สมชัย ชี้เอกชนเป็นฐานเศรษฐกิจ ระบุบทบาทรัฐ 3 ด้าน เน้นลดความเหลื่อมล้ำ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

สมชัย ฤชุพันธ์ นำเสนอกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินและการคลัง โดยชี้ว่าภาคเอกชนเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจไทยและระบุบทบาทภาครัฐ 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย กำกับดูแล และจัดโครงข่ายพื้นฐาน พร้อมอภิปรายถึงเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการใช้งานปัจจัยการผลิตให้เต็มที่เพื่อลดปัญหาที่ดินรกร้าง และชี้ให้เห็นความล้มเหลวในการจัดการความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการกระจายความยากจน

นายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ และกราบเรียนท่านเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติ ที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ผมขออนุญาตนำเสนอกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ในภาพรวม ซึ่งเดี๋ยวจะมีกรรมาธิการท่านอื่นได้นำเสนอเป็นเฉพาะประเด็น ๆ ไป ในภาพรวมนี้ ผมจะขอเริ่มจากระบบเศรษฐกิจไทยก่อน ขออนุญาตนำเสนอเป็นเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ถ้าดูจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเมื่อปี ๒๕๕๗ คือปีที่ผ่านมานี้จะเห็นว่า ภาคเอกชนไทยเป็นแหล่งที่ก่อเกิดผลิตภัณฑ์ประชาชาติถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ส่วนภาครัฐบาลก่อเกิดผลผลิตเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นภาคเอกชนไทยจะมี ภาคเศรษฐกิจที่เป็นฐานราก มีพลวัตสูง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย บทบาทสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจอยู่ที่ภาคเอกชนไม่ใช่ภาครัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐบาล แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าภาคเอกชนมาก แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยที่ภาครัฐ ทำหน้าที่สำคัญ ๓ ประการ

ประการแรก คือกำหนดและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ประการที่ ๒ คือทำการกำกับดูแลเศรษฐกิจ

ประการที่ ๓ คือจัดให้มีโครงข่ายพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และทำการผลิตสินค้า และบริการ หรือประกอบอุตสาหกรรมบางอย่างที่เอกชนยังทำไม่ได้

ซึ่งในหลักปรัชญาการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วก็ได้ระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็คือว่าโดยปกติแล้วรัฐจะไม่ประกอบธุรกิจแข่งกับเอกชน อันนี้เป็นปกติ ของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ทีนี้ในการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็จะดำเนินการโดยแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ระดับแรก คือระดับมหภาค ระดับแมคโคร (Macro) หรือระดับภาพรวม อีกระดับหนึ่งเป็นระดับที่เป็นรายสาขาหรือรายอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในการจัดกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจเราจึงมี ๒ ชุด ชุดหนึ่งก็คือชุดที่ผม เป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ซึ่งดูภาพแมคโคร ส่วนอีกชุดหนึ่ง เป็นคณะกรรมาธิการทางด้านปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งท่านเกริกไกรเป็นประธานคณะกรรมาธิการ วันนี้ก็จะดูเฉพาะเรื่องเป็นภาพแมคโคร ทีนี้ผมจะเท้าความถึงว่าในการกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจนั้นรัฐทำเพื่ออะไร โดยปกติก็จะบอกว่าทำเพื่อ ๔ อย่าง อันแรกคือต้องการให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต อันที่ ๒ คือ ต้องการให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และอันที่ ๓ เราต้องการให้มีการใช้ปัจจัยการผลิต เต็มกำลัง อันที่ ๔ เพื่อการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

ในบรรดาวัตถุประสงค์ ๔ อย่าง ประเทศไทยทำได้ดีมากในเรื่อง การเจริญเติบโต แล้วเราก็เน้นเรื่องนี้ เราพูดกันเสมอ เป็นประเด็นในทางสื่อมวลชนเสมอว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นข่าวอยู่ แปลว่าเราให้ความใส่ใจดูแลในเรื่องนี้

ส่วนเรื่องเสถียรภาพนั้นก็สะท้อนออกที่ระดับราคาสินค้า คือรักษาค่าเงินให้มีค่า ค่อนข้างคงที่ แล้วก็ไม่มีเงินเฟ้อ เรื่องนี้ก็ทำได้ดี เวลานี้ถึงกับมีสื่อมวลชนต่างประเทศ ไปจัดอันดับประเทศต่าง ๆ ในโลกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีความสุขที่สุด เพราะว่าคนว่างงานน้อย การเจริญเติบโตก็เป็นไปได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและเงินเฟ้อเกือบไม่มี

วัตถุประสงค์ประการที่ ๓ คือการใช้งานเต็มกำลัง การใช้งานเต็มกำลัง หมายถึงการใช้ปัจจัยการผลิตให้เต็มที่ บางทีเขาจะบอกว่าอันนี้คือเรื่องการมีงานทำ ความจริง มีงานทำก็เป็นส่วนหนึ่ง คือไม่ให้มีคนว่างงาน ส่วนที่เราแปลมาจากคำว่า ฟูล เอมพลอยเมนท์ (Full employment) การใช้งานเต็มกำลังมันมีความหมายมากกว่านั้น คือหมายความว่า ปัจจัยการผลิต ๔ อย่างที่เป็นปัจจัยที่สำคัญของการประกอบการทางเศรษฐกิจ คือมีที่ดิน มีทุน มีแรงงานและมีการประกอบการ ก็แปลว่า ๔ อย่างนี้ต้องมีการใช้เต็มที่ คนงานทุกคน ต้องมีงานทำ ที่ดินทุกผืนต้องได้รับการใช้ประโยชน์ จะใช้เพื่อการอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว หรือการเพาะปลูกก็ตาม ทุน เครื่องจักรทุกเครื่องต้องมีการเดินเครื่อง ไม่มีเครื่องจักรว่างเปล่า และผู้ประกอบการทุกคนต้องมีงานที่จะประกอบ ในเรื่องนี้เราก็ทำได้ค่อนข้างดี เพราะว่า ในประเทศไทยการว่างงานมีน้อย แรงงานเราไม่พอใช้ เราต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือที่ดิน ที่ดินเรามีจำนวนจำกัดจำนวนหนึ่ง แต่เราก็มีที่ดินซึ่งไม่ได้ใช้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย ถูกซื้อเก็บกักไว้รอขึ้นราคา อันนี้ก็จะเป็นