พรายพล คุ้มทรัพย์ เสนอแนวคิดการปฏิรูปด้านการคลัง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา (พีบีโอ) เพื่อให้สมาชิกรัฐสภามีความสามารถในการวิเคราะห์และอนุมัติงบประมาณมากขึ้น และช่วยให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่าควรลดการใช้จ่ายและลดภาระหนี้สาธารณะ และเรียกร้องการดูแลเพื่อให้การคลังของภาครัฐยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พรายพล คุ้มทรัพย์ ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขออนุญาตนําเสนอผลการพิจารณาและข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ชื่อว่าสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ไทย พาเรียเมนทารี บัดเจท ออฟฟิศ (Thai Parliamentary Budget Office) หรือต่อไปนี้จะเรียกว่าพีบีโอ สั้น ๆ ประเด็นในการนําเสนอในขั้นแรกก็คือ เรื่องของประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขแล้วผมก็จะลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป ในส่วนของการจัดตั้งพีบีโอ ซึ่งท่านประธานสมชัยได้ฉายหนังตัวอย่างให้ดูแล้ว ต่อไปนี้ ก็จะเป็นหนังเต็มนะครับ
เอาปัญหาก่อน ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการคลัง คือนโยบายทั้งภาษี และการจัดเก็บ และการใช้เงินแผ่นดิน เมื่อวานนี้เราได้นําเสนอเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปภาษี ไปแล้ว ในวันนี้เราก็จะนําเสนอเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐทั้งที่เกี่ยวกับเงิน ในงบประมาณและนอกงบประมาณ อันนี้ย้อนหลังไปถึงปัญหาในอดีต ย้อนไปถึงวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ หลายท่านในที่นี้ก็คงจําได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ในที่สุดรัฐบาลก็จะต้อง ออกมาใช้จ่ายเงินเพื่อที่จะช่วยอุดหนุนหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน แม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เราได้คุยกันไปแล้ว มันก็ก่อให้เกิดภาระหนี้ สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นจํานวนมากมาย รัฐบาลได้ออกเป็นกองทุนฟื้นฟูกิจการทางด้านสถาบันการเงิน เงินก็เป็นจํานวนมากมายล้านล้านบาท ปัจจุบันก็ยังเป็นหนี้เหลืออยู่ แต่ก่อนนี้ภาระการจ่าย แบ่งกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับกระทรวงการคลัง ปัจจุบันนี้กระทรวงการคลัง บอกไม่เอาละให้ภาระทั้งหลายไปตกอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ทั้งนั้นก็ยังถือว่าเป็นภาระของประเทศอยู่นะครับ และต่อมาก็มีนโยบายประชานิยม เกิดขึ้น มีการใช้ทั้งเงินในงบประมาณ นอกงบประมาณกลายเป็นภาระที่สําคัญ โครงการ ที่เรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเอื้ออาทรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน แล้วต่อมาก็ยังมี เบี้ยผู้สูงอายุ มีเช็ค (Cheque) ช่วยชาติ มีประกันรายได้เกษตรกร มีการลดค่าน้ําค่าไฟ ค่ารถเมล์ รถไฟ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังลดอยู่นะครับ แล้วก็มีการตรึงราคาน้ํามันและก๊าซ แก๊สหุงต้ม เหล่านี้มันสร้างภาระให้กับรัฐบาลนะครับ แล้วก็มีนโยบายประชานิยมรอบ ๒ ของรัฐบาลต่อมา ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่าง ๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเรื่องการจํานําข้าวนี้ล่ะครับ แล้วก็มีรถยนต์ คันแรก บ้านหลังแรก อะไรต่ออะไรพวกนี้นะครับ ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบกันดีนะครับ ทั้งหลายทั้งปวงคือนโยบายที่เรียกว่านโยบายประชานิยมประเภทที่สร้างภาระการคลังให้กับ รัฐบาล ซึ่งเราเชื่อว่ามีส่วนสัมพันธ์กับทางการเมืองพอสมควรเพราะว่าไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างเดียวนะครับ เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะนําไปสู่การซื้อเสียงในการเลือกตั้ง พอเขาซื้อเสียง ชนะแล้ว เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว เขาก็ดําเนินนโยบายประเภทประชานิยมที่ผมพูดเมื่อกี้นี้นะครับ นอกจากซื้อเสียงต่อไปแล้วหรือชนะใจของประชาชนต่อไปแล้วก็ยังถือโอกาส ถอนทุนด้วยนะครับ พอถอนทุนก็วนมาซื้อเสียงอีก รอบแล้วรอบเล่า