สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เสนอกรอบและแผนการปฏิรูประบบภาษีของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษีในการปฏิรูปประเทศ โดยเสนอแนวคิดการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการภาษีอิสระเพื่อจัดการภาษีและลดการคานอำนาจระหว่างหน่วยงาน

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์พรายพล ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการการคลัง การงบประมาณและการภาษีอากร ให้มานำเสนอกรอบ และแผนการปฏิรูประบบภาษีของประเทศไทย ในโลกนี้มี ๒ อย่างที่แน่นอน ก็คือ ความตายและภาษี ภาษีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็ ประเทศไทยก็ไม่ได้ปรับโครงสร้างแบบใหญ่มาเป็นเวลานาน ผมจะขอถือโอกาสนี้นำท่านสมาชิก ให้เข้าใจถึงประเด็นก่อนที่เราจะนำแผนเสนอเพื่อขออนุมัติต่อไป เผอิญผมด้วยความบังเอิญ หรือไม่ก็ได้ เพราะหนังสือที่ผมแจกท่านสมาชิกในวันนี้พิมพ์เสร็จเมื่อเช้าวันนี้เองครับ แล้วก็ เป็นข้อมูลที่ผมเขียนมาประมาณ ๒๐ ปี รวบรวม แต่ไม่ได้เป็นแผน แต่เพียงแต่อยากให้ ท่านสมาชิกได้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ ๑ ถึงบทที่ ๕ ๔๖ หน้านั้นได้เขียนในช่วงที่ผม เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่าพวกเราจะมีส่วนสำคัญที่จะปฏิรูปประเทศได้ เราต้องปฏิรูปภาษีครับ เพราะว่าวาระปฏิรูปอื่น ๆ ต้องใช้สตางค์ทั้งนั้น ถ้าเราไม่มีเงิน เราปฏิรูปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตให้ท่านได้กรุณาอดทนฟังผมพูดสักนิดหนึ่งว่า จะเป็นประโยชน์แก่ท่านหรือเปล่า เพราะท่านประธานได้กล่าวครอบถึงนโยบายกว้าง ๆ แต่ผมจะลงในรายละเอียดอีกทีหนึ่ง

อันแรกถ้าจำได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้ถอย ไปนิดหน่อย พอเจอภาษีทรัพย์สิน เห็นไหมครับ เก็บภาษีพอประชาชนต้านปุ๊บ รัฐบาล ถอยหมดเลย ขนาด คสช. ยังถอยเลยครับ แล้วนับภาษาอะไรกับรัฐบาลเลือกตั้งละครับ ไม่มีทาง ที่เราจะปฏิรูปภาษีได้ โดยรัฐบาลเลือกตั้งแน่นอน ขนาด คสช. ยังถอย จนกระทั่งท่านก็ได้ ออกมาพูดว่าท่านเห็นด้วย ถึงท่านถอยไปตั้งฉากก่อนเรื่องกฎหมายที่ดินและภาษีทรัพย์สิน ท่านบอกว่าเราต้องปฏิรูประบบภาษี ต้องเป็นการรื้อระบบภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่เลือกปฏิรูป ปรับปรุงภาษีตัวหนึ่งตัวใดเหมือนในอดีต นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ฉะนั้นวันนี้เราจะนำว่า ทำไมต้องปฏิรูปภาษีอย่างเร็ว ๆ เพราะท่านประธานได้กล่าวไปแล้ว ความจำเป็นในการปฏิรูปภาษี เราพูดแล้วว่าเรามีแหล่งรายได้ของภาษีในอัตราต่ำมาก เรากู้เสียส่วนใหญ่ ตอนนี้เราใช้จ่ายเงิน ในอนาคตไปเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปภาษีได้ประเทศไทยเราอาจจะ ไม่ต่างกับประเทศในยุโรปบางประเทศที่ล้มละลาย เพราะว่ามีนโยบายประชานิยมเพราะไม่มี เงินภาษี ทั้งที่ภาษีเขาสูงมาก

ประการที่ ๒ อย่างที่ผมได้ย้ำนักย้ำหนาว่าถ้าเราปฏิรูปคราวนี้ไม่ได้เราคง ปฏิรูปภาษีไม่ได้แล้วครับ เพราะว่ารัฐบาลเลือกตั้งแม้ ขนาดว่ารัฐบาลเลือกตั้งที่มีอำนาจผูกขาด ก็ไม่ยอมออกกฎหมายปฏิรูปภาษี เพราะจะกระทบผลประโยชน์ส่วนตนของสมาชิกหลายท่าน ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของเราพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ การที่มีภาษีเป็นการลด ความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่ใช่ดึงให้คนรวยจนลง ต้องจนเท่ากันไม่ใช่นะครับ เราต้องให้คนจน มีฐานะเพิ่มขึ้น ที่เรียกว่ามิดเดิล อินคัม แทรพ (Middle-income trap) จะทำได้อย่างไร ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าที่มันถ่างกันเยอะ ๆ ก็เพราะ ระบบภาษีที่มันไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการมีภาษีมรดกก็ดี ภาษีทรัพย์สินก็ดี เป็นเรื่องที่ เราต้องสนับสนุนรัฐบาลให้ทำ อาจจะมีข้อปรับปรุงอะไรบ้างก็ไม่เป็นไร เราก็ต้องช่วยกัน

เรื่องที่สำคัญที่ผมคิดว่าสำคัญเรื่องหนึ่ง คือที่ท่านประธานผมได้พูดแล้ว คือภาษีท้องถิ่นกับภาษีส่วนกลาง อันนี้ก็จะเป็นการพลิกโฉมประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเราให้กฎหมายภาษีทรัพย์สินผ่าน การเก็บภาษีท้องถิ่นต่าง ๆ ก็จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องเอา งบส่วนกลางไปช่วย แล้วจะเอางบส่วนกลางมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำและใช้ในการพัฒนา ประเทศได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หลายท่านกังวลว่า แล้วเอาเงินไปแล้วท้องถิ่นจะใช้จ่ายปู้ยี่ปู้ยำอย่างไร จะกำกับดูแลอย่างไร อันนั้นเป็นเรื่องที่ เราต้องมากำกับดูแลครับ อย่าเอาเป็นเหตุที่บอกว่าเพราะฉะนั้นไม่ต้องเอาภาษีไปให้ท้องถิ่น อันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะในโลกนี้การมีภาษีท้องถิ่นมีความสำคัญมาก ทีนี้การปฏิรูป ภาษีที่ดีมันจะมีอยู่ ๔ เรื่องหลัก ๆ ที่สหรัฐอเมริกาเขาใช้ในการประเมินการปฏิรูปภาษี ก็คือว่า

