กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้พวกเขามีความคุ้มกันในการดำเนินการ และไม่ถูกฟ้องร้องในเรื่องการปฏิบัติงาน โดยเข้าใจว่ากฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันทำให้กรรมการรัฐวิสาหกิจกลัวที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูป และเขาขอแนะนำให้เขียนกฎหมายเพื่อคุ้มครองกรรมการเหล่านี้
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านประธานกรรมาธิการครับ ผมคิดว่าเรื่องรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องที่ตรงใจพวกเราทุกท่าน ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนมีข้อสังเกต ๓ ประการที่อยากจะเล่าให้ฟังว่ารัฐวิสาหกิจ ของประเทศไทยนั้นจําเป็นจะต้องปรับปรุง ผมขอเอ่ยนามท่านรสนาที่บอกว่ากิจการผูกขาด ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดตรงนี้ เพราะว่าที่ผูกขาดมาแล้วเป็น รัฐวิสาหกิจมันทําให้ประเทศเสียหายมาก สิ่งที่ผมอยากจะยกก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้สร้างรถไฟไทยมาเกือบ ๑๐๐ ปีครับ ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่อนุรักษ์รถไฟดีที่สุดในโลกครับ วันนี้ถ้าท่านขึ้นรถไฟไทยจะมีกลิ่นเดิม ๆ เดินทางเหมือนเดิม ผมเป็นคนเดินทางรถไฟตั้งแต่เด็ก ๆ สายใต้ครับ เดินทางวันนี้เหมือนเดิม เร็ว ๆ นี้มีผู้เขียน หนังสือเรื่องตามรอยกรมหลวงดํารงราชานุภาพไปปีนังครับ นั่งรถไฟไทย จากกรุงเทพฯ ไปปีนัง เขาตามรอย ๑๐๐ ปีนะครับ ใช้เวลาเดินทางเท่ากับสมัยก่อนอีก คือ ๒๓ ชั่วโมงไปถึงปีนัง สมัยพระยาดํารงราชานุภาพก็ ๒๓ ชั่วโมง สมัยนี้ก็ ๒๓ ชั่วโมงครับ นี่คือการอนุรักษ์รถไฟไทย ฉะนั้นรถไฟไทยควรได้รับรางวัลนะครับ อย่างท่านขอเอ่ยนาม ท่านอาจารย์สืบพงศ์ ประเพณีไทย รถไฟไทย ที่จริงแล้วมันควรอยู่พิพิธภัณฑ์นะครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สําคัญก็คือว่ารถไฟไทยเป็นกิจการขนส่ง ประเทศไทยสิ่งที่ควรทําก็คือ รวบรวมกิจการที่เหมือนกันให้เข้าอยู่ด้วยกัน คือควบรวมเข้าอยู่ด้วยกัน การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย รถไฟฟ้ามหานคร ทําไมต้องแยกครับ ง่ายนิดเดียวครับ เพราะจัดซื้อจัดจ้างมันแยกกัน นี่คือแหล่งการทุจริตฉ้อฉลใหญ่หลวงที่สุด ของรัฐวิสาหกิจไทยที่มันไม่ดีก็เพราะอย่างนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ท่านให้มีโอนเนอร์ สําคัญมาก และที่สําคัญก็คือว่าทําอย่างไรที่เราจะควบรวมกําหนดนโยบายกิจการรัฐวิสาหกิจ ที่เหมือนกันให้อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าของเดียวกัน อันนี้สําคัญ
ประการที่ ๒ ที่สําคัญมากที่ท่านบอกว่าอยากจะได้กรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่มีความรู้ความสามารถเข้าไป กระผมเคยเป็นกรรมการธนาคารกรุงไทยอยู่ ๘ เดือน มาตรา ที่ใช้เล่นงานกรรมการรัฐวิสาหกิจ คือมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๕๗ มีกรรมการหลายท่าน ที่ผมรู้จักขอเอ่ยนาม คุณดุสิต นนทะนาคร เคยเป็นประธานกรรมการการรถไฟครับ พยายามจะปฏิรูปครับ โดนสหภาพฟ้องมาตรา ๑๑ นี่ครับ คดีอาญาครับ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทําในเรื่องนี้ในกฎหมายควรจะต้องเขียนกฎหมายคุ้มกันกรรมการที่ตัดสินใจในการ ทําธุรกรรมบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน โดยสุจริตบนข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ได้ มีผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมให้ได้รับความคุ้มกันการฟ้องทั้งแพ่ง อาญา และทางปกครอง ไม่อย่างนั้นรัฐวิสาหกิจพวกนี้จะเล่นงานคนเหล่านี้ที่กรรมการที่อยากจะไป รื้อฟื้น แล้วก็นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในกฎหมายนี้ผมขอฝากไว้ด้วยว่าจะต้อง เขียนกฎหมายคุ้มครองกรรมการเหล่านี้ เพราะผมเองเป็นผู้บรรยายอบรมกรรมการ รัฐวิสาหกิจ แล้วทุกคนกลัวหมดครับ ติดคุกนะครับมาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๑ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องกําหนดไว้ แล้วก็ผมเห็นด้วยกับท่านจิตต์เรื่องของการที่ว่า รัฐวิสาหกิจไม่ควรผูกขาด และถ้าผูกขาดแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแข่งขันทางการค้า อันนี้ผมคิดว่ามันต้องแข่งขันกับเอกชนในระนาบเดียวกัน สําหรับผมเองผมคิดว่ากิจการ ที่ถูกตรวจสอบโดยประชาชนและประชาชนเป็นเจ้าของ ง่ายที่สุดเดี๋ยวหาว่าขายชาติอีกครับ ต้องไพร์เวไทซ์ (Privatize) ครับ ให้ประชาชนไม่ว่าใครก็ตาม ประชาชนเป็นเจ้าของครับ เหมือนสหกรณ์ที่เราพูดกันเมื่อวานนี้ ประชาชนควรจะเป็นเจ้าของรวมกันไปซื้อหุ้น และไปดูแลกํากับกิจการครับ ไม่ใช่มาเรียกร้องกันข้างนอกว่าเป็นเจ้าของ ต้องเข้าไปเป็น เจ้าของครับ และสามารถทําเรื่องโกลเดน แชร์ (Golden share) ทําได้หมดครับ ถ้าหากว่า การแปรรูปเหล่านี้มีความสําคัญ ผมเชื่อว่ารัฐวิสาหกิจไทยถ้าปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้จะช่วย ประเทศไทยให้ลดหนี้ ลดการทุจริตฉ้อฉลอย่างมีนัยสําคัญ วันนี้เราเห็นการแข่งขันต่าง ๆ สายการบินก็ดี บริษัทอะไรต่าง ๆ ก็ดี การที่มีการแปรรูป การที่มีการตรวจสอบโดยผู้ถือหุ้น โดยภาคประชาชนที่เป็นเจ้าของเป็นสิ่งที่มีความสําคัญมาก เพราะฉะนั้นการมี บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซุปเปอร์ โฮลดิง (Super holding ) เป็นเรื่องที่จําเป็น ผมขอฝากไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