สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

นิรันดร์ พันทรกิจ หารือเรื่องธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการจัดตั้งบอร์ดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญและความไม่เหมาะสมในการบริหาร ทำให้ความเชื่อมั่นของมุสลิมต่อธนาคารนี้เบาบาง นอกจากนี้ยังเสนอข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างของการกู้ยืมเงินและดอกเบี้ยระหว่างธนาคารอิสลามและธนาคารพาณิชย์

นายนิรันดร์ พันทรกิจ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๑๕ อันที่จริงก็ไม่อยากจะอภิปรายอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่ว่าเนื่องจากท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ได้นําเสนอประเด็น ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับผมบ้าง อาจจะไม่โดยตรง แต่ว่าก็โดยอ้อม ก็คือประเด็น เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจที่เรียกว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ประเด็นนี้ที่จริงก็มีอาจารย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานําเสนอเอกสารการเงินกับท่านประธานโดยตรงแล้ว แต่ว่า ก็ยังไม่ได้ดําเนินการสืบต่อ ผมก็ยังไม่ได้ติดตามเรื่องนั้นอยู่นะครับ แต่ว่าสิ่งที่เป็นข้อสังเกต อย่างหนึ่งของการดําเนินงานของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยก็คือว่าก็คงจะเป็นปัญหา เดียวกัน คือปัญหาเรื่องบอร์ด ทีนี้เรื่องธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมันเป็นธนาคาร เฉพาะกิจ เป็นธนาคารที่จําเป็นจะต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจทางด้านการเงิน การคลัง ของอิสลาม ไม่ใช่เฉพาะการรู้หรือความรู้ความเข้าใจเฉพาะในเรื่องการเงิน การคลังด้านเดียว ทีนี้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือว่าการตั้งบอร์ดมันบอร์ดจริง ๆ หรือเปล่า หรืออย่างไร คือไม่ได้ เข้าใจ ผมก็ไม่ได้ว่าตําหนิใคร แต่ปรากฏว่าบอร์ดที่ตั้งมีคนมุสลิมอยู่รุ่นละคน แล้วก็อาจจะยัง ถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่มีความชํานาญ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน การคลัง เป็นที่ยอมรับ ของสังคมมุสลิมอย่างน้อยในประเทศไทยยังไม่ค่อยปรากฏเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นมันก็เลย กลายเป็นปัญหาว่าความเชื่อถือของพี่น้องมุสลิมที่มีต่อธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ก็เบาบาง น้อย การใช้บริการก็น้อย นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในการตั้งบอร์ดนอกจากไม่คํานึงถึงการสร้าง ความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนแล้ว อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวโดยส่วนใหญ่ อาจจะเคยมีประสบการณ์เป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารโน่นมาแล้ว กรรมการผู้จัดการที่นี่ มาแล้วแล้วก็มาตั้ง มันก็ทําให้การบริหารไม่ประสบความสําเร็จ ปรากฏว่าด้วยความเคารพ ขาดทุนเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท พี่น้องมุสลิมอับอายกันไปทั่ว และคนที่จัดตั้งธนาคารนี้มา เอาล่ะแม้ว่าจะมาจากอิทธิพลทางการเมือง แต่ว่ามันก็เป็นเจตนาที่ดี แต่ว่าพอออกมา ผลการประกอบการออกมาอย่างนี้ น่าเสียใจ

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของคณะกรรมการที่เรียกกันว่าบอร์ดชารีอะห์ หรือบอร์ดที่คอยกํากับดูแล อันนี้ก็เป็นบอร์ดที่เป็นนักวิชาการมุสลิม ซึ่งผมดูรายชื่อแล้ว ทุกคนน่าเชื่อถือหมด ใช้การได้ มีฝีมือเป็นที่ยอมรับของสังคมมุสลิมในประเทศไทย แต่ที่สําคัญก็คือว่าการที่เขาเขียนกฎหมาย อย่าลืมว่าบอร์ดชารีอะห์คนที่ตั้งก็คือซุปเปอร์บอร์ด ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นเวลาตั้งบอร์ดชารีอะห์ ข้อท้วงติงใด ๆ ที่บอร์ดชารีอะห์สามารถจะกระทําได้ ก็ไม่กล้าทักท้วง เพราะทักท้วงเดี๋ยวเขาไม่ตั้งเป็น ก็เลยเงียบกันหมดไม่กล้าบอกว่าประเด็นนี้บอร์ดไม่ควรจะทํามันผิดหลัก มันไม่ถูก มันทําอย่างนี้ไม่ได้ ไม่กล้าท้วง แล้วก็ตัวบอร์ดเองก็ปรากฏว่าบางทีก็ไม่ยอมที่จะส่ง หรือประเด็นสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารที่เหมาะที่ควรหรือไม่ตามหลักศาสนา ก็ไม่ส่งให้บอร์ดชารีอะห์พิจารณา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองเห็นว่าทําให้ความน่าเชื่อถือที่มีต่อธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บางเบามาก ในส่วนของอิทธิพลทางการเมืองแน่นอนครับการตั้งบอร์ดเราต้องได้รับอิทธิพล ทางการเมืองและมีผลต่อการบริหารของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยด้วย เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าเวลาจะกู้เงินก็ใช้เส้นสายทางการเมือง ตัวประธานและบอร์ดเองก็ตั้งมาจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสั่งว่า คนนี้ยื่นกู้มาหลักทรัพย์ไม่ดีเท่าไรก็วินิจฉัยไปเถอะผ่านไปได้ มันก็เกิดหนี้เสียขึ้นมาเป็น หมื่น ๆ ล้านบาทอย่างไร แล้วก็ตามเอาไม่ได้ด้วย นี่คือปัญหาของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นถ้าจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะที่ชื่อว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ต้องแก้กฎหมายเรื่องธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยใหม่ แน่นอนครับอาจจะการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องบ้างได้แต่ว่าก็ไม่ควรที่จะมากเกินไป

ประเด็นสุดท้ายในเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นบางประเด็น เช่น คําว่า เงินกู้ คําว่า ดอกเบี้ย คําว่า กําไร อะไรพวกนี้ผมคิดว่าเวลามาอธิบายมาคงอธิบายกันคนละเวอร์ชัน (Version) กับเวอร์ชันหลักในระบบธนาคารทั่วไป และที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า ในเวลานี้มีสํานักคิดทางด้านอิสลามจํานวนหนึ่งพยายามที่จะดิสเครดิต (Discredit) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยบอกว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมันก็ไม่ได้ต่างกับ ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่แทนที่จะเรียกว่าดอกเบี้ยก็เรียกว่ากําไรและยิ่งย้อนแย้งในลักษณะ ที่เป็นการกู้ซ้ํากู้ซากมันก็ทําให้เสียค่าใช้จ่ายแก่ผู้ที่ใช้บริการกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมาก ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่อยากจะเสนอเอาไว้เป็นข้อคิดสําหรับคณะกรรมาธิการให้นําเรื่องเหล่านี้ ไปช่วยกลั่นกรอง ช่วยพิจารณาดูด้วยเผื่อจะได้ดําเนินการในการปฏิรูปเรื่องของ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศต่อไปครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