ภาษีต้องมีความเพียงพอกับรายได้ มีรายได้เพียงพอ ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีงบประมาณ ๒ ขา ต่อไปนี้รัฐบาลจะใช้จ่ายอะไรก็ต้องมาบอกสภาว่า จะหาเงินมาจากที่ไหน จะต้องแก้กฎหมายภาษีอะไร จะต้องเพิ่มภาษีอะไร เหมือนของ ประเทศสิงคโปร์

ประการที่ ๒ กฎหมายต้องไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ความจริงกฎหมายไทยก็ไม่ได้ซับซ้อน เท่าไรหรอกครับ แต่มันยุ่งยากเท่านั้น ยุ่งยากเพราะว่าชาวบ้านธรรมดาไม่อาจจะกรอก ภ.ง.ด. ได้เองเท่าที่ควร แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นเยอะมาก

ภาษีต้องมีความเป็นธรรม อันนี้อย่างที่ท่านประธานผมได้เรียนว่า บางที กฎหมายออกมา การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ท่านจะเห็นนะครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทของลูกจ้างมีมากี่ปีแล้วไม่ทราบครับ ๔๐-๕๐ ปีแล้ว แล้วก็ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างที่ว่านี่ ๒๐ ปีแล้ว พอเขียนในกฎหมายจะแก้ แก้ยากมากเลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมี กฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกาเขียนไป งงไปหมด ซับซ้อน เพราะฉะนั้นต้องเป็นธรรม ทันสมัย อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง

แล้วก็สุดท้ายก็คือ เรื่องความมีประสิทธิภาพของกฎหมายเอง หน่วยเก็บภาษีเอง เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นภาพ

ประเด็นปัญหาภาษีของประเทศไทยที่เราเห็นกันอยู่ ก็คือว่าผู้เสียภาษีอยู่ใน อัตราน้อยมาก เดี๋ยวท่านจะเห็นข้อมูลว่า ผู้เสียภาษีในเมืองไทย ๗๐ ล้านคน มีคนเสียภาษี หรือบริษัทมีคนเสียภาษีอยู่ประมาณแค่ ๑๐.๕ ล้านคนเท่านั้น ที่เหลือหายไปไหนหมด แสดงว่า ประเทศไทยดำน้ำเก่ง หลบอยู่ใต้ดินเก่งมาก เราจะต้องทำอย่างไรที่จะเพิ่มฐานภาษีตรงนี้ขึ้นมา อัตราภาษีที่สูงในอาเซียน (ASEAN) เดี๋ยวท่านจะได้ดูข้อมูล ประเทศสิงคโปร์มีอัตราภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของเรา ๓๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้นิติบุคคลสิงคโปร์ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของเรา ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๘ เปอร์เซ็นต์นี่หมายถึงภาษีกำไร ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ภาษีดิวิเดนด์ (Dividend) อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าในเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนเขาจะไปตั้งบริษัท ที่ไหนครับ เพราะฉะนั้นเราต้องแข่งขันได้

ประการที่ ๓ อันนี้ก็เป็น ผมว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็ได้ผลกระทบ ก็คือ การหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นความจริง ไม่สอดคล้องกับสถานะเงินเฟ้อ หรือความเป็นจริงปัจจุบัน หักค่าต่าง ๆ ก็มีข้อจำกัดมาก

ประการที่ ๔ ขาดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี มีการทุจริต ฉ้อฉลวีเอที (VAT) เยอะมาก เร็ว ๆ นี้ท่านอ่านข่าวเถอะครับ พันล้านบาทนี่เป็นแค่จิ๊บ ๆ ความจริงระบบ การโกงแวทมันเป็นระบบที่โกงกันเป็นล่ำเป็นสัน ต้องแก้ไขตรงนี้ให้ได้ ถ้าเราไม่สร้างระบบที่ดี

เรื่องใหม่ ๆ ที่คิดว่าน่าจะพึงกระทำ ซึ่งเราจะทำได้หรือไม่ ก็คือกฎหมายภาษี ใหม่ ๆ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีเพื่อสุขภาพ ภาษีกำไร หรือเรียกว่าวินด์ฟอล แทกซ์ (Windfall tax) ซึ่งก็เป็นภาษีที่ในเอกสารมีให้ท่านไปศึกษาว่าเราควรจะมีไหม

ประการที่ ๖ ระบบภาษีไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคม

ประการที่ ๗ ท้องถิ่นวันนี้ต้องเอางบประมาณส่วนกลางไปช่วย เพราะว่า เก็บภาษีท้องถิ่นไม่ครบ หรือบางท้องถิ่นไม่เก็บภาษีเสียด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพรรคพวกเดียวกัน ไม่เร่งเก็บ เพราะว่าอย่างไรก็มีเงินส่วนกลางไป เราต้องให้ท้องถิ่นมีรายได้และส่วนกลาง ไม่ต้องสนับสนุน

ประการที่ ๘ ก็คือเรื่องของการประชาสัมพันธ์ในการเสียภาษี ตัวอย่างที่ดีมาก คือภาษีที่ดินและทรัพย์สิน คนที่กระทบน้อยที่สุดกลับเป็นคนที่เสียงดังที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ ที่ไม่กระทบ คือประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เรียกร้องอะไรเลย แต่จะมีคนเสียงน้อยพูดเสียงดัง จนทำให้เรื่องต้องชะลอไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องดู คือจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น บอกว่าทำไมประชาชนถึงต้องมีหน้าที่เสียภาษี อันนี้ก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมของประเทศไทย ในรัฐธรรมนูญเราก็พูดถึงเรื่องประชาชนทุกคนมีหน้าที่เสียภาษี แต่ทุกคนบอกว่า มีหน้าที่แล้วผมมีสิทธิอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องคุยกัน