ก็กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งอันนี้เราคิดว่าเป็นปัญหาที่สําคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเราจะพยายาม จํากัดหรือกําจัดให้ได้มากที่สุด ตอนหลังเศรษฐกิจไทยโตช้าลงนะครับ แต่ก่อนนี้เราเคยโต ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดแล้ว เอาแค่ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นรายได้ของรัฐเองก็ลดลง แล้วรัฐบาลก็ต้องใช้งบประมาณขาดดุล หนี้สาธารณะ ก็สูงขึ้น ภาษีใหม่ ๆ ไม่สามารถจะเก็บได้ จะปรับอัตราภาษีมากก็ไม่ได้ ที่สําคัญก็คือ งบประมาณที่เรียกว่างบลงทุนของภาครัฐต่ําลงไปมาก มีสัดส่วนที่น้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง ตัวเลขที่ผมจะแสดงในตารางนี้ชี้ให้เห็นว่าการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เกิดขึ้นทุกปีเลยท่านทราบไหม ยกเว้นอยู่ปีเดียว คือปี ๒๕๔๘ ท่านดูสิครับตัวแดงทั้งนั้นเลย ตัวแดงนี้คือติดลบนะครับทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๕๘ กี่ปีแล้ว ๑๘ ปี จะมียกเว้นเพียงปีเดียวเท่านั้นเองปี ๒๕๔๘ แล้วการขาดดุลอันนี้ก็มากบ้างน้อยบ้าง แต่ระยะหลังจะมากมากกว่าน้อยนะครับ แล้วก็ดูท่าทีแล้วก็ยังจะไม่ยุติเพราะว่าปีนี้ก็ขาดดุล ปีหน้าท่านทราบหรือเปล่าก็ยังขาดดุลอีก ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ มีความหวังว่า จะพอดีดุล ซึ่งผมยังสงสัยอยู่เหมือนกันนะครับ ว่าจะพอดีหรือเปล่า งบลงทุนในงบประมาณ ก็น้อยนะครับ ในรูปนี้แสดงให้เห็นงบลงทุนที่เป็นสัดส่วนต่องบประมาณ ซึ่งโดยปกติแล้ว ประเทศอย่างประเทศไทยรัฐบาลควรจะลงทุนสักประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ตอนหลังนี้เหลือ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปีล่าสุดนี้ เหลือประมาณสักเกือบ ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ดีนะครับ เพราะฉะนั้น นอกจากว่าขาดดุลแล้วรัฐบาลยังลงทุนน้อยด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง
ที่สําคัญอีกอันก็คือหนี้สาธารณะ คือหนี้ของภาครัฐ อันนี้ก็สูงขึ้นทุกปี ๆ ความจริงซึ่งเป็นปกตินะ ประเทศส่วนใหญ่ก็หนี้สาธารณะระยะหลังจะสูงขึ้น แต่ของเรา ความชันมันชันมากขึ้นในระยะหลัง อันนี้คือปัญหา และที่สําคัญคือสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อขนาดของเศรษฐกิจหรือเรียกว่าจีดีพี ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือช่วงหลังวิกฤติปี ๒๕๔๐ ซึ่งประเทศไทยรัฐบาลเองต้องกู้ค่อนข้างมากนะครับ ระยะหลังบรรเทาลงไป แต่ว่าท่านจะสังเกตดูในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมาเริ่มสูงขึ้นอีกแล้ว สัดส่วนล่าสุด ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ฟังดูแล้วอาจจะไม่ค่อยน่าวิตกเท่าไร เพราะว่าเกณฑ์ที่เราใช้ก็คือไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี แต่ว่าอัตราส่วนเริ่มเพิ่มขึ้นอีกแล้วนะครับ ในแง่การคลังเขามีสิ่งที่เรียก กรอบความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งคล้าย ๆ เป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่จะชี้ให้เห็นว่าฐานะการเงิน การคลังของภาครัฐสามารถที่จะยั่งยืนหรือยืนยงต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน
กรอบอันแรกก็คือหนี้สาธารณะของจีดีพีไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมว่า ปีที่ผ่านมาหรือล่าสุด ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ ยังใช้ได้
อันที่ ๒ ภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ทําได้ แต่จริง ๆ ทําได้เพราะว่ามันมีกฎหมายห้ามไว้ไม่ให้เกินเท่านั้นเอง
อันที่ ๓ งบประมาณสมดุล ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะให้สมดุลภายใน ผมเข้าใจว่า ปี ๒๕๕๕ หรืออะไรพวกนี้ ทําไม่ได้เลยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราก็เลื่อนไปด้วยความหวัง ที่ว่าในปี ๒๕๖๐ งบประมาณจะสมดุลในที่สุด ซึ่งผมก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทําได้หรือเปล่า
