สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ พูดเรื่องการปฏิรูปของรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบุคคลที่เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ที่ได้ทําเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าเรื่องของรัฐวิสาหกิจนั้นต้องถือว่าเป็นมะเร็งร้ายที่เกาะกินคนไทยมานานแสนนาน แล้วก็สิ้นเปลืองเม็ดเงินงบประมาณ รวมทั้งเม็ดเงินต่าง ๆ ที่ควรจะตกไปถึงประชาชน ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียอีกเป็นจํานวนมากนะครับ สิ่งที่คิดว่าปัญหาอื่น ๆ นั้นคงจะมีอยู่ในรูปเล่ม ที่ทางคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการรวบรวม แล้วก็ได้สรุปออกมาแล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่กระผม เห็นว่าน่าที่จะได้เสนอไว้ในที่นี้ก็คือว่าเรื่องของทุกอย่างอยู่ที่ตัวคน ตัวคนไม่ว่าจะเป็น ตัวผู้บริหารหรือว่าผู้กําหนดนโยบายต่าง ๆ หรือตัวผู้ปฏิบัตินั้นเป็นผู้ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ใน ๓ ส่วนนี้ ฉะนั้นถ้าดําเนินการสอดคล้องแล้วดูแลกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมเห็นว่า ตรงนั้นน่าจะมีการปรับเปลี่ยน แล้วก็ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งนะครับที่ท่านกรรมาธิการ คือท่านไพบูลย์ ท่านได้กล่าวไว้ในช่วงต้นว่าควรที่จะต้องมีการปรับแก้กฎหมายซึ่งผมเห็นด้วย ไหน ๆ ก็จะปรับแก้แล้ว เดี๋ยวผมจะสรุปในส่วนนี้อีกส่วนหนึ่งว่าเพราะอะไรที่จะต้องปรับแก้ แล้วต้องกล้า ๆ ด้วย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงโอกาสที่เหมาะ ถ้าคิดว่าจะเห็นในอนาคต รัฐวิสาหกิจนั้นสามารถเดินได้ด้วยความมั่นใจ ในส่วนอื่น ๆ ปัญหาคงสามารถแก้ไขได้ แต่เรื่องของตัวคนไม่ว่าจะเป็นตัวผู้กําหนดบทบาทเป็นตัวเรกกูเลเตอร์หรือตัวซีอีโอ หรือตัวผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นพนักงานภายในองค์กรเหล่านั้น ผมมองว่าทั้ง ๓ ส่วนจะต้องทํางาน ให้สอดคล้อง ถ้าหัวไม่กระดิก หางไม่ส่ายแน่นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าใน ๓ ส่วนนี้ ทํางานสอดคล้องแล้วคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก อย่างไรผลประโยชน์ ก็ยังตกกับประเทศชาติ ที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวบอร์ดต่าง ๆ ที่เข้าไปดูแลรัฐวิสาหกิจนั้นหรือว่าตัวซีอีโอก็แล้วแต่คือผู้บริหาร ท่านจะสังเกตได้นะครับว่าส่วนมากก็จะหน้าซ้ํา ๆ หน้าเดิม ๆ แล้วก็หมุนเวียนออกจาก รัฐวิสาหกิจนี้แล้วก็ไปรัฐวิสาหกิจโน้น หมุนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นประจํา แต่บุคคลเหล่านี้ มีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ท่านต้องช่วยกันดูนะครับ เพราะบุคคลเหล่านี้ดูได้เลยนะครับ เหมือนดูท่าทีแต่งตัวดูดีนะครับ ท่าทีโอ่อ่า ปากว่าคุณธรรมแต่จิตใจฝักใฝ่แต่เรื่องประโยชน์ ส่วนตน เข้าไปที่ไหนก็ไปแสวงหาประโยชน์ ทําไมไม่หาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์ อย่างเช่น คนในสภาแห่งนี้ก็มี อย่างเช่น ที่ทําประโยชน์ ให้กับสังคมมาตลอดและดูแลผลประโยชน์ของสังคมมาตลอด เช่น ท่านรสนาอย่างนี้ ท่านสารีอย่างนี้ หรือแม้กระทั่งท่านประธานที่มีความอดทน อดกลั้นในการที่จะดูแล ผลประโยชน์ของประเทศชาติมาอย่างยาวนาน แล้วก็ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการปรับกฎหมายให้สอดคล้อง ผมยังเห็นว่าส่วนหนึ่ง บุคคลที่จะมาเป็น ผู้นําก็ดี หรือบุคคลที่จะมาเป็นผู้กําหนดบทบาทหรือกําหนดนโยบาย อันนี้ต้องถือว่า เป็นพับลิก