สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เขมทัต สุคนธสิงห์ หารือเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นการตรวจสอบเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและปรับปรุงหนี้ของรัฐวิสาหกิจ พร้อมตรวจสอบคุณภาพบุคลากรที่ได้รับการจ้างงาน

นายเขมทัต สุคนธสิงห์

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ เขมทัต สุคนธสิงห์ ลําดับที่ ๐๒๕ ครับ ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่นําเสนอเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนะครับ โดยหลักการแล้วก็เห็นด้วยทั้งหมด แต่ขอเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ ในเรื่องของบทบาทของรัฐวิสาหกิจนั้นอาจจะต้องแบ่งเป็น ๓ ส่วนนะครับ

ส่วนที่ ๑ คือส่วนที่รัฐจะต้องไปลงทุนเพราะว่าเอกชนลงทุนไม่ได้ ทีนี้ตรงนี้ สิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่ใช่ไปลงทุนแล้วเอาสิทธิประโยชน์หรือสัมปทานหรือความเป็นโมโนโพลี (Monopoly) มาขายอย่างเช่นเมื่อกี้ที่ท่านสมาชิกพูดไปถึงเรื่องว่ามีสิทธิในการผูกขาด ประปาแล้ว เสร็จแล้วก็ไปให้เอกชนทําแล้วตัวเองก็คอยเก็บเงินอย่างเดียว ตรงนี้มีหลายที่ ไม่ใช่ที่เดียวนะครับ อยากจะให้ดู เพราะฉะนั้นที่ผ่านมากิจการโทรคมนาคมก็จะเกิดปัญหา แบบนี้ พอเอกชนเข้ามาทําแล้วก็แข่งขันไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจทั้ง ๒ ที่ ที่พยายามจะขายเรื่องของสัมปทานมากกว่าที่จะขายการบริการนั้นก็ทําให้เป็นไปไม่ได้

ส่วนที่ ๒ นะครับ ส่วนที่จะต้องให้บริการแก่สังคมอย่างที่หลายท่านได้พูดถึง ในครั้งที่แล้วผมเคยได้กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสมชัยแล้วว่างานบางเรื่องนั้น ในรูปของโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) จะทําประโยชน์ได้มากนะครับ เช่น องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก็ดี หรือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทยก็ดี พวกนี้ก็สามารถจะทําได้ในรูปของโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์นะครับ

ส่วนที่ ๓ ที่หลายท่านพูดนี่นะครับ ผมอยากจะเพิ่มเติมก็คือรัฐวิสาหกิจ ที่ทําหน้าที่กึ่งให้บริการ แล้วก็กึ่งเป็นเรกกูเลเตอร์ ผมยกตัวอย่าง อย่างกรณีของ การนิคมอุตสาหกรรมนี่นะครับ ผู้ทํานิคมหลายแห่งเข้ามาอยู่ในภายใต้ร่มของ การนิคมอุตสาหกรรมเพราะต้องการจะได้อํานวยความสะดวกในการออกใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงาน เพราะฉะนั้นการนิคมก็ทําหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์ไปโดยปริยาย ตรงนี้พอทําหน้าที่ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กันก็จะเกิดปัญหา ผมอยากให้ดูตรงนี้ให้ดี ถ้าจะต้อง ทําก็ต้องแบ่งหน้าที่ ๒ หน้าที่นี้ให้ชัดเจนนะครับ มีการนิคมอุตสาหกรรม มีการเคหะแห่งชาติ อันนี้เป็น ๓ เรื่องที่ท่านแบ่งมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือที่ท่านบอกว่า อันไหนที่ไม่พร้อมควรจะเลิกไปเลย หลายรัฐวิสาหกิจกระทรวงต้นสังกัดไม่เคยให้ความสนใจ เพราะถือว่าไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมเองผมเป็นกรรมการจัดทําบันทึกข้อตกลงกับรัฐวิสาหกิจ มาหลายสมัยนะครับพบว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งเมื่อไม่สามารถจะทํางานได้ก็ไม่มีทางที่จะไป ทําอะไรได้ ให้ปิดก็ไม่ปิดก็แข็งอยู่อย่างนั้น ก็ใช้เงินภาษีของราษฎรไปวันวันหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของการจัดการที่เห็นด้วยกับท่าน ผมมีเพิ่มเติม ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการตรวจสอบเรื่องทุจริตคอร์รัปชันประพฤติมิชอบ ต้องตรวจสอบอย่างจริงจังนะครับ ขณะนี้หลายรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะสถาบันการเงินนั้น มีการทุจริตอย่างชัดเจน แต่ถึงแม้จะมีซุปเปอร์บอร์ดแล้วก็ยังทําอะไรไม่ได้ เมื่อสักครู่เรียน ท่านดอกเตอร์ธวัชชัยไปแล้วนะครับ ควรจะต้องทําอย่างจริงจัง เรียนท่านประธานไปถึง ซุปเปอร์บอร์ดด้วยนะครับว่าอันนี้เห็นชัด ๆ แต่ว่าทําอะไรไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายท่านพูดแต่อาจจะไม่เห็นภาพชัดนะครับ คือเรื่องของการ คอร์รัปชันทางอ้อมคือคอร์รัปชันผ่านบริษัทลูก เพราะว่าบริษัทลูกนั้นลงไปตรวจไม่ได้ครับ คณะกรรมการที่ประเมินผลนั้นลงไปตรวจไม่ได้นะครับ สคร. ลงไปตรวจไม่ได้เพราะกฎหมาย ไม่ให้อํานาจ ตรงนี้จะต้องให้ตรวจให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เขาไปตั้งเป็นบริษัทลูก นี่ชัดเจนนะครับว่าเป็นหนทางที่เขาทําแล้วเราตามไม่ถึง

เรื่องที่ ๒ เรื่องของการที่จะต้องปรับปรุงหรือล้างหนี้ไม่ว่าจะเป็น การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี ขสมก. ก็ดี อาจจะต้องทําดิว ดิลิเจนท์ (Due diligent) ที่ชัดเจนแล้วก็อาศัยจังหวะนี้ทําอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้ รัฐวิสาหกิจนั้นสามารถดํารงได้แบบธุรกิจที่แท้จริงนะครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องของการที่เมื่อพูดถึงเรื่องคอร์รัปชันแล้ว รัฐวิสาหกิจบางแห่ง อาจจะดูว่าจําเป็น เช่นสถาบันการเงิน ผมขออนุญาตเอ่ยนะครับ ธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย มันก็เป็นนโยบายใช่ไหมครับที่จะต้องลงไปทํา แต่ว่าถ้าเผื่อที่นี่เอาบุคลากร ที่ไม่มีคุณภาพมาทํางาน เปิดสาขาไปแล้วเงินรายได้จากการประกอบการนี้ยังไม่พอค่าเช่า สถานที่เลย อย่างนี้อยู่ไปมันก็ดูดเงินของภาษีอากรไปตลอดเวลานะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทําอย่างไรครับ ถึงจะมีกระบวนการตรวจสอบกันอย่างจริงจังทั้ง ๓ ข้อ ขอบพระคุณครับ