แต่ที่สําคัญอีกอันหนึ่ง อันที่ ๔ เกณฑ์ที่บอกว่างบรายจ่ายลงทุน ก็คือ พวกลงทุนในเรื่องของสาธารณูปโภคต่าง ๆ โครงสร้างพื้นฐาน ถนน โรงพยาบาลอะไรต่าง ๆ พวกนี้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทําไม่ได้มาหลายปี อย่างที่ผมว่าแล้ว แล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทําได้ในอนาคตอีกเมื่อไร เพราะฉะนั้นต้องสรุป ว่าเป็นปัญหาแน่นอนครับ งบประมาณของรัฐ ไม่อยากจะใช้คําว่า รัฐบาลถังแตก เพราะว่ายังไม่ได้ถังแตก เพียงแต่ว่าอาจจะมีปริ ๆ บ้างนิดหน่อย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ถ้าจะให้สรุปประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดทํา งบประมาณสรุปได้ ๒-๓ ข้อ
อันแรกคือการจัดทํางบประมาณไม่มีลักษณะของแผนงานเชิงกลยุทธ์ ในระยะยาว พูดง่าย ๆ ว่าคิดไปปีต่อปี ปีต่อปี
อันที่ ๒ นโยบายการคลังที่ผ่านมาไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายจ่ายนอกงบประมาณ อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ และมาเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ ที่เราเพิ่งลงมติไปเมื่อกี้นี้ เพราะว่าอะไร เพราะว่าในการใช้จ่ายของภาครัฐ ถ้าไม่สามารถ ใช้ในงบประมาณได้ ก็จะไปใช้นอกงบประมาณ ซึ่งในนอกงบประมาณมันมีส่วนที่เกี่ยวข้อง กับรัฐวิสาหกิจ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์บ้าง ธ.ก.ส. บ้าง ธนาคารเอสเอ็มอีบ้าง พวกนี้รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการใช้จ่ายนอกงบประมาณ ซึ่งในที่สุดถ้ามันจะต้องเพิ่มทุน ยกตัวอย่างเช่นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่เราคุยกันเมื่อกี้นี้ มันก็จะมากลายเป็น ภาระของรัฐบาลในงบประมาณ ไม่ใช่นอกงบประมาณ อันนี้ก็คือประเด็นที่สําคัญ ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ามันต้องดูให้ครบถ้วน
อันที่ ๓ คือนโยบายภาครัฐขาดการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีความต่อเนื่อง และยั่งยืนทางด้านการคลัง อันนี้ผมก็ได้พูดไปแล้ว
อันถัดไปคือนโยบายมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง แต่ว่ามีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและภาระทางการคลังในทางลบ คือนโยบายประชานิยม ถ้าทําดีก็ดี แต่ถ้าทําไม่ดีมันก็จะเป็นผลเสียในที่สุด ถึงแม้ว่าประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์จะชอบก็ตาม
และสุดท้ายเลย ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะนําไปสู่ข้อเสนอเกี่ยวกับ เรื่องการตั้งพีบีโอ ก็คือว่าศักยภาพของรัฐสภาในการพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของนโยบายภาครัฐและการจัดทํางบประมาณมีความสามารถที่ด้อยกว่าหรือน้อยกว่า ฝ่ายบริหาร ก็คือฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง เพราะว่ารัฐบาลในการจัดทํางบประมาณก็จะมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงบประมาณ มีกระทรวงการคลัง มีธนาคารแห่งประเทศไทย มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติช่วยจัดทํางบประมาณ แล้วมีการวิเคราะห์ มีการกลั่นกรองอะไรต่ออะไรมา แต่พอมาถึงรัฐสภา อันนี้สมาชิกที่เคยเป็น ส.ส. ส.ว. ก็น่าจะทราบดีว่าข้อมูลและเวลาในการพิจารณากฎหมายงบประมาณของสมาชิกรัฐสภา จะน้อยกว่า ด้อยกว่ารัฐบาล เพราะฉะนั้นก็เลยทําให้การพิจารณางบประมาณไม่สมบูรณ์ แบบเท่าที่ควร อันนี้คือประเด็นปัญหาอันหนึ่งที่นําไปสู่การใช้เงินใช้ทองของภาครัฐที่ไม่มี ประสิทธิภาพ ไม่เหมาะสม และทําให้เกิดการขาดดุลต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้น แนวทางแก้ไขนี่นะครับ แน่นอนก็มีหลายทางด้วยกันนะครับ แต่เราคงจะพูดไม่หมดในวันนี้ เราหยิบยกมาอันเดียวเท่านั้นเองก็คือการเสริมสร้างความสามารถของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการวิเคราะห์และอนุมัติงบประมาณ อันนี้ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งจะช่วยทําให้นโยบาย การคลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายภาครัฐมีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องใหญ่ไปกว่านี้ เช่น เรื่องการจัดทํางบประมาณแบบ ๒ ขา คือดูทั้งรายรับ รายจ่าย มีกลยุทธ์ระยะยาว อันนี้หลายส่วนบางท่านก็ได้พูดไปแล้ว พิจารณา ภาวะการคลังที่รวมถึงเงินทั้งในและนอกงบประมาณ เมื่อสักครู่ที่ผมเรียนไปแล้วว่ารัฐบาลนี้ ใช้จ่ายไม่ใช่เฉพาะเงินในงบประมาณแต่มีอิทธิพลในเรื่องการใช้เงินนอกงบประมาณด้วย