อําพล จินดาวัฒนะ ขอขอบคุณประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและเกรียงไกรที่สร้างบรรยากาศให้อําพลฮึกเหิมและสามารถนำเสนอข้อความได้อย่างสบายใจ และหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และเสนอเกณฑ์การพิจารณา 4 ข้อ รวมถึงเสนอแนะว่าควรจะมีการวิเคราะห์และกำหนดโรดแมพในการปฏิรูป
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ต้องขอบคุณ คุณเกรียงไกรครับที่ได้สร้างบรรยากาศนํา ดูรู้สึกมันจะฮึกเหิมนะครับ ผมก็คงไม่ได้ฮึกเหิม ไปตามนั้น จะได้นําเสนออภิปรายได้อย่างสบายนะครับ ต้องขอบคุณคุณเกรียงไกร มันส์จริง ๆ ผมอยากกราบเรียน ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นละครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือต้องขอบคุณทางกรรมาธิการได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ขบคิดเรื่องเป็นวาระการปฏิรูปนะครับ ผมคิดว่าเรื่องรัฐวิสาหกิจนี้ทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกัน อยู่แล้วว่ามีความสําคัญกับประเทศและเข้าถึงจุดที่จะต้องมีการปฏิรูประบบและโครงสร้าง ซึ่งก็เป็นจังหวะที่เหมาะ ผมคิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้พิจารณามาเสนอนี่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังจะต้องมีเส้นทางอีกยาวไกล อะไรที่มันเคยเป็นคุณต่อสังคมต่อประเทศนี่ ถ้าเราทําไปนาน ๆ บริบทเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ถ้าเรายังทํา เหมือนเดิมหรือไม่ปรับตัว มันก็กลายเป็นโทษได้นะครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าทุกท่านเห็นตรงกัน ระบบอะไรก็ตามสถาบัน องค์กรต่าง ๆ ทุกวันนี้ที่กําลังสั่นคลอนมากก็เพราะว่าอาจจะ ปรับตัวไม่ทันกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ การเมือง ศาสนา การศึกษา ยุติธรรมและระบบต่าง ๆ รัฐวิสาหกิจก็ทํานองเดียวกัน เคยสร้างคุณประโยชน์ ให้กับประเทศมากมาย แต่เมื่อพัฒนาเติบโตมาถึงวันนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนถ้าเราปรับตัวไม่ทัน เราก็ล้าสมัยแล้วก็เกิดกลายเป็นโทษได้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการหยิบขึ้นมานี่ ก็เป็นเรื่องที่ด้วยเหตุผลเหล่านี้ซึ่งเราจะต้องพยายามเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่ากรรมาธิการ ท่านได้มีการวิเคราะห์ไว้ดีครับ แต่ผมพยายามจะจับประเด็นเรื่องกรอบความคิดรวบยอด ของการปฏิรูประบบและโครงสร้างเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจผมยังจับกรอบความคิดภาพรวม ทั้งหมดที่จะเห็นทั้งหมดไม่ได้ชัดเจนนัก ผมคิดว่าทางกรรมาธิการท่านคงจะได้ขบคิด ในขั้นตอนต่อไปนะครับ ผมเองนั้นได้มีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจนะครับ แต่เข้าไปก็เพื่อไปเรียนรู้แล้วก็ไปช่วยเท่าที่ทําได้ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น ที่ท่านได้วิเคราะห์ไว้ในสภาพปัญหานี่นะครับ ซึ่งอยู่ในเอกสารมีทั้งหมดอยู่ ๕ ข้อ ผมคิดว่า มีข้อหนึ่งที่อาจจะตกไปหรืออาจจะอยู่ใน ๕ ข้อนี้แต่ไม่ได้เน้นนะครับ สิ่งที่ผมมีประสบการณ์ อยู่บ้างนั้นปัญหาของรัฐวิสาหกิจไทยก็คือว่าเราทํามาค้าขายบนกฎระเบียบของราชการ กฎระเบียบมากมายนะครับที่ต้องปฏิบัติ เวลาประชุมคณะกรรมการทีหนึ่งนั้นแทบจะไม่ได้คิด