สารี อ๋องสมหวัง พูดถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเสนอแนวคิดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจและตรวจสอบกระบวนการของรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน และมองว่าการแปรรูปหรือการเป็นเอกชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอาจเป็นทางออกที่ดี
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ขออนุญาตเสนอ ๒-๓ ประเด็นที่สําคัญ ดิฉันสนับสนุนเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศนี้ ขอเล่ารูปธรรมที่อยากจะยกตัวอย่าง ของการไฟฟ้าที่ประเทศมาเลเซียนะคะ ขณะนี้ทุกคนทราบดีว่าต้นทุน เรียกว่าการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะน้ํามันลดลงทําให้ประเทศมาเลเซียประกาศลดค่าไฟฟ้าถึงร้อยละ ๕.๘ หรือ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ทําให้เรียกว่าทุกครัวเรือน ของประเทศมาเลเซียได้ลดค่าไฟฟ้าไป ดิฉันคิดว่ามากทีเดียวถึง ๔๐๐ บาท จากประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของเขา เขาสามารถเรียกว่าประหยัดเงินจากต้นทุน ของวัตถุดิบในการผลิตไฟถึง ๖,๖๐๐ ล้านบาท เป็นรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ดิฉันคิดว่าไม่มีใครตั้งคําถามหรือไม่มีใครไม่เห็นด้วยว่าการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ของรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนประการแรกที่เราต้องดําเนินการ แต่ก็เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญ แล้วก็ดิฉันเองอยากให้แยกว่ารัฐวิสาหกิจที่เรากําลังจะปฏิรูปควรจะแบ่งแยก เหมือนอย่างที่ในส่วนของกรรมาธิการที่เขียนว่าเราควรทบทวนบทบาทความจําเป็น ของรัฐวิสาหกิจ ดิฉันคิดว่าก็ต้องทําให้เกิดความชัดเจน อย่างเช่นดิฉันขอยกตัวอย่าง รัฐวิสาหกิจแห่งที่ ๒ พูดถึงองค์การเภสัชกรรมซึ่งในอดีตเราจะเห็นว่าองค์การเภสัชกรรม ก็มีปัญหาเรื่องขาดทุนอยู่ในบางช่วงบางตอน แล้วก็จนถึงต้องไปผลิตถ้าเราจําได้ครีมที่ทาหน้า แล้วก็น้ํายาล้างมือ หมายถึงว่าเจล (Gel) ล้างมือ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจริง ๆ องค์การเภสัชกรรมในปัจจุบันมีกําไร เพราะฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพในรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้แล้วก็สะท้อนให้เห็นผ่านองค์การเภสัชกรรมเป็นอย่างดี ที่องค์การเภสัชกรรม สามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐเรื่องยาได้เป็นอย่างดี ดิฉันขอยกตัวอย่างยาที่เกี่ยวข้องกับ มะเร็งและยาเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจที่สามารถทําให้ยาเม็ดละ ๑๘๐ บาท ลดเหลือเม็ดละ ๗๐ บาท และจาก ๗๐ บาท องค์การเภสัชกรรมสามารถจัดหายาได้ในราคาที่เรียกว่า ๑ บาทเท่านั้นเอง เพื่อที่จะทําให้สนับสนุนการเข้าถึงยาของประชาชน แล้วก็รวมถึงอย่างเช่นยาเรียกว่ารักษา มะเร็งที่เราใช้กันอยู่ประมาณ ๑๗,๐๐๐ บาท เหลือประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ารัฐวิสาหกิจจํานวนไม่น้อยได้มีทั้ง ๒ ส่วน คือสามารถทําภารกิจ ของตัวเองได้ด้วย แล้วก็สามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราจะทําให้ รัฐวิสาหกิจทั้งหลายทําตามวัตถุประสงค์เหล่านี้อย่างไร อย่างเช่นสามารถทําให้เรามีน้ําเกลือใช้ ตอนที่เราน้ําท่วม แล้วก็สิ่งที่สําคัญมากซึ่งเราอาจจะหาไม่ได้ในภาคเอกชนซึ่งก็มีข้อจํากัด เพราะเขาก็ต้องคิดถึงกําไรหรือขาดทุนถูกไหมคะ แต่ว่าองค์การเภสัชกรรมเองทําให้เรา สามารถเข้าถึงยาที่เรียกว่ายากําพร้าหรือยาที่มีคนใช้น้อยแต่มีความจําเป็นหรือแม้กระทั่ง เรื่องวัคซีน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจริง ๆ เราก็อยากเห็นว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้ตอบสนอง ต่อพันธกิจของตัวเองแล้วก็มีประสิทธิภาพในการทํางาน แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าสังคมไทย