โพลิซีนี้นะครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบด้วยหรือไม่ ซึ่งผมเห็น ว่าไหน ๆ จะแก้กฎหมายแล้วอย่างที่ผมเกริ่นตอนแรกนะครับว่า ถ้าแก้กฎหมายแล้วช่วยแก้ ได้ไหมว่าบุคคลเฉพาะแกนนําเหล่านี้โดยเฉพาะผู้บริหารให้มาสภาทุกปีนะครับ มารายงานว่า ผลประกอบการ ผลการดําเนินธุรกิจเป็นอย่างไร เพราะการรายงานต่อสภานั้นก็คือเป็นการ รายงานต่อตัวแทนของประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แล้วจะได้ช่วยกันซักว่า ในรอบปีที่ผ่านมาท่านบริหารอย่างไร ประสบปัญหาอะไร ไม่ต้องกลัวนะครับ เรกกูเลเตอร์ หรือบอร์ดที่เมื่อครู่นี้ท่านสมาชิกห่วงนะครับว่าจะถูกฟ้องแล้วไม่กล้าที่จะไปเป็น ผมยืนยัน ได้ว่ายังมีคนประสงค์ที่จะเป็นอีกเป็นจํานวนมากทีเดียว เรื่องถ้าหากว่าถูกฟ้องก็ไม่ต้องเกรงกลัว เพราะต่อไปท่านสบายใจได้ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ร่างแล้วครับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โอกาส ที่จะเข้าไปร่วมขบวนการไม่มีแล้วก็คือตัวพนักงานอัยการในการที่จะเข้าไปเป็นบอร์ด ปิดประตูตาย เมื่อปิดประตูตาย ฉะนั้นโอกาสที่จะรับแก้ต่าง ดําเนินการได้ไม่ต้องห่วงครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้วิธีการตรวจสอบถ้าหากว่าเป็นการตรวจสอบแบบครบรอบ ๓๖๐ องศา ทั้งล่างไปบน บนลงล่าง หมุนเวียนกันนะครับ แต่ขอให้กระบวนการตรวจสอบนั้นให้รัดกุมหน่อย แล้วผมยังเห็นว่าขอเวลาท่านประธานนิดเดียวนะครับว่าหน่วยงานที่จะตรวจสอบ ที่ดีกว่า อินเทอร์นอล ออดิท (Internal Audit) ก็คือ สตง. เพราะ สตง. นั้น รักษา มาตรฐานมาโดยตลอด แต่ถ้าเป็นตรวจสอบภายใน เรียนได้เลยครับว่าเป็นการตรวจสอบ เพื่อให้สมบูรณ์ แต่ว่าไม่เรียบร้อยหรอกครับ เพราะว่าเป็นการตรวจสอบแบบเกรงใจ แล้วก็เป็นคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน ผลไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากว่า ดําเนินการได้นะครับ ผมเชื่อว่าแก้ไขเถอะครับกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์แล้วก็ให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทํางาน การบริหาร การกําหนดนโยบายว่าถูกต้อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วยหรือเปล่า อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ ตัวบอร์ดต่าง ๆ นี้นะครับ เปลี่ยนได้ไหม เพราะถ้าบอกว่าต้องมาจากสัดส่วนของ กระทรวงการคลัง สัดส่วนของสํานักงบประมาณ สัดส่วนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือว่าจากผู้แทนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมเรียนได้เลยว่าบุคลากรเหล่านี้ถ้าซ้ําหน้ากันแล้ว เตรียมตัวที่จะปรับระดับสมองไม่ทันหรอกครับว่าไปเปิดกล่อง กล่องไหนที่จะไปพูด ไปเจรจา แค่อ่านมาผมว่าไม่มีเวลาทําการบ้านหรอกครับ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลเหล่านี้ ที่จะทํางานซ้อน ๆ แล้วมาประชุมก็เดี๋ยวเดียวแล้วก็รีบไป เพราะมีบอร์ดอื่นที่รออยู่ ฉะนั้นจํากัดในส่วนนี้แล้วต้องตรวจสอบ สตง. ตรวจสอบอีกส่วนหนึ่งได้ไหมว่าบุคลากร เหล่านี้ทําหน้าที่มากเกินไปหรือไม่ ให้โอกาสผู้อื่นได้หรือไม่ มีตัวแทนของกระทรวงนะครับ ปลัดกระทรวงมาประชุมไม่ได้ ส่งไปถึงรองปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวงก็มาไม่ได้ต้องส่ง ผู้อํานวยการสํานัก เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้อํานวยการสํานักซึ่งเป็นตัวแทนบางครั้งมาก็ไม่ได้เตรียมตัว มาแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่ามาแล้วให้ความเห็นหรือให้คําแนะนําอะไรไม่ได้เลย ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ สวัสดีครับ