ก็อยากจะหยิบยกเฉพาะเรื่องของการเสริมสร้างความสามารถของรัฐสภาในการวิเคราะห์ และอนุมัติงบประมาณเป็นสําคัญ และวันนี้ก็จะนําเสนอแนวแก้ไขโดยการจัดตั้ง หน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่งเรียกว่า สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ซึ่งผมเข้าใจดีว่าสมาชิกหลายท่านก็คงนึกว่าเอาอีกแล้วหรือ หน่วยงานใหม่อีกแห่งหนึ่งแล้ว แต่ผมอยากจะยืนยันว่าหน่วยงานนี้มีความจําเป็นและเป็นประโยชน์จริง ๆ แล้วจริง ๆ มันไม่ใช่เป็นหน่วยงานใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาจากความนึกคิดโดด ๆ มันมีความยึดโยง กับหน่วยงานที่มีอยู่แล้วก็คือที่เราอยู่กันที่นี่ก็คือรัฐสภานั่นเอง ซึ่งผมคิดว่าไม่ว่า เราจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตาม เรื่องรัฐสภา เรื่องความสามารถของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งยวด เพราะฉะนั้นการมีสถาบัน ที่จะเสริมสร้างความสามารถของสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องที่สําคัญ ซึ่งผมว่า ทุกประเทศจะต้องพิจารณาก็คือเรื่องของงบประมาณเป็นประเด็นที่สําคัญมาก แล้วก็อยากจะเรียนอย่างที่ท่านประธานสมชัยได้พูดว่าสถาบันที่เราเสนอมานี้ ที่เราเรียกว่า ไทยพีบีโอ (Thai PBO) นี้นะครับ ไม่ได้ทํางานซ้ําซ้อนกับสํานักงบประมาณซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่าสํานักงบประมาณเป็นเครื่องมือของภาคฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ไทยพีบีโอนี้จะเป็น เครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา อันนี้เราก็ได้ประโยชน์จากการศึกษาของหน่วยงาน ๒ หน่วยงานร่วมกันทํา ก็คือสถาบันพระปกเกล้ากับทีดีอาร์ไอเขาก็ไปได้ทุน และความช่วยเหลือมาจากธนาคารโลก อันนี้ผมต้องให้เครดิตทั้ง ๒ หน่วยงานนะครับ ว่าได้จัดทําร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาขึ้นแล้วเราก็นําร่างของเขา มาแล้วก็มาพิจารณา ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของทั้ง ๒ หน่วยงานนี้นะครับ เขาก็ได้ทํามา จริง ๆ ก็เป็นเวลาหลายเดือน ก็จะเป็นปีแล้วนะครับ ทําเรื่องต่าง ๆ นานามา เพราะฉะนั้น ประเด็นที่อยากจะเรียนคืออย่างนี้ว่าในเรื่องการจัดตั้งสํานักวิเคราะห์งบประมาณ ประจํารัฐสภาหรือพีบีโอนี้มันจะช่วยในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากจะเรียนเป็นเรื่องอ้างอิงว่าหลายประเทศในช่วง ๕-๑๐ ปี ที่ผ่านมานี้มีการจัดตั้งหน่วยงานแบบพีบีโอขึ้นแล้ว ประเทศแรกที่มีการจัดตั้งก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกาประสบผลสําเร็จมากจากการวิเคราะห์ประเมินผลการทํางาน ของพีบีโอ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า ซีบีโอ คองเกรสชันนอล บัดเจ็ท ออฟฟิศ ได้ผลดีมาก เป็นประโยชน์กับสมาชิกรัฐสภา ทั้งสภาบนและสภาล่างของเขา สามารถที่จะ เป็นเครื่องมือให้กับสมาชิกรัฐสภาของเขาได้พิจารณางบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และต่อมาก็มีประเทศหลาย ๆ ประเทศทําตามคือตั้งหน่วยงานประเภทซีบีโอหรือพีบีโอขึ้น เช่น ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วก็มีประเทศแคนนาดา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศญี่ปุ่น และต่อมาก็ประเทศเกาหลีใต้ ท่านก็จะเห็นว่า มีหลายประเทศแล้ว แต่ว่าระยะหลังก็มีประเทศกําลังพัฒนาบางประเทศเริ่มจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา เช่น ประเทศเม็กซิโก ประเทศเคนยา แล้วเราก็หวังว่าประเทศไทยก็จะเป็นหนึ่งในประเทศ เหล่านั้นที่จะมีหน่วยงานประเภทพีบีโอเกิดขึ้น หลายประเทศส่วนใหญ่มีการประเมินแล้ว สรุปได้ว่าประสบผลสําเร็จเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก ทีนี้ผมจะลงรายละเอียดนิดหนึ่งเกี่ยวกับว่าเราจัดตั้งพีบีโอขึ้นมาวัตถุประสงค์จริง ๆ มันคืออะไร จริง ๆ มันมีหลากหลายด้วยกัน แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือหน้าที่ของพีบีโอ จะให้บริการสมาชิกรัฐสภาและประชาชน คือไม่ใช่รัฐสภาอย่างเดียวแต่จะเผยแพร่ ให้สาธารณชนได้รับทราบด้วยว่าการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการใช้เงินแผ่นดินของภาครัฐจะมีผลกระทบอะไร