สิ่งต่อมาคือข้อที่ ๙ คือเรื่องของการใช้สิทธิอุทธรณ์และการดำเนินคดีภาษีอากร ที่ล่าช้าไม่เป็นธรรม และสร้างภาระให้กับภาคประชาชน ปัจจุบันหลายท่านคงทราบว่า ถ้าท่านมีข้อพิพาทเรื่องภาษีอากรท่านต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยคนของภาครัฐเกือบทั้งหมด ประเมินเอง ตัดสินเอง แล้วมันจะหาความเป็นธรรม ได้ที่ไหนกันล่ะครับ เราจะเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางที่พิจารณาอุทธรณ์โดยมีบุคคลภายนอก เป็นการวินิจฉัยโดยไม่มีส่วนได้เสีย แล้วก็เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกไปศาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปอุทธรณ์ขอซึ่งเสียเวลา แล้วก็มีหลายท่านบอกว่าการไปคดีภาษีนั้น เป็นคดีปกครอง ทำไมต้องเสียค่าธรรมเนียมแพง ๆ ทำไมไม่เป็นเรื่องที่รัฐจะต้อง ให้ความช่วยเหลือกับผู้เสียภาษี

เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ที่เราจะเสนอกรอบก็คือการสร้างความเป็นธรรม เป็นกลาง และลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถของคนไทยให้แข่งขันได้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มรายได้ในส่วนต่าง ๆ ให้มากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเรามีประเด็นหลัก ๆ ๓ เรื่องที่จะให้ท่านพิจารณาก็คือว่า

ประเด็นเรื่องภาษีระดับชาติกับภาษีท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่เรื่องหนึ่ง ที่ต้องมีการศึกษาในรายละเอียด

เรื่องระบบภาษีที่เป็นธรรมแข่งขันได้ และเรื่องของความซ้ำซ้อนและช่องโหว่ ของกฎหมายที่มีการทุจริตจะทำอย่างไร

อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าอัตราส่วนผู้เสียภาษีของไทยน้อย น้อยอย่างไร ถ้าเทียบกับจีดีพีต่อรายได้รวมภาครัฐจะเห็นได้ว่าประเทศไทยต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ แม้แต่ ในอาเซียน เรามิพักต้องไปพูดถึงยุโรป โออีซีดี (OECD) ไม่ต้องไปพูด แต่ในอาเซียน ๒๑ ของเรา ๑๙ ต่อจีดีพี ก็แสดงว่าของเรายังมีสิ่งที่ทำได้ รายได้ส่วนใหญ่ของเราวันนี้มาจาก อะไรบ้าง ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม ถ้าผมดูผลการจัดเก็บภาษีทางตรง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ และภาษีทางตรงในปี ๒๕๕๗ ก็คือ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นภาษีทางตรง เป็นภาษีที่มีความสำคัญมาก และถ้าเราดูต่อไปเรื่องการเก็บภาษีของรัฐบาลจะเห็นได้ว่าภาษี ที่มีความสำคัญกับเรามากก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล เพราะฉะนั้น ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี มูลค่าเพิ่มลดก็ทำให้เรามีรายได้ลดลงไปด้วย แล้วก็มีภาษีอื่น ๆ ที่อาจจะเก็บ แล้วไม่คุ้มค่าหรือเปล่า สิ่งที่ผมอยากให้ หลายท่านสมาชิกอาจจะทราบแล้ว นั่นคืออัตรา ของผู้ยื่นแบบที่เสียภาษีเงินได้ ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๗ มีผู้เสียภาษีเงินได้ประมาณ ๑๐,๕๐๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๗ จำนวนบุคคลที่เสียภาษีเงินได้เพิ่มมีประมาณสัก ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน หมายความว่าพวกที่หัก ณ ที่จ่ายแล้วมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มมีแค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านทราบไหมครับว่ามีผู้เสียภาษีเงินได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า รายได้เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ประเทศไทยมีแค่ ๒๖,๐๐๐-๒๗,๐๐๐ คนเอง ถามว่าแล้วที่ เหลือหายไปไหน ทั้งที่เรามีรถราคาแพง ๆ คันละ ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ถ้าท่านไปพารากอนท่านเห็นใช่ไหมครับซูเปอร์ คาร์ (Super car) ที่จอดอยู่ ทำไมเรามีคนรวย แค่ ๒๖,๐๐๐ คน จริงหรือเปล่า เรามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผลประมาณ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท มีผู้ขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน นิติบุคคล มีอยู่ประมาณ ๓๑,๐๐๐ ล้าน ข้อมูลผู้เสียภาษีนั่นละครับที่ท่านจะเห็น ท่านอยู่ในกลุ่มไหน ลองดูสิครับว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหน ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน อันนี้เป็นข้อมูลปี ๒๕๕๖ คือ ๒๔,๐๐๐ คน แต่ว่าข้อมูลปี ๒๕๕๗ ประมาณ ๒๖,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะฉะนั้นอัตราภาษีพวกนี้ทำอย่างไรที่จะเพิ่มขึ้นมาได้ นี่คือเป็นโจทย์ ต่อมาคือเรื่องของอัตราภาษี ท่านลองดูนะครับ ผมเทียบ ๓ ประเทศ ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ของประเทศไทยสูงสุดแถมหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนน้อยกว่าเขาด้วย เพราะฉะนั้นภาษีไทยอย่างที่ท่านอาจารย์สมชัยว่ามันก็เลยกลายเป็นสูงที่สุดในอาเซียน นิติบุคคลก็เช่นกันเราพูดกันถึงเอสเอ็มอี (SMEs) เราพูดกันถึงการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีบริษัทที่ยื่นแบบอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บริษัท บริษัทมีประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบริษัท ท่านอธิบดีบอก แต่ว่าบางอันก็ตั้งมาครั้งเดียวแล้วเลิกอะไรอย่างนี้ และมีผู้เสียภาษี อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บริษัท เรามีบริษัทเยอะมาก แต่มี ๓๐๐,๐๐๐ บริษัท อัตราภาษีในอาเซียนที่ผมอธิบายเมื่อสักครู่นี้ ประเทศไทยเราถ้าเทียบกับประเทศสิงคโปร์กับประเทศมาเลเซียเราสู้เขาไม่ได้ รายได้ท้องถิ่น ที่ต้องได้รับเงินจากภาครัฐยังได้ความสนับสนุนท้องถิ่นจากภาครัฐร้อยละ ๔๑.๓ หรือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องเอาเงินส่วนกลางมาช่วย ถ้าเราสามารถเก็บภาษีท้องถิ่นได้ ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นได้ เงินก้อนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องส่งให้ท้องถิ่น ก็เอามาใช้พัฒนาโครงสร้างของประเทศได้ ภาษีท้องถิ่นมาจากไหน โรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ซึ่งเราจะยกเลิกไปหมด ๔ อย่างนี้จะเป็นภาษีทรัพย์สินอันเดียว เก็บง่าย สะดวก ชัดเจน ไม่นำมาซึ่งการทุจริตฉ้อฉล เจรจาต่อรองกันว่าค่าเช่าควรจะเป็นเท่าไร ภาษีป้าย ภาษีอากร ฆ่าสัตว์ และมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เยอะแยะ มีค่าธรรมเนียมสรรพสามิตต่าง ๆ รายได้ส่วน แบ่งบางส่วนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะฉะนั้นรายได้ต่าง ๆ ของ อปท. กับรายได้ของรัฐบาล วันนี้มีความห่างกันเยอะมาก ถ้าเราเก็บภาษีท้องถิ่นได้ในการปฏิรูปภาษีคราวนี้จะทำให้ ท้องถิ่นเข้มแข็ง รัฐบาลกลางก็เข้มแข็งด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราต้องการจะปฏิรูป ซึ่งมีกรรมาธิการหลายท่าน ซึ่งผมได้ดูในกรอบแบบแผนที่พูดเรื่องภาษีมีอยู่หลาย คณะกรรมาธิการมาก คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานในการจัดทำฐานข้อมูล คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เรื่องฐานข้อมูล แล้วก็เรื่องการเงิน การคลังท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการปฏิรูปภาษี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากและ รัฐบาลควรจะทำและเราควรจะสนับสนุน ก็คือว่าการจัดทำฐานข้อมูลประชากรในการปฏิรูป ไม่ว่าสาธารณสุข การศึกษา แรงงานและภาษีอากร ถ้าเราสามารถทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า สมาร์ท การ์ด (Smart card) ได้จะทำให้เราทราบว่าเรามีผู้มีรายได้เท่าไร ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๒๘๓ เราได้พูดถึงการปฏิรูปว่าจะต้องให้มีการแสดงฐานะของผู้มีเงินได้ ก็หมายความว่า