สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๑ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ โดยมีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ และการตรวจสอบกระบวนการนั้น เธอยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแปรรูปของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปกิจการที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น กิจการพลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ เธอคิดว่ารัฐควรจะมีกิจการที่เป็นเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้เพื่อสวัสดิการสังคม

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ เรื่องการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ดิฉัน ก็เห็นว่าจริง ๆ แล้วรัฐวิสาหกิจนั้นเราก็ถือว่าถ้าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอก็คือว่า ในภาคส่วนของรายได้นอกจากรายได้ที่รัฐเก็บจากภาษีอากรแล้ว ส่วนที่รัฐจะได้รายได้ ก็คือส่วนที่เป็นทรัพย์สิน และดิฉันคิดว่าในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้นก็ถือว่าเป็นทรัพย์สิน ของรัฐที่ในด้านหนึ่งก็เป็นการทํารายได้ ในอีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นไปเพื่อทางด้านสังคม เช่นเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอในเรื่อง การทบทวนพันธกิจของรัฐวิสาหกิจนั้นดิฉันเองก็เห็นด้วยว่าต้องมีการทบทวนว่า รัฐวิสาหกิจ แต่ละแห่งนั้นเป็นไปเพื่อที่จะดําเนินพันธกิจในด้านไหน เป็นพันธกิจเพื่อที่จะสร้างรายได้ ให้กับรัฐ หรือเป็นพันธกิจในการที่จะช่วยเหลือในเรื่องของสังคม ในส่วนที่เป็นเรื่องของ โครงสร้างการปรับปรุงโครงสร้างนั้น ท่านอาจจะกําหนดว่ามีทั้งส่วนที่กําหนดในเชิงนโยบาย เป็นเรกกูเลเตอร์ เป็นโอนเนอร์ คอมพานี ตรงจุดนี้ดิฉันเองอยากตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งนะคะว่า ในส่วนที่เป็นโอนเนอร์ คอมพานีนั้นที่จริงแล้วจะบอกว่ารัฐวิสาหกิจนั้นไม่มีใครสนใจก็เลย บริหารกันขาดทุนต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วต้องเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าไปมีส่วน ไม่ใช่เพียงแต่คิดเฉพาะโครงสร้างที่จะตั้งเป็นรูปของบริษัทที่จะทําหน้าที่เป็นเจ้าของเท่านั้น ดิฉันคิดว่าประชาชนจํานวนมากมีความรู้สึกเป็นเจ้าของนะคะ แต่ถูกกีดกันออกไปจาก กระบวนการที่จะมีส่วนร่วมหรือในการตรวจสอบต่าง ๆ ดิฉันยกตัวอย่างการแปรรูป รัฐวิสาหกิจบริษัท ปตท. จากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยนั้น ก็เป็นการแปรรูปที่มีปัญหา ซึ่งประชาชนได้ฟ้องร้องในกรณีนี้ แต่ไปถึงจุดหนึ่งแล้วนี่ปรากฏว่า ประชาชนถูกกีดกันออกไปจากกระบวนการยุติธรรมนะคะว่าประชาชนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ดิฉันคิดว่าในส่วนนี้จําเป็นที่จะต้องไปพิจารณาดูนะคะว่าการที่จะทําให้เกิดโอนเนอร์ คอมพานี นั้นทําอย่างไรที่จะมีภาคส่วนของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดวิธีการต่าง ๆ ด้วยนะคะ ประการที่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สําคัญ เวลาเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจดิฉันเองไม่ได้คัดค้านนะคะในเรื่องของการแปรรูป หากว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นการแปรรูปที่เป็นกิจการที่แข่งขันได้ แต่สิ่งที่เราเห็น โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นก็คือว่ากิจการที่จะแปรรูปนั้นมักจะแปรรูปกิจการที่มีกําไร เราไม่เคย แปรรูปกิจการที่ขาดทุนนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดในเวลานี้ถ้าหากว่าจะมี การแก้ปัญหาโดยเรามุ่งหมายว่ารัฐวิสาหกิจนั้นควรจะเป็นแหล่งที่จะเป็นรายได้ของรัฐ เพราะว่าการแปรรูปเป็นเอกชนนั้นเอกชนไม่ได้มีหน้าที่ดูแลประชาชนนะคะ เขาก็มีหน้าที่ ดูแลผู้ถือหุ้นของเขา เพราะฉะนั้นรัฐเองนอกจากที่จะมีรายได้จากการเก็บภาษีแล้ว ก็ควรจะมีกิจการที่เป็นเชิงพาณิชย์ที่จะต้องสร้างรายได้เพื่อที่จะมาทําในเรื่องของสวัสดิการ ทางสังคมต่าง ๆ เพราะดิฉันคิดว่าในจุดนี้กิจการที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติต้องเป็น รัฐวิสาหกิจที่ดิฉันคิดอย่างนั้น กิจการที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานจะต้องเป็นของรัฐ แล้วก็รวมไปถึงดิฉันคิดว่ากิจการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันยกตัวอย่าง ในกรณีเรื่องของพลังงานเผอิญดิฉันเพิ่งเห็นเอกสารชิ้นหนึ่งของบริษัท ปตท. ที่เขาทํา กราฟฟิก (Graphic) เปรียบเทียบระหว่างบริษัท ปตท. กับปิโตรนาสซึ่งเป็นประเด็น ที่น่าสนใจนะคะ เพราะว่าในปี ๒๕๕๕ นั้นมีคําถามว่ารายได้ของ ปตท. ๒.๘ ล้านล้านบาท ได้กําไรประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ปิโตรนาสมีรายได้อยู่ที่ ๒.๙ ล้านล้านบาท แต่มีกําไร ๘๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปตท. ออกมาตอบว่ากิจการของเขาโดยส่วนใหญ่แล้ว มันต่างจากปิโตรนาส เพราะว่าปิโตรนาสรายได้หลักมาจากการสํารวจและผลิตปิโตรเลียม แล้วก็ธุรกิจในเรื่องก๊าซและไฟฟ้า เพราะฉะนั้นกําไรจึงมากกว่าไม่ใช่เกิดจากประสิทธิภาพ เขาบอกว่าความแตกต่างนั้นมาจากสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ทําให้ปิโตรนาสมีกําไร มากกว่า ซึ่งดิฉันคิดว่าประเด็นตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าจะยืนยันนะคะว่ากิจการอะไรก็ตามที่เป็น ทรัพยากรในด้านต้นน้ําแล้วก็กิจการที่เป็นลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ กิจการท่อก๊าซ กิจการก๊าซนั้นเป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ แต่ปรากฏว่าถูกแปรสภาพไปซึ่งสิ่งเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าถ้าในอนาคตที่จะมีการปรับปรุงนั้นอยากจะให้คณะกรรมาธิการลองพิจารณา ประเด็นนี้นะคะว่ากิจการที่เป็นการผูกขาดโดยธรรมชาตินั้นไม่ควรจะเป็นของเอกชน เพราะอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้มีการพูดถึงว่ากิจการที่แปรรูปแล้วกึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นรัฐครึ่งหนึ่งเอกชนครึ่งหนึ่ง แล้วใช้ประโยชน์จากทั้ง ๒ ส่วน คือทํากําไรสูงสุดในฐานะ ที่เป็นเอกชนแล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือไม่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขัน ทางการค้าเพราะอ้างว่าตัวเองเป็นรัฐ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการเอาเปรียบเอกชนรายอื่น เช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็สิ่งที่ไม่เคยมีการตรวจสอบข้อหนึ่งดิฉันคิดว่าประเด็นที่บริษัท ปตท. ได้ทํากราฟฟิกมาเสนอนะคะว่ากิจการรายได้หลักของเขามาจากการค้าน้ํามันสากล ดิฉันได้ไปดูตัวเลขนะคะ รายได้จากการค้าน้ํามันสากลของเขาในปี ๒๕๕๕ คือ ๑.๖ ล้านล้านบาท เท่ากับครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด แต่ขาดทุน ๓,๘๐๐ ล้านบาท แต่กําไรหลัก ๆ ของเขา มาจากธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นกําไรถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ของปีนั้น แล้วก็ธุรกิจ ก๊าซกําไร ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกําไรหลัก ๆ เหล่านี้คือกิจการต้นน้ําและกิจการก๊าซ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากเราต้องการให้รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นแหล่งรายได้ของรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เพื่อให้รัฐมีเงินสําหรับที่จะบริหารบ้านเมืองนั้นนี่ดิฉันคิดว่ากิจการ ที่เป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติแล้วก็กิจการที่มีการผูกขาดต้องกลับมาเป็นของรัฐค่ะ ขอบพระคุณค่ะ