อย่างไร เป็นบวก เป็นลบ อย่างไร เป็นการช่วยในการให้สมาชิกรัฐสภาและสาธารณชนได้พิจารณางบประมาณของภาครัฐ ที่เสนอให้กับรัฐสภา อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ แต่ว่าพีบีโอยังมีวัตถุประสงค์ที่จะทําให้เกิด ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการจัดทํางบประมาณด้วย เพราะว่าการที่จะมีคน วิเคราะห์วิจัยผลกระทบเป็นอย่างดีมันทําให้ฝ่ายรัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการจัดทํา งบประมาณให้มากขึ้น นอกจากนั้นเราหวังว่าจะก่อให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันในเวทีสาธารณะ เรื่องการใช้งบประมาณโดยมีหลักฐานทางวิชาการรับรอง ผลการวิเคราะห์เหล่านั้น อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ นี่คือวัตถุประสงค์
ภารกิจของพีบีโอทําอะไรบ้าง หน้าที่ของเขาส่วนใหญ่ อันนี้ผมอยากจะเรียน ให้ทราบว่าผมก็ได้ยินมาจากคนที่เขาทํางานที่สหรัฐเลยว่าเขาทําอะไรบ้าง แล้วทั่วโลก เขาทําอย่างนี้
ประการแรกเลย พีบีโอต้องทําหน้าที่ประมาณการทางด้านเศรษฐกิจ ก็คือ พยากรณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว อันนี้เป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะโตมากน้อยแค่ไหนอนาคตการวิเคราะห์ทางด้าน งบประมาณก็อาจจะทําได้ไม่ค่อยดีเท่าไร
อันที่ ๒ คือต้องประมาณการรายรับของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการดูว่าภาษีต่าง ๆ ที่บวกกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้รายได้ ของรัฐจะมีมากน้อยแค่ไหน
อันที่ ๓ คือจะต้องวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านการคลังของการเปลี่ยนแปลง นโยบายที่เกี่ยวกับภาษีและการใช้จ่ายของภาครัฐ อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญที่สุดเลย ก็คือ ต้องวิเคราะห์ให้เห็น สมมุติว่ารัฐบาลเสนอมาบอกว่าต่อไปนี้จะมีการจํานําพืชผลเพิ่มขึ้นอีก ๔-๕ ชนิด ยกตัวอย่างนะครับ พีบีโอก็จะมีการวิเคราะห์ว่าถ้าท่านจะจํานําด้วยราคาเท่านั้นเท่านี้ ผลกระทบในการใช้จ่ายภาครัฐจะมีเท่านั้นเท่านี้ ผลดีจะมีอย่างนี้ก็คือเกษตรกรจะมี รายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเท่านี้ แต่ว่าภาครัฐจะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน มีหนี้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด อะไรต่ออะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นประเด็นที่สําคัญและเป็นหน้าที่ ของพีบีโอที่จะต้องจัดทําขึ้น มีการวิเคราะห์ต้นทุนทางการคลังของนโยบายที่สําคัญ นโยบาย หลายอย่างอาจจะไม่ใช่นโยบายที่เกี่ยวกับงบประมาณโดยตรง แต่มันมักจะต้องใช้เงินใช้ทอง อันนี้พีบีโอก็จะต้องวิเคราะห์ด้วย ในหลายประเทศมีการวิเคราะห์ถึงต้นทุนของนโยบายที่ใช้ ในการหาเสียง อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ แล้วเราอย่าหวังว่าในอนาคต อีกหน่อยสมมุติว่า ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแล้วจะต้องมีการเสนอแล้วว่าพรรคการเมืองที่จะต้องลงเลือกตั้งก็จะ หาเสียงโดยการเสนอนโยบายหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้เงินใช้ทอง ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ประเภทอยากจะลดราคาน้ํามันบ้าง ราคาแก๊สบ้างอะไรต่ออะไรพวกนี้ ก็หวังว่าพีบีโอจะไป วิเคราะห์ว่าที่ท่านเสนอบอกว่าจะมีการลดราคาน้ํามันให้ หรืออุดหนุนราคาน้ํามัน หรือราคาแก๊ส หรือราคาไฟฟ้ามันจะต้องใช้เงินใช้ทองมากน้อยแค่ไหน เพียงใด เพื่อที่สาธารณชนจะได้ประเมินได้ว่าถ้าพรรคการเมืองนี้ใช้นโยบายประเภทนั้นประเภทนี้แล้ว จะต้องใช้เงินใช้ทองมากน้อยแค่ไหน เพียงใด จะต้องเป็นหนี้เป็นสินมากน้อยแค่ไหน เพียงใด เพราะว่าหนี้เหล่านั้นทุกคนต้องรับผิดชอบ อันนี้ก็คงจะสร้างความตื่นตัว ความรู้ ความตระหนักให้เห็นถึงนโยบายของรัฐในส่วนของการใช้เงินใช้ทอง