ใครมีเงินได้ตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไปก็จะต้องยื่นแบบภาษีอากรแต่ไม่ต้องเสียภาษีอากร วันนี้ ใครมีรายได้ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ไม่ต้องยื่นแบบเลย เราไม่รู้ฐานข้อมูลจริง ๆ ว่า มีคนที่มีเงินได้ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาทเท่าไร ในประเทศนี้ เราจะช่วยก็ช่วยผิดคน เพราะฉะนั้น การขึ้นทะเบียนหรือการใช้ฐานข้อมูล ในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับประเทศไทย ในการปรับโครงสร้าง วันนี้กรมสรรพากรจะใช้เลข ๑๓ ตัวในบัตรประจำตัวประชาชน แต่ว่าข้อมูลนี้ จะต้องบูรณาการกันแล้วทำให้เป็นข้อมูลที่สามารถใช้การ์ด (Card) ใบเดียวใช้ได้ทุกเรื่องเหมือน วัน สตอพ เซอร์วิส (One stop service) ๓๐ บาทรักษาทุกโรค แรงงาน การศึกษา และถ้าทำได้ใบนี้ละครับจะเป็นใบหักค่าใช้จ่ายที่ท่านไปรูดที่ไหน ก็ไปค่าลดหย่อนได้ แล้วก็ จะสามารถตามไปแหล่งภาษีอากรได้ เพราะฉะนั้นแนวคิดในการจัดทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ รัฐบาลควรจะลงทุนโครงสร้างอย่างมาก ผมได้เรียนหลายท่านแล้วท่านผู้ใหญ่ในรัฐบาลบอกว่า งบที่จะทำดิจิตอล อีโคโนมี (Digital economy) หาเงินมาก้อนหนึ่งมาทำฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ให้กับประชาชน และสามารถดึงฐานข้อมูลนี้ได้อันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพาสปอร์ต (Passport) แรงงาน การศึกษา สาธารณสุข จะได้รู้เลยว่าแล้วผมมีที่ดินอยู่กี่แปลง เลขเดียว จะรู้ว่านาย ก มีที่ดินอยู่ที่ไหน มีเงินได้เท่าไร และการหนีภาษีก็จะหายไปจากประเทศไทย เรื่องนี้แน่นอนจะต้องมีคนคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเราคุ้นเคยกับการหลบภาษีมานาน ไม่อยากจะประกาศให้เป็นที่รู้ ความจริงแล้วผมก็อยากจะกราบเรียนนี่เป็นความเห็นส่วนตัวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญนอกจากแจงบัญชีทรัพย์สินแล้ว ส.ส. ต้องแจงที่มาของเงินได้ด้วยว่า มาอย่างไร เพราะจะได้ไปดูว่าเสียภาษีหรือเปล่า มาตรการภาษีจะเป็นมาตรการที่สามารถป้องกัน นักการเมืองทุจริตฉ้อฉลที่ชอบรายงานทรัพย์สินเยอะ ๆ จะได้รู้ว่าเยอะ ๆ นั้นท่านได้แต่ใดมา ถ้าได้ไม่ถูกก็เสียภาษีให้ครบถ้วน ซึ่งมีอยู่ในบทความผม มาตรา ๔๙ ประมวลรัษฎากรใช้กับนักการเมืองได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น เรื่องของฐานข้อมูลนี้จะช่วยได้มากในเรื่องของการหัก ณ ที่จ่าย การใช้อีรีซีพท์ (e-Receipt) และยังป้องกันการทุจริตเรื่องวีเอทีด้วยครับ วีเอทีวันนี้มันโกงด้วยการเขียน คืนเป็นพันล้านบาท หมื่นล้านบาท ตั้งแต่มีวีเอทีมาโกงกันไปเยอะมากแล้ว แต่กฎหมายเราอาจจะช้าหน่อย ท่านอธิบดีสรรพากรบอกว่าอยากจะขออำนาจกฎหมายไปอายัดบัญชี คือพอเราจะจับได้ มันเอาเงินถอนออกหมดแล้วครับ ไปตามไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องการขึ้นทะเบียน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลต้องบูรณาการ และผมเชื่อว่าจะมีการคัดค้านเยอะมากจากบุคคล ในสังคมนี้ พวกเราจะต้องช่วยอธิบาย แนะนำ เสนอแนะว่าเหตุใดต้องทำอย่างนี้ แต่แน่นอนครับ ผมก็กลัวว่าถ้าข้อมูลอันนี้ถูกผูกขาดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วนักการเมืองในอนาคตก็อาจจะ ใช้ข้อมูลนี้ไปแบล็คเมล์ (Blackmail) เอากับผู้สุจริตได้ มันก็ต้องหามาตรการป้องกันว่า จะป้องกันให้ข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลไปนักการเมืองได้อย่างไร ประเทศอื่นเขามีการบังคับใช้ กฎหมายที่เข้มแข็ง แต่สำหรับประเทศไทยถ้ายังไม่ปฏิรูปผมก็เป็นห่วงเหมือนกัน แต่ผมคิดว่า เราต้องเอาระบบเป็นที่ตั้ง คนเป็นปัญหารอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ทีนี้ในแง่ ของการปฏิรูปที่ผมได้ดูจากข้อเสนอแนะของท่านกรรมาธิการหลายกรรมาธิการจะเห็นได้ว่า ทุกกรรมาธิการก็จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับภาษีอยู่ ๓-๔ อัน เช่น กรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุข ขอให้เพิ่มภาษีและฐานภาษีเพื่อให้มีงบประมาณมาดูแลสุขภาพ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องมานั่งดู ซึ่งอาจจะต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปภาษีอากรต้องมานั่งดูว่าจะเก็บภาษีอะไรเพิ่มบ้าง อย่างเช่น ภาษีบาป เป็นต้น ภาษีปฏิรูปพลังงาน เรื่องของอัตราภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิง ที่จะต้องเหมาะสมและเป็นธรรมในด้านงบประมาณ ทรัพยากรธรรมชาติพูดถึงเรื่องการใช้ภาษี เป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ผู้นั้นต้องเป็นผู้จ่าย และใครได้รับผลประโยชน์ก็ควรจะใช้ประโยชน์นั้น เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีน้ำท่วม ภาษีโรงกรองน้ำที่เขาจะเก็บ กทม. กำลังจะเก็บแล้ว ภาษีกำจัดน้ำเสีย ซึ่งผมคิดว่า ต้องอธิบายและคิดว่าจำเป็นมากที่คนที่ใช้ทรัพยากรต้องเสียภาษีครับ การใช้มาตรการภาษี เพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะไม่ลงรายละเอียด เพราะว่าเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นจะต้องหามาตรการภาษีต่าง ๆ และให้ท้องถิ่นมีส่วนกำหนด นโยบาย และให้ท้องถิ่นเป็นคนเลือกนักการเมืองท้องถิ่นที่จะมาใช้ภาษีของตัวเอง อันนี้ ผมคิดว่าในระยะแรกคงจะมีปัญหาเล็กน้อย เพราะนักการเมืองท้องถิ่นที่ผูกขาดอำนาจ ก็อาจจะอะบิวซ์ ออฟ เดอะ เพาเวอร์ (Abuse of the power) ได้ ใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่ผมคิดว่า ในระยะยาวถ้ามีระบบตรวจสอบที่มั่นคงเพราะว่าทุกคนที่เสียภาษีเขารู้สึกว่าเงินของฉัน ฉันต้องดูแล เพราะฉะนั้นนักการเมืองท้องถิ่นจะไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีก แน่นอนมีมาตรการที่คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเงินการคลังท้องถิ่นได้เสนอขอแบ่งภาษีมา ผมคิดว่าเราต้องมาทำงานร่วมกันว่ารัฐบาลจะรับได้แค่ไหน เพียงไร แค่ไหนที่รัฐบาลจะให้เงินมา ได้มาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาษีวีเอที ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่าง ๆ