ตั้งคําถามเหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกตั้งคําถามว่ารัฐวิสาหกิจทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าคณะรัฐมนตรีหรือเปลี่ยนแปลงผู้บริหารก็ต้องเปลี่ยนแปลงบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับเราเดินไปก้าวหนึ่งแล้วก็ถอยมา ๓ ก้าว เดินไปอีก ๒ ก้าว ถอยมาอีก ๕ ก้าว ดิฉันคิดว่าสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นแบบนี้ที่ทําให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ของรัฐวิสาหกิจเอง เพราะฉะนั้นต้องจัดการในส่วนนั้นด้วย ดิฉันก็ไม่เชื่อว่าถ้าเราทําให้ธุรกิจ ที่ผูกขาดไปเป็นเอกชนแล้วรัฐจะได้ประโยชน์ เราเห็นได้ชัดในกรณีของบริษัท ปตท. ที่ขณะนี้เรียกว่ามีมูลค่าสูงสุดทางการตลาด ๒.๘ ล้านบาท แต่ว่าประเทศก็เรียกว่าได้ประโยชน์จากในส่วนนั้นน้อยเพราะว่า ทางกรรมาธิการก็เขียนชัดเจนว่าธุรกิจที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่กําไรเป็นธุรกิจที่ผูกขาด เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าเราต้องทําให้เกิดเรียกว่าปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ และทําให้เกิดกระบวนการของฝั่งประชาชนที่เข้าไปตรวจสอบรัฐวิสาหกิจนั้นที่ชัดเจน การแปรรูปก็ดี การทําให้เป็นเอกชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ดี ก็อาจจะไม่ใช่คําตอบ ทั้งหมดที่จะทําให้เกิดแบบนั้นอย่างเดียว อย่างเช่นดิฉันขอยกตัวอย่างว่าเราพยายามที่ไม่ให้ การไฟฟ้าแปลงสภาพ แต่ว่าขณะนี้เราก็เห็นว่าบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตอยู่ ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่ามันเหมือนกับแม่ที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่โครง แต่ลูกออกไปอยู่ในตลาดหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่สามารถมีค่าไฟฟ้า ที่ราคาถูก หรือราคาที่เป็นธรรม หรือทุกคนรู้สึกว่าตัวเองจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพง แต่ว่ากําไรนั้น เอามาทําบริการสาธารณะอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งทํารัฐสวัสดิการทางสังคมอื่น ๆ ซึ่งเราก็มี ปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่ขณะที่รัฐวิสาหกิจมีกําไร เราก็เอาไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ แบ่งผลประโยชน์ให้ตลาดหลักทรัพย์ แล้วดิฉันอยากเรียนนะคะว่าจริง ๆ ดิฉันก็คิดว่า การเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องที่ดี แต่ดิฉันไม่เห็นว่าจริง ๆ ตลาดหลักทรัพย์ ในปัจจุบันจะมีการเพิ่มทุนอย่างไร เพราะตอนเช้ามาคุณก็ซื้อหุ้น ตอนเย็น คุณก็ขายหุ้น เพราะฉะนั้นคุณไม่มีข้อจํากัดเลยว่าอย่างน้อยคุณต้องลงทุนในธุรกิจที่คุณไปซื้อ ในตลาดหลักทรัพย์ ๓ เดือน หรือ ๖ เดือน แต่ดิฉันคิดว่าส่วนใหญ่ก็เป็นซื้อเช้าขายเย็น เป็นการเก็งกําไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ การทําให้รัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใส แล้วก็รับผิดชอบ ต่อพันธกิจของตัวเองให้ชัดเจน แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันก็อยากเห็นนะคะว่าเขาต้องสามารถ แข่งขันกับภาคเอกชนได้ ซึ่งการแข่งขันนั้นจะมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ดูเหมือน ทางกรรมาธิการเองอาจจะไม่อยากให้แข่งขันเลย แต่ดิฉันก็คิดว่าก็มีความจําเป็นที่จะต้อง ทําให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันได้ แล้วก็อยากเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะให้มีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสหภาพรัฐวิสาหกิจก็ดี หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะดิฉันคิดว่า นี่คือการเปลี่ยนเจ้าของในรัฐวิสาหกิจครั้งสําคัญที่เราจะต้องดูว่าเราจะไปข้างหน้าอย่างไรค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากค่ะ