แผนยุทธศาสตร์ แผนธุรกิจ แต่จะต้องมาเสียเวลากับการว่ากันด้วยเรื่องกฎระเบียบ หยุมหยิมมาก ผมเป็นข้าราชการเก่ามาก่อนจะทราบว่ารัฐวิสาหกิจกลายเป็นที่ที่เป็นบูรอกเครซี (Bureaucracy) อย่างยิ่ง แล้วก็กฎระเบียบนั้นมากมายยิ่งกว่าราชการด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะต้องมีการเน้นย้ําเป็นประเด็นปัญหาเพื่อจะได้ไปแก้ไขได้ถูกต้องนะครับ มีคนเปรียบเทียบว่ารัฐวิสาหกิจเหมือนกับถูกมัดมือให้ชกมวยครับ ถูกมัดขาให้วิ่งแข่ง เอกชน ไปไกลแล้ว โลกนี้ไปไกล วิธีคิดไปไกลมาก แต่การทํางานนั้นยังติดขัดอยู่กฎระเบียบมากมาย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนย้ําว่าน่าจะต้องย้ําให้ชัดครับ แล้วก็การปฏิรูป ต้องให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ท่านได้มีข้อเสนอแนะในการปฏิรูปอยู่ในเอกสารนะครับ หน้า ๖ หน้า ๗ ๓ ข้อสําคัญผมเห็นด้วย ข้อ ๒ ท่านได้พูดถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพ ผมอยากจะให้เติมย้ําเรื่องการปรับกรอบคิดและวิธีทํางานที่ติดแบบบูรอกเครซี หรือความเป็น ราชการให้มันกลายเป็นอะไรที่คล่องตัวกว่านี้และทํางานได้เท่าทันมากกว่านี้นะครับ ท่านได้เสนอแนะข้อสรุปในการเสนอไว้ ๓ ข้อ ผมคิดว่าด้วยเวลาจํากัดท่านคงจะได้คิดไว้ เบื้องต้นเท่านั้น แต่ผมคิดว่าที่เสนอไว้ยังไปสู่บรรลุเป้าหมายได้ยากนะครับ เพราะเรายังไม่ได้ คิดชัดว่าเรื่องสําคัญที่สุดจะต้องปฏิรูปคืออะไร แล้วก็เวลาโรดแมพ (Road map) ที่จะทํานั้น คืออย่างไรนะครับ ด้วยความรู้ที่ไม่มากนัก ผมได้วิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารัฐวิสาหกิจก็คือ การทํามาค้าขายโดยรัฐ แต่ในขณะเดียวกันตลาดเอกชนก็โตมากทํางานค้าขายด้วยเอกชน เรามีอีกวงหนึ่งเกิดขึ้นคือทํามาค้าขายโดยภาคส่วนที่ ๓ เติร์ด เซกเตอร์ (Third sector) น่าจะได้มาคิดครับว่าการที่ท่านเสนอให้ คนร. เขาได้ไปทําโน่นทํานี่ ผมคิดว่าไม่เกิดหรอกครับ คณะกรรมาธิการเราในที่ทําเรื่องปฏิรูปเราอาจจะต้องเป็นคนเสนอครับว่า ประเด็นสําคัญอยู่ตรงไหน
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าเกณฑ์การพิจารณารัฐวิสาหกิจน่าจะมี สัก ๔-๕ เกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการท่านคงจะได้ไปคิดต่อ อันที่ ๑ สิ่งที่ควรจะทําต่อคือเรื่องที่ เอกชนทําไม่ได้ดีครับ ถ้าเอกชนทําได้ดีเติร์ด เซกเตอร์ทําได้ดีเราน่าจะต้องส่งผ่านครับ อันที่ ๒ ต้องทําเพราะมันเป็นความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนนะครับ เช่น องค์การเภสัชกรรม ต้องทําเรื่องความมั่นคงด้านยาและด้านสุขภาพ เรื่องที่ ๓ คือทําเพื่อถ่วงดุลตลาดครับ ไม่เช่นนั้นกลไกรัฐจะไม่มีตัวถ่วงดุลนะครับ และเรื่องที่ ๔ คือเป็นบริการสาธารณะที่จําเป็นจริง ๆ ต่อสาธารณะ ถ้าเรามีเกณฑ์ ๔ ข้อนี้แล้วก็มานั่งดูว่ารัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน อะไรเข้าเกณฑ์ อะไรไม่เข้าเกณฑ์ อะไรควรจะเลิกทําได้แล้ว อะไรต้องทําแน่นอน และทําให้ดีกว่าเดิม และอะไรอาจจะทํา ผมคิดว่าถ้าวิเคราะห์ในลักษณะนี้เราจะเห็นประเด็น ที่จะต้องเป็นคานงัดที่จะต้องทําที่ชัดเจน แล้วก็มีการกําหนดโรดแมพหรือเส้นทางการปฏิรูป ต่อไป ซึ่งผมคิดว่าอยู่ในใจคณะกรรมาธิการแล้วที่คงจะคิดต่อนะครับ ด้วยความขอบพระคุณครับ ท่านประธาน