มีคณะกรรมาธิการ ๒-๓ คณะ ที่พูดถึงเรื่องการหักค่าใช้จ่าย การให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมการของเรา จะต้องทำงานต่อไปก็คือว่าจะกำหนดกรอบประเด็นที่จะศึกษา รวมทั้งเสนอร่างกฎหมาย คณะกรรมการของเราอาจจะเป็นคณะกรรมการที่คล้าย ๆ กับคณะกรรมาธิการคณะอื่นก็คือว่า เราได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพราะว่ากฎหมายภาษีต่าง ๆ ถ้าจะเสนอโดย สปช. แล้ว จะต้องเสนอผ่าน ครม. จะเสนอผ่านตรง สปช. ไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายการเงิน เราได้ปรึกษากันแล้วพบว่า ถ้าหากเราทำงานของเราแยกส่วนโดยไม่ปรึกษากระทรวงการคลัง เลย งานของเราก็จะเป็นกระดาษเฉย ๆ เพราะรัฐบาลจะบอกว่าผมไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงได้มีการประสานงานกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสมหมาย ภาษี ที่บอกว่าเราจะต้องทำงานร่วมกัน เราจะช่วยเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปภาษีอย่างที่อาจารย์สมชัยบอก การปฏิรูปภาษีในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เขาทำโดยกระทรวงการคลังแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่อย่างนั้นอยู่แล้ว แต่การรับฟังจากเอกชนน้อยมากครับ เมืองไทยเริ่มมีบ้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีบทบาทกับกฎหมาย สรรพสามิต ศุลกากร มีอันเดียวที่ไม่มีบทบาทมากก็คือกฎหมายสรรพากร ท่านก็เลยดำริ ตั้งขึ้นมา คือคณะกรรมการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผมเข้าไปนั่งเป็นหนึ่ง ในคณะกรรมการด้วย แล้วผมเสนอว่าให้ท่านทำงานร่วมกับเรา เราจะเสนอ ท่านทำมา แล้วเราจะช่วยดูกันว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และจะทำให้กฎหมาย ออกมาภายใต้รัฐบาลชุดนี้ เพราะท่านก็บอกว่าท่านมีเวลาจำกัดเหมือนกัน ท่านอาจจะยาวกว่าเรา แต่เรามีเวลาสั้นกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องทำเวลาให้เสร็จสิ้นให้ตรงกัน เพราะฉะนั้น ผมจะขออนุญาตนำท่านสมาชิกดูขั้นตอนการปฏิรูปภาษีเลย ความจริงแล้วเวลาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะว่าวันนี้เรากำลังพูดถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม แต่ขั้นตอนที่ ๑ ยังสามารถทำได้แล้วเสร็จ ก็คือว่า เราจะต้องออกแบบโครงสร้างการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นเปเปอร์ (Paper) ที่ผมนำให้ท่านดูในวันนี้ เราจะทำงานว่าภาษีอะไรบ้างที่เราจะต้องปฏิรูปเรื่องใหญ่ ๆ เราจะทำงานร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปภาษี ของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑ เมษายนนี้ แล้วเราก็จะมี คณะกรรมการชุดย่อยแยกออกไป ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ประเด็นพวกนี้ อย่างที่ผมเรียนว่าเราศึกษากันมาเยอะแล้ว วิจัยมาเยอะแล้ว อย่างที่ผมบอกว่านาโต (NATO) ประเทศไทยมันโน แอคชัน ทอล์ค โอลี (No action talk only) ตอนนี้เราจะทำแบบ อาฟตา (AFTA) ครับ แอคชัน เฟิร์สท ทอล์ค อาฟเตอร์ (Action first talk after) เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างนี้ครับ เราก็จะร่างเอามา แล้วเอาผลงานวิจัยมาดู

