อํานวยการเขาไม่รู้เป็นอะไร เขาไม่ได้เป็นกรรมการ แล้วเขาจะมาลงนามรับผิดชอบในสัญญานิติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไร ตรงนี้ขอฝากไว้ด้วย

ต่อไปครับ ข้อนี้สําคัญมาก มาตรา ๘ (๔) เขียนไว้บอกว่า สถาบันมีอํานาจ ในการขอเอกสาร ขอข้อมูลจากฝ่ายต่าง ๆ แล้วถ้าขอไปแล้วถ้าเขาไม่ให้จะเกิดอะไรขึ้น ให้แต่ให้ช้าครับ แล้วก็พรรคการเมืองบอกอย่าไปให้มันรู้เลย ส่งข้อมูลไปล่วงหน้า แล้วเดี๋ยวมันเอาไปเผยแพร่ มันเอาไปบอกพรรคฝ่ายตรงกันข้าม ให้มันช้า ๆ หน่อยได้ไหม หรือว่าพิจารณางบประมาณให้เสร็จไปก่อนแล้วก็ค่อยไปวิเคราะห์ตามทีหลังเอาไหม แล้วร่างพระราชบัญญัตินี้จะแก้ปัญหาคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ แบบนี้ได้อย่างไร ก็อยากจะขอฝากไว้ให้มีอยู่ในเจตนารมณ์หรือว่าวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน รวมทั้งการวิเคราะห์ ก็ไม่ได้พูด หรือว่าการแรงงานก็ไม่ได้พูด วิเคราะห์ของล่วงหน้าหรือวิเคราะห์ของในอดีต เอาของที่ผ่านไปแล้วมาวิเคราะห์ ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองหรือ ส.ส. เขาไม่อยากให้ข้อมูล ที่เขาได้ผลประโยชน์ทางการเมืองมาเผยแพร่ให้หลุดมือออกไปหรอกครับ แล้วถ้าเผยแพร่ หรือว่าส่งมาให้สถาบันนี้แล้วน่าจะมีมาตราเรื่องว่าด้วยการเก็บรักษาความลับด้วย ว่ามีอะไร ที่ควรจะเก็บรักษาเป็นความลับ อะไรที่เปิดเผยได้ ขอขอบพระคุณครับ