ทีนี้มาดูตัวพีบีโอว่าควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร สิ่งที่จะต้องมีประการแรกคือ ต้องมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ก็คือฝ่ายรัฐบาลพูดง่าย ๆ ว่าต้องมาอยู่ในสังกัด ของรัฐบาล รัฐบาลไม่เกี่ยว รัฐบาลมาสั่งไม่ได้ อันที่ ๒ ต้องมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภา อันนี้แน่นอนเพราะว่าเขาทํางานให้บริการแก่สมาชิกรัฐสภา อันที่ ๓ ต้องไม่ฝักใฝ่ทางด้านการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ จะเลือกข้างไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ คือในการวิเคราะห์นโยบายต่าง ๆ พวกนี้ อันนี้ผมก็ได้ ฟังมาจากผู้ที่เขาทํางานที่สหรัฐเขาบอกว่าในการวิเคราะห์เขาจะไม่บอกว่านโยบายดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร แต่จะบอกว่านโยบายนี้ผลกระทบจะเป็นอย่างไรในแง่ของการใช้จ่าย ของภาครัฐ จะต้องใช้เงินเท่าไร หรือควรจะใช้เงินเท่าไร ผลกระทบในแง่ของรายได้ ของประชาชนจะมากน้อยแค่ไหน เพียงใด ผลกระทบที่มีต่อราคาพืชผลจะเป็นอย่างไร อะไรต่ออะไรพวกนี้ แต่ว่าจะไม่สรุปว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดี หรือควรใช้หรือไม่ควรใช้ เพราะอะไร เพราะว่าเขาไม่อยากที่จะไปยึดโยงหรือผูกมัดกับการเมืองนั่นเอง คือพยายาม ที่จะเป็นกลางทางด้านการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความโปร่งใสในการทํางาน อันนี้สําคัญ แต่ที่สําคัญอาจจะไม่น้อยเลย ต้องมีความเชี่ยวชาญระดับสูงในการวิเคราะห์ งบประมาณ อันนี้สําคัญมาก แล้วต้องทํางานได้รวดเร็ว แล้วก็เป็นอิสระในเรื่องของการจ้าง พนักงาน อันนี้ก็สําคัญเพราะว่าเขาต้องการเจ้าหน้าที่ที่มีคุณภาพค่อนข้างสูงในการทํางาน สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่จะต้องทําก็คือต้องรายงานและชี้แจงให้แก่กรรมาธิการงบประมาณ อันนี้แน่นอนที่สุด คณะกรรมการที่สําคัญในเรื่องงบประมาณก็คือกรรมาธิการงบประมาณนั่นเอง ส่งรายงานการวิเคราะห์ให้ทุกพรรคแล้วก็ทําได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงต่อเวลา แล้วก็สื่อสารกับสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง และเข้าใจง่าย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญ เพราะว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ทําเพื่อรัฐสภาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าต้องทําให้กับ สาธารณชนด้วย และสาธารณชนทั่ว ๆ ไปจะใช้ภาษาแบบเทคนิเคิล (Technical) มากเกินไปก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความสามารถของพีบีโอจะต้องสามารถสื่อสารให้กับ สาธารณชนได้โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญอีกอันหนึ่ง
สิ่งที่ต้องไม่ทําก็คือให้ความเห็นทางการเมือง คือไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า นโยบายอะไรถูกผิด อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญมาก ผมคิดว่าถ้าเรามีพีบีโอที่ไปมัวแต่ชี้บอกว่า นโยบายของพรรคนี้ดี พรรคโน้นไม่ดีอะไรต่ออะไรพวกนี้ มันก็จะเสียความเป็นกลาง ทางด้านการเมือง อันนี้ผมก็อยากจะย้ําว่าอันนี้คือคุณลักษณะที่สําคัญ
ในเรื่องของการบริหารจัดการก็แน่นอนมันก็ไปตามคุณลักษณะของพีบีโอ ที่ควรจะเป็น ก็คือต้องทํางานมีประสิทธิภาพ ต้องมีความเป็นอิสระ ต้องอยู่ในสังกัด ของรัฐสภา แล้วก็ควรจะมีบทบัญญัติ ที่กําหนดไว้ต้องมีความเป็นอิสระแล้วก็พ้นจาก การแทรกแซงทางการเมือง ส่วนงบประมาณและเงินทุนสนับสนุนต้องมีความเพียงพอ และต่อเนื่อง อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญอีกอันหนึ่ง
ทางทีดีอาร์ไอ และสถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษามาว่าพีบีโอของประเทศไทย ควรจะเป็นหน่วยงานประเภทไหน ทราบว่าเป็นหน่วยงานอิสระ แต่ว่าอิสระแบบไหน ซึ่งมีอยู่ ๓ ทางเลือก ก็คือเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้กํากับของประธานรัฐสภา หน่วยงานอิสระ ภายใต้กํากับของประธานวุฒิสภา แล้วก็หน่วยงานอิสระนอกระบบรัฐสภา อันสุดท้าย เขาตัดออกเลยเพราะว่าถ้าอยู่นอกรัฐสภา รัฐสภาก็อาจจะไม่สนใจก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่ ในสังกัด ต้องอยู่ภายใต้กํากับของคนในรัฐสภา ในที่สุดก็สรุปเอาว่าเอาอันแรก คือเป็นหน่วยงานอิสระก็จริงแต่ว่าอยู่ภายใต้การกํากับของประธานรัฐสภา อันแรกเลยนะครับ ก็มีข้อดีข้อเสียอะไรต่ออะไรพวกนี้ ถามว่ามีไหมสถาบันแบบนี้ มีครับ ชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้า เพราะฉะนั้นจริง ๆ สถาบันพีบีโอก็คือน้อง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้านั่นเอง เพราะว่า สถาบันพระปกเกล้าก็มีลักษณะเช่นนี้ เพราะฉะนั้นสรุปว่าเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้ การกํากับดูแลของประธานรัฐสภา