แล้วในขั้นตอนที่ ๒ เราจะเอาคอนเซพท์ (Concept) เรื่องของการเพิ่มฐานภาษี อย่างที่ผมได้เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องการขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้จะทำอย่างไร การปรับปรุงภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตซึ่งทางกระทรวงได้ทำมาในระดับหนึ่ง และมี เอกชนไปร่วมเยอะมาก อาจจะมีความเห็นที่ต่างกันบ้างแต่ก็เกือบว่าจะมีส่วนร่วม ของภาคเอกชน แล้วก็ที่สำคัญมากก็คือการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เราพูดกันถึงความไม่เป็นธรรมว่าจะดูอย่างไร ซึ่งในความตั้งใจของกระผม ได้ทำไปแล้วด้วยก็คือว่าเราจะเอาโครงของกฎหมายภาษีประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเหมือนกับ ประเทศมาเลเซียและประเทศฮ่องกงเป็นโครง และเราก็จะทำไปในแนวทางนั้นว่าของเขา เป็นอย่างไรและเราต้องเพิ่มอะไรบ้าง หลายท่านบอกเราไม่เหมือนประเทศสิงคโปร์จะไปใช้อย่างไร ผมบอกความเหมือนของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญ ถ้าประเทศเขาใช้กฎหมายอย่างนี้มาแล้ว ประเทศสิงคโปร์ ๕๐ ปีจะปีนี้แล้ว เขาพัฒนารุ่งเรืองมาทำไมเราจะเอาของเขามาใช้ไม่ได้ แต่เราไม่ได้เอามาหมด เพราะว่าบริบทสังคมไม่เหมือนกัน เราคงต้องเลือกเอาของดี ๆ มาใช้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะประมวลกฎหมายรัษฎากรไทยร่างมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๗ เก่ามาก จริง ๆ แล้วถึงปรับปรุงไป ๑๐-๒๐ ครั้งก็ยังอยู่ ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็คือว่าปะผุบ้านครับ ไม่ได้รื้อบ้าน เราจะรื้อบ้านครับคราวนี้ แต่ก่อนจะรื้อบ้านต้องแน่ใจว่าเรามีหลังคาก่อน เดี๋ยวฝนตกเปียกหมด ฉะนั้นเราจะศึกษาในขั้นตอนที่ ๒ ก็คือการลดหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ท่านต่างคนต่างขอมา วันนี้ใครที่ขอได้ดี ใครที่มีคอนเนคชัน (Connection) ได้สิทธิ ประโยชน์ภาษีไปหมด ถ้าท่านไปดูบางธุรกิจเสียงดังมากเลยครับ ได้สิทธิประโยชน์ภาษี มากกว่าธุรกิจเล็ก ๆ เพราะเขาสามารถมีการล็อบบี (Lobby) การคุยอะไรได้ที่ดี เราจะมี หน่วยงานกลางที่จะพิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ อย่างเช่น บีโอไอ (BOI) ยกตัวอย่างเป็นต้น ให้กันเต็มไปหมด ไม่ได้คำนึงว่าธุรกิจไหนที่จำเป็น ลดภาษีแล้ว ภาษีบีโอไอไม่ได้เก็บเขาเลย อย่างนี้ก็ต้องไปนั่งดูกัน เรื่องการอุทธรณ์ภาษีซึ่งผมได้เรียนให้ท่านสมาชิกทราบแล้วว่าเราจะ ปรับปรุงกระบวนการข้อพิพาททางภาษีอากรให้เป็นธรรม การจัดระบบภาษี ๒ ระบบ ภาษีท้องถิ่น และภาษีระดับชาติ แล้วก็จริง ๆ แล้วภาษีของตลาดทุนที่ต้องมานั่งพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ที่ให้ตลาดทุนไทยเข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำ ก็มีการเตรียมการศึกษาไว้ เพราะฉะนั้น ผลการศึกษาในหน้าต่อ ๆ ไปเราก็จะแบ่งว่าเราจะทำอย่างไรบ้าง เช่น ประเด็นเรื่องการเพิ่มฐานภาษีเราจะใช้หน่วยงานของรัฐ ใช้หน่วยงานของ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ใช้หน่วยงานของปฏิรูปภาษี สิ่งหนึ่งที่ผมลืมเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติเพื่อทราบว่า เป็นครั้งแรกที่กระทรวงการคลังยอมแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีอากร ซึ่งประกอบด้วย เอกชน นักวิชาการมากกว่าข้าราชการประจำ มีทั้งหมด ๑๖ ท่าน ๙ ท่าน นี่เป็นคนนอก อีก ๗ ท่านเป็นคนใน อันนี้ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญมาก เพราะว่าถ้าตั้ง คณะกรรมการและมีคนของราชการเกินกึ่งหนึ่ง เขาก็สามารถกำกับไปในทางที่เขาต้องการได้ เอกชนพูดไปเขาก็เมกโน้ต (Make note) เฉย ๆ แต่ถ้าเรายอมให้เอกชนเข้า หรือนักวิชาการ เข้ามีส่วนร่วมได้การเปลี่ยนแปลงย่อมจะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพิ่มฐานภาษี เรื่องการปรับโครงสร้าง เรื่องภาษีตลาดทุนต่าง ๆ มันจะมีหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียดท่านไปดูได้ ซึ่งในแผนทำงานเราจะทำคู่กันไปกับหน่วยงานพวกนี้

