สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

อรพินท์ สพโชคชัย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการวิเคราะห์และพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ และการลดโอกาสในการหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการใช้ภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นแรงจูงใจในการลดภาษีหรือลดหย่อนภาษี และเห็นด้วยว่ากระทรวงการคลังนั้นควรจะมีการศึกษาให้ชัดเจน และมีการตั้งคณะกรรมการภาษี โดยมีคนจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การจัดเก็บภาษีในอนาคตของประเทศไทยมีความเหมาะสมมากขึ้น

นางสาวอรพินท์ สพโชคชัย

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน อรพินท์ สพโชคชัย สมาชิกหมายเลข ๒๓๖ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่มองในเรื่องของการปฏิรูป โครงสร้างและระบบภาษีของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นประเด็น ที่มีความยุ่งยากในเรื่องของการที่จะดำเนินการในการแก้ไขหรือปฏิรูป ที่ผ่านมานั้น ตามที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอก็คือว่าเราไม่ค่อยมีความสำเร็จในการที่จะขับเคลื่อน การปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับภาษี ระบบภาษีของไทยนั้นดิฉันเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการว่า ระบบภาษีของไทยนั้นมีปัญหาอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่ได้ใช้ภาษีของเราในการที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำหรือว่าใช้ระบบภาษีของเราเป็นเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจของเรา เท่าที่ควร เนื่องจากความล้าสมัยหรือความไม่ครอบคลุมของฐานภาษี ประเด็นที่สำคัญดิฉัน คิดว่าที่ผ่านมานั้นประชาชนคนไทยหลายท่านตามข้อมูลที่ท่านกรรมาธิการได้แสดงนะคะ มีจำนวนคนที่จริง ๆ แล้วเสียภาษีอย่างเป็นทางการ มีการไฟน์ (Fine) ภาษีหรือว่าการส่งแบบ ยื่นภาษีบุคคลธรรมดานั้นมีจำนวนที่จำกัด แล้วก็มีไม่มาก มีคนเพียงกลุ่มเดียวไม่กี่คน เมื่อเทียบกับจำนวนสัดส่วนของประชากร แต่ว่าในทางตรงกันข้ามนั้น เราถูกเก็บภาษีโดยที่เรา ไม่รู้ตัวหลายประการ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาปรับปรุงปฏิรูประบบการเก็บภาษี ให้เป็นภาษีที่ทางตรงมากขึ้น ดิฉันเห็นด้วยและอยากจะขอสนับสนุนในเรื่องของการขยาย ฐานภาษี อยากจะขอเสนอแนะอีกทางหนึ่งก็คือว่าดิฉันคิดว่าในเรื่องของการที่จะให้ ประชาชนที่มีรายได้ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อยนั้นจำเป็นต้องยื่นแบบภาษี ดิฉันคิดว่า มีความสำคัญมาก จะเป็นตัวที่สร้างสิ่งที่เราเรียกว่า ความตระหนัก ของคนไทยในเรื่องของหน้าที่ ความเป็นพลเมืองในฐานะผู้เสียภาษีของประเทศ จะเก็บมากหรือเก็บน้อยดิฉันคิดว่า จริง ๆ พูดถึงการขยายฐานขึ้นไปข้างบน แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะขยายฐานลงมาข้างล่าง เก็บมากเก็บน้อย ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญ จริง ๆ แล้วมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการที่คนจะต้องเสียภาษี ปัจจุบันนี้เราเก็บเฉพาะภาษีของคนที่มีรายได้ระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนกลุ่มน้อย ๆ เท่านั้นเอง ที่เรียกว่า มีจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์รักษาสาธารณสมบัติต่าง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าการขยายฐาน อันนี้มีความสำคัญมาก

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันอยากจะฝากไว้ให้กรรมาธิการช่วยพิจารณาก็คือว่า ในการ ที่จะเก็บภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีใหม่หรือภาษีหลายตัวนั้น หรือการโอนอำนาจในการเก็บภาษี บางตัวให้กับท้องถิ่นนั้น มีจุดที่จะต้องคำนึงอยู่ ๒-๓ ข้อ

ประการแรกก็คือว่าอยากจะให้มีการวิเคราะห์ หรือมีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ในการเก็บภาษีแต่ละตัวนั้นค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษี หรือวิธีการกระบวนการให้ได้มาซึ่งภาษีนั้น มีความเหมาะสมไหม อันนี้พูดถึงในประเด็นของประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ นะคะ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันอยากจะฝากให้ช่วยวิเคราะห์และพิจารณาก็คือว่า ในการ เก็บภาษีต่าง ๆ นั้นโอกาสหรือลู่ทางในการที่จะมีการหลีกเลี่ยงหรือสิ่งที่เรียกว่า ความไม่โปร่งใส ในการจัดเก็บภาษี หรือการหลีกเลี่ยงภาษีนั้น มีช่องทางและโอกาสอย่างไร ทำอย่างไรเราจะ สามารถที่จะลดหรือว่าอุดช่องโหว่ต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ประเด็นต่อไปที่อยากจะเสนอแนะและคิดว่ามีความสำคัญก็คือว่า ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอถึงเรื่องการเก็บภาษีตัวใหม่ ๆ ดิฉันเห็นด้วยในการพิจารณา เก็บภาษีตัวใหม่ ๆ ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีสิ่งแวดล้อมที่ใช้หลักการว่าพอลลูเตอร์ เพย์ (Polluter pay) แต่อยากจะให้คิดอีกนิดหนึ่งก็คือว่า อย่างเช่นคนใช้น้ำแล้วจะต้องจ่ายภาษี เท่าไร แต่ว่าถ้าสมมุติว่าในบางคนลองคิดในมุมกลับกัน ใช้ภาษีตัวนี้เป็นแรงจูงใจในการให้คน ทำความดี อย่างเช่นว่า ถ้าท่านติดเครื่องกรองน้ำหรือมีการบำบัดน้ำเสียในเคหสถาน อาจจะเป็นแรงจูงใจไหมในการที่จะลดภาษีหรือลดหย่อนภาษี ซึ่งอันนี้มีหลายประเทศ เขาดำเนินการ อย่างเช่นว่าถ้าปลูกต้นไม้กี่ต้น มีการทำให้สิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น ก็เป็นตัว แทกซ์ รีดัคชัน (Tax reduction) ก็คือจะต้องมาคิดถึงความสมดุลในการที่จะจัดเก็บภาษีตัวนี้ ที่เรียกว่า แทกซ์ อินเซนทีฟ (Tax incentive) นี่นะคะ ไปเทียบกับการที่ดำเนินการในด้านนี้ แล้วนำไปสู่การลดรายจ่ายของภาครัฐในการดำเนินการอย่างไร

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอเสนอก็คือว่า ในเรื่องของการจัดทำภาษีต่าง ๆ ดิฉันเห็นด้วยว่ากระทรวงการคลังนั้นควรจะมีการศึกษาให้ชัดเจน แล้วครั้งนี้ดิฉันคิดว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีของกระทรวงการคลังที่มีการตั้งคณะกรรมการภาษีซึ่งจะมีคนจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากยูสเซอร์ (User) ซึ่งจะต้องเป็นคนที่เสียภาษีต่าง ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะ ทำให้การจัดเก็บภาษีในอนาคตของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสมมากขึ้นค่ะ ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ท่านค่ะ สวัสดีค่ะ