ประเด็นที่พิจารณาเพิ่มเติมก็มีเรื่องของโครงสร้างการบริหาร ในที่นี้ออกแบบไว้ ให้มีคณะกรรมการหรือมีบอร์ด ๒ บอร์ดด้วยกัน คือคณะกรรมการสถาบันซึ่งทําหน้าที่ บริหารแล้วก็ดูแลนโยบายกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปเป็นหลัก แล้วอีกบอร์ดหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการวิชาการ อันนี้ชื่อก็บอกแล้วว่าเน้นทางด้านวิชาการ
ผมอยากจะนําเสนอรายละเอียดอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะจัดตั้ง สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาเลยนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมอยากจะนําเสนอเพื่อให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือให้ความเห็น กับร่างกฎหมายนี้ด้วย เพราะผมคิดว่าเราพร้อมที่จะใช้เป็นแม่บทในการพิจารณา และนําเสนอต่อไปนะครับ
ในบทบัญญัติของกฎหมายก็อยู่ในเอกสาร ในรายละเอียด ก็มีทั้งหมด ๘ หมวดด้วยกัน ๔๓ มาตรานะครับ บทแรก ๆ ก็เป็นบทกล่าวนําถึงความสําคัญของมัน วัตถุประสงค์อะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ แล้วก็มีการกําหนดโครงสร้างองค์กร อย่างที่ผมเรียน ประกอบไปด้วยคณะกรรมการสถาบันและคณะกรรมการวิชาการนะครับ ข้อเสนอก็คือ คณะกรรมการสถาบัน คณะกรรมการสถาบันทําหน้าที่ด้านบริหารจัดการองค์กร โดยไม่เข้าไป ยุ่งเกี่ยวกับเทคนิคในการจัดทําบทวิเคราะห์หรือนโยบายในการจัดทําบทวิเคราะห์ แต่อย่างใด อันนี้ก็คือสร้างอิสระในการทํางานให้กับสถาบันนั่นเองนะครับ กรรมการสถาบัน ที่เสนอไปก็คือว่าประธานโดยตําแหน่งก็คือเป็นประธานรัฐสภา แล้วก็มีกรรมการอื่น ๆ ที่โดยตําแหน่งก็คือเป็นรองประธานรัฐสภาแล้วก็ผู้นําฝ่ายค้าน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้มีความสมดุล นั่นเอง ระหว่างฝ่ายที่เป็นพรรครัฐบาลกับพรรคที่เป็นฝ่ายค้าน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ ท่านด้วยกัน ซึ่งมีความรู้ ความสามารถในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเมือง อันนี้เราจะเน้นมากว่าไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้มีประสบการณ์นะครับ
บทบาทของกรรมการสถาบัน อย่างที่ท่านเห็นสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ ถูกกําหนดไว้สูงกว่ากรรมการโดยตําแหน่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะรักษาความเป็นอิสระ ของหน่วยงานนี้ไว้นั่นเองนะครับ และกรรมการสถาบันก็ทําหน้าที่คล้าย ๆ กับเป็นการ ลดแรงกระแทกจากภาคการเมืองที่จะมีต่อผู้บริหารของสภาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อํานวยการ แล้วกฎหมายก็มีการกําหนดไว้ให้กรรมการสถาบันมีหน้าที่ในการส่งเสริม ความเป็นอิสระให้กับองค์กร แล้วก็ไม่แทรกแซงและก้าวก่ายการทํางานของคณะกรรมการ วิชาการ และผู้อํานวยการสถาบันนะครับ
หมวดที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของคณะกรรมการสถาบัน ในรายละเอียดก็จะมี ทั้งองค์ประกอบ คุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิก็มีระบุไว้แล้วก็มีอํานาจหน้าที่อะไร อย่างไรนะครับ
ถัดไปเป็นหมวดที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการวิชาการ ทําหน้าที่กํากับนโยบาย ด้านวิชาการ ให้คําปรึกษาด้านวิชาการ และให้ความเห็นและข้อเสนอแนะทางวิชาการ กับผู้อํานวยการและบุคลการ ประกอบไปด้วยประธาน ๑ ท่าน กรรมการอีก ๖ ท่าน คุณสมบัติก็คล้าย ๆ กับกรรมการบริหารเหมือนกันแต่ว่าจะเน้นเรื่องประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐศาสตร์และทางด้านการคลังเป็นสําคัญนะครับ กฎหมายก็มีกําหนดไว้ในเรื่องของ กรรมการวิชาการว่ามีหน้าที่ในการส่งเสริมความเป็นอิสระทางวิชาการเช่นเดียวกัน ไม่แทรกแซงการทํางานของผู้อํานวยการนะครับ ในที่นี้จริง ๆ จะเป็นใครก็ได้ไม่มี คณะกรรมการโดยตําแหน่ง ก็มีอํานาจหน้าที่ตามที่ปรากฏในหมวดที่ ๓