ขั้นตอนที่ ๓ เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เราคาดว่า อันนี้เป็นการคาดหวังว่า เราจะต้องไปทำตามกรอบเวลาว่าเราอาจจะสิ้นสภาพไปประมาณเดือนกันยายน แอสซูม (Assume) ว่าอย่างนั้น อันนี้ผมก็ต้องตั้งไว้ก่อน ท่านประธานหัวเราะ ผมก็จะเตรียม ร่างกฎหมายให้เสนอให้ สปช. ให้ทันภายในเดือนกันยายน ภาษีอะไรที่เราทำได้เราจะทำคู่กับ กระทรวงการคลัง เพราะจะได้เข้าไป สนช. เลยพร้อม ๆ กันไป เรื่องการปรับหน่วยงานภาษี อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องเป็นองค์การอิสระหรือเปล่า แบบประเทศสิงคโปร์ไหม อันนี้ก็ต้อง ไปนั่งดูกันอีกทีว่าจะทำได้ไหม แล้วก็จะทำให้หน่วยภาษีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แล้วก็

ขั้นตอนที่ ๔ ซึ่งจริง ๆ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๓ นี้ พูดเรื่องของ การตั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังและภาษีอากร ซึ่งในรัฐธรรมนูญนี้เขียนบอกว่า จะต้องมีขึ้น ๑ ปีหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับ เราอาจจะไม่ทำเรื่องนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น วาระปฏิรูปนี้ ผมอยากจะเรียนให้สมาชิกได้ทราบเพื่อได้ช่วยกันออกความเห็นก็คือว่า ที่เราจะทำได้ ภายใน ๑ ปีนี้คือ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม มีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๔-๕ เรื่อง คือเรื่องประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ศุลกากรง่ายเพราะทำไปเยอะแล้ว สรรพสามิตยิ่งง่ายใหญ่เพราะว่า ทำไปเกือบหมดแล้ว ก็เพียงแต่คอมเมนต์ (Comment) เพิ่มเติมให้เขา เรื่องการให้ สิทธิประโยชน์ภาษีอากรนี้เรื่องใหญ่ซึ่งผมเชื่อว่าทำได้ในช่วงนี้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ที่ท่านประธานได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราทำได้ครับ ภาษีทรัพย์สินอย่างไร ๆ สปช. จะต้องเป็น ผู้ผลักดันให้กฎหมายนี้ผ่าน แล้วลูกหลานจะได้ขอบคุณเรา คือ จริง ๆ แล้วเราผ่านตอนนี้ กว่าจะเก็บอีกประมาณปีหรือสองปี เรายังไม่ต้องเก็บตอนนี้เลย แต่ต้องผ่านเสียตอนนี้ละครับ เรื่องภาษีท้องถิ่นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งทำงานกันพร้อมกันว่าจะทำอย่างไร อีกอันหนึ่ง ที่เราพูดกันมากในคณะกรรมการปฏิรูปภาษี ก็คือธุรกิจเอสเอ็มอี หรือว่ามีอะเจนดา (Agenda) ในเรื่องของผู้ประกอบการ ก็มีการคุยกันว่าเราจะส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างไร ในหนังสือผมมีเขียนว่า เอสเอ็มอีมันขาดอะไรบ้าง แล้วปรับปรุงอย่างไร ภาษีก็เป็นกลไกหนึ่ง ที่จะต้องให้เอสเอ็มอีเข้มแข็งได้ เพราะฉะนั้นภาษีเอสเอ็มอีก็จะเป็นภาษีหนึ่ง ยกตัวอย่าง เรื่องของการนิรโทษกรรมภาษี ซึ่งพูดกันมากว่าจะทำหรือไม่ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นพิจารณา เราจะต้องไปช่วยเขา ภาษีตลาดทุนที่ผมเรียนก็สามารถทำได้เพราะตอนนี้การศึกษาก็ใกล้แล้วเสร็จแล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ เราจะเอาข้อมูลพวกนี้มาประกอบการพิจารณา การระงับข้อพิพาทการอุทธรณ์ภาษีก็สามารถทำให้เสร็จได้ภายในช่วงเวลานี้ครับ และมาตรการการป้องกันและการหลบหลีกภาษีอากรทำอย่างไรที่จะป้องกันการฉ้อฉลทางวีเอที การหนีภาษี การหลบเลี่ยงภาษีต่าง ๆ ซึ่งเราเชื่อว่าจะสามารถกระทำได้ภายในอายุ ของ สปช. ชุดนี้ ส่วนแผนที่จะทำได้ในระยะยาวซึ่งเราจะต้องทิ้งเป็นเชื้อไว้ว่าจะทำได้ภายใน ๒ หรือ ๓ ปี ก็เช่น ภาษีวินด์ฟอล แทกซ์ ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ของท่านอาจารย์วิริยะได้กล่าวถึง เช่น อยู่ ๆ มีทางด่วนตัดผ่านที่ของท่าน ท่านจะต้องเสียภาษีเพิ่ม เพราะว่าที่ดินของท่าน เพิ่มขึ้นเยอะเลย อยู่ ๆ มีถนนตัดผ่าน มีรถไฟฟ้าตัดผ่านก็จะต้องเสียภาษีเพิ่มเขาเรียกว่า วินด์ฟอล แทกซ์ ภาษีสิ่งแวดล้อม ท่านก็คงรู้ว่าถ้าทำได้ก็คงต้องทำ ภาษียาสูบ สุราที่ต้องมีการปรับปรุง เรื่องภาษีอื่น ๆ ที่ต้องเรียกเก็บ ที่จะกระทบกับส่วนรวมจะต้องทำอย่างไร ซึ่งอันนี้จริง ๆ แล้ว มันก็ซ้ำกันอย่างที่ผมเรียนก็คือภาษีมลพิษ ภาษีลาภลอยหรือวินด์ฟอล แทกซ์ ซึ่งเป็นภาษี เดียวกัน แล้วก็การพิจารณาให้หน่วยงานจัดเก็บภาษีเป็นหน่วยงานอิสระในการศึกษา ในเอกสารที่ท่านเห็นว่าจะทำแบบเมืองนอกไหม เป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ นักการเมือง มีค่าตอบแทนที่ดีและเหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็มีการคานอำนาจกัน มีเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแบบประเทศสิงคโปร์ คือเราพูดถึงประเทศสิงคโปร์ เยอะมาก แต่ว่าจะทำได้เหมือนเขาหรือเปล่าไม่รู้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราเชื่อว่า จะทำได้ภายในหลังจาก ๑ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นในแง่ของการปฏิรูปการเงินการคลัง ภาษีอากร อย่างถาวร ซึ่งในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ในร่างถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็คือว่าต้องทำเสร็จภายใน ๑ ปี การมีคณะกรรมการต่าง ๆ หรือการเงินการคลัง ภาษีอากร นี้ องค์ประกอบของ คณะกรรมการซึ่งผมอยากจะฝากเรียนท่านสมาชิกทุกท่าน เรามีทุกกฎหมายเลย เรามี คณะกรรมการเยอะมากเลย และท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทุกอัน แล้วองค์ประกอบ ประทานโทษนะครับ เป็นข้าราชการเสียทั้งสิ้นส่วนใหญ่เลย ผมไม่เชื่อ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งว่า กลไกคณะกรรมการแบบนั้น มันจะผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศได้ ผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนคอนเซปต์ (Concept) ว่า ควรจะต้องประกอบด้วยนักวิชาการ ภาคประชาสังคม เอกชน เข้าไปเป็นส่วนร่วมของคณะกรรมการชุดนั้น ให้สัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มีเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) กันได้ในการเสนอความคิดเห็น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหม่มาก อย่างที่ผมเรียนว่า ประเทศไทยไม่เคยทำอย่างนั้นมาก่อน ส่วนใหญ่ก็จะเชิญเอกชนเป็นน้ำจิ้ม สัก ๓-๔ คน แต่ว่าแรงผลักดันต่าง ๆ ยังอยู่ที่ภาครัฐ ผมไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่ดี แต่ในบางเรื่องอย่างเรื่องภาษี ผมเชื่อว่าเอกชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ต้องมีสิทธิมีเสียง ในการออกแนวนโยบาย แต่ผมไม่ได้หมายความว่าที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบางเรื่อง ไม่จำเป็น เรื่องขึ้นภาษีไม่เป็นอะไร แต่นโยบายบางอย่างจำเป็นจะต้องให้เอกชนและภาควิชาการ เสนอความเห็นให้ครบถ้วน เพราะฉะนั้นกรรมการชุดนี้ต้องตั้งภายใน ๑ ปี ถ้าท่านจะดู ในหน้าถัดไปก็จะเห็นได้ว่าก็มีเรื่องอำนาจหน้าที่ซึ่งต้องไปว่ากันอีกในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ก็ไปนั่งดูว่าจะทำอย่างไร สิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติทั้งหมดเป็นเรื่องกรอบและผมคิดว่าในหนังสือที่ผมเขียนให้ท่าน เราจะต้อง สร้างประวัติศาสตร์ปฏิรูปภาษีให้ได้ ความคิดต่าง ๆ ที่ท่านมีกรุณาเถอะครับ เราจะทำงาน ไม่ได้แค่เราปฏิรูป เราจะจัดการสัมมนาร่วมกับหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประชาชนอีกในการรับฟังความเห็น เป็นโอกาสที่ผมเห็น ผมทำงาน อย่างที่ผมเรียน ในหนังสือ ทำงานมา ๓๗ ปี ๒๐ กว่าปีทำเรื่องภาษีนี้ล่ะครับ แต่คราวนี้ถ้าเป็นสงครามพระเจ้าตาก ก็ต้องทุบหม้อข้าวแล้วก็ชิงเมืองล่ะครับ เพราะว่าคราวนี้ถ้าเรา สปช. ไม่สามารถปฏิรูปภาษี ของประเทศได้ อย่าคิดไปปฏิรูปเรื่องอื่นเลยครับ ขอบพระคุณครับ