หมวดที่ ๔ เป็นผู้อํานวยการสถาบัน อันนี้เป็นคีย์ เพอเซิน (Key person) เลย เป็นหัวหน้าทํางานของสถาบันนี้ แต่งตั้งโดยประธานรัฐสภาตามมติของคณะกรรมการสถาบัน คณะกรรมการบริหารนั่นเอง และการสรรหาก็มีเกณฑ์คุณสมบัติต่าง ๆ แต่ที่สําคัญ คือด้านความรู้ ความสามารถ นี่เป็นเรื่องที่สําคัญ มีประสบการณ์ทํางานไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี และไม่มีความสัมพันธ์ทางด้านภาคการเมือง พูดง่าย ๆ คือไม่เอนเอียงไปทางด้านพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะนะครับ ในกฎหมายมีระบุถึงคณะกรรมการสรรหา ผู้อํานวยการ ว่าประกอบไปด้วยใครบ้าง เราก็พยายามจะดึงจากผู้ที่เรียกว่าเป็นกลางมาก ๆ อย่างเช่น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน นายกสมาคม เศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชย์และการบัญชี และคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐ พวกนี้ก็จะมาสรรหาผู้อํานวยการนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระจากฟากฝั่งต่าง ๆ ในกระบวนการเลือกผู้อํานวยการ สถาบัน เลือกแล้วก็เสนอชื่อ ๒-๓ รายชื่อให้กับคณะกรรมการสถาบันได้คัดเลือก ๑ รายชื่อ ในเรื่องนี้เราคิดว่าคณะกรรมการสถาบันก็สามารถที่จะถอดถอนผู้อํานวยการได้ แต่ว่าต้องมี เหตุผลอันสมควร เช่น บกพร่อง หรือทุจริตในหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ผู้อํานวยการมีวาระการดํารงตําแหน่ง ๕ ปี ดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระ อันนี้ความต่อเนื่องก็อาจจะมีบ้างนิดหน่อย แต่ว่ามากนักก็ไม่ดี ผู้อํานวยการก็จะมีคุณสมบัติ ตามที่เราได้กําหนดไว้นะครับในหมวดที่ ๔ แล้วก็มีขั้นตอนการคัดเลือกของผู้อํานวยการต่าง ๆ พวกนี้ หมวดที่ ๕ ที่ ๖ นี้เป็นเรื่องของเงินทุนที่สถาบันสามารถที่จะมีกองทุนได้ แล้วก็มีการ ระบุไว้เกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบการทํางาน บัญชีอะไรต่าง ๆ พวกนี้ หมวด ๗ ก็เป็นเรื่อง ของการติดตามตรวจสอบและประเมินผลทุกปี แล้วหมวด ๘ ก็จะมีการพิจารณาทบทวน ความเหมาะสมของกฎหมายทุกรอบ ๕ ปี อันนี้หมวด ๘ นี้ก็เป็นหมวดที่ผมว่าน่าสนใจ เพราะว่าเท่าที่เราดูร่างกฎหมายมายังไม่มีหมวดประเภทนี้ คือหมวดนี้บอกเลยว่า ทุก ๕ ปีนี้ให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย แล้วผมก็เข้าใจการทํางานของสถาบันด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย หรือในที่สุด ถ้าเราคิดว่าหน่วยงานนี้ไม่มีประโยชน์ก็ยุบทิ้งไปได้เลย ผมว่าถ้าเราทําอย่างนี้กับหน่วยงานใหม่ ๆ ทุกหน่วยงานก็จะดีนะผมว่า เพราะว่าต้องมีการประเมินไม่ใช่ว่าตั้งกันมา แล้วมาใช้เงินกันเฉย ๆ
สุดท้ายเลยคือบทเฉพาะกาล เรามีบทเฉพาะกาลไว้เพื่ออะไร ก็เพื่อที่ว่า เราจะได้ทํางานต่อไปในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภานั่นเอง เพราะเราคิดว่า ถ้าสามารถที่จะออกกฎหมายแล้วก็จัดตั้งหน่วยงานได้เลยก็ไม่ต้องรอให้มีรัฐธรรมนูญ หรือไม่ต้องรอให้มีรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะมี หรือจะโดนคว่ํา หรือจะอะไร อย่างไร ก็ไม่เป็นไรนะครับ กฎหมายนี้เสนอไปได้เพราะมีบทเฉพาะกาลที่จะจัดตั้งสถาบันอันนี้ได้จริง ๆ แล้วยิ่งตั้งได้เร็วยิ่งดียิ่งเป็นประโยชน์ เพราะว่าจริง ๆ สมมุติว่าถ้าตั้งได้พรุ่งนี้มันก็จะเป็น ประโยชน์สําหรับ สนช. ของเราที่จะพิจารณาเรื่องงบประมาณต่อไปในอนาคต ได้เลย เพราะฉะนั้นบทเฉพาะกาลก็จะมีบอกว่า คณะกรรมการสถาบันนี้ซึ่งตามตําแหน่งนี้ จะต้องเป็นประธานรัฐสภา เราก็บอกว่าตอนนี้ให้ประธาน สนช. ทําหน้าที่ไปก่อน แล้วก็รองประธาน สนช. คนที่หนึ่ง คนที่สอง ก็อาจจะทําหน้าที่ต่อไป แล้วก็ขั้นตอนการสรรหา เพื่อที่จะแต่งตั้งผู้อํานวยการก็ทําได้เลยว่ากันตามจริง เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายนี้สามารถที่จะ ผ่านไปได้ให้ สนช. พิจารณาให้ความเห็นชอบได้สามารถที่จะเริ่มนับ ๑ สําหรับการจัดตั้ง หน่วยงานไทย พีบีโอ ได้เลย เพราะฉะนั้นอันนี้ท่านประธานครับผมก็อยากจะนําเสนอ ในรายละเอียดแล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากจะให้พิจารณาว่า ๑. ในหลักการนี้หน่วยงานนี้ สมควรที่จะเกิดขึ้นไหม ในประเทศไทยในสังกัดรัฐสภาไทย และอันที่ ๒ ก็คือถ้าเห็นด้วย ร่างกฎหมายนี้พอไปได้ไหม อยากจะให้แก้ไขอะไร อย่างไร เราก็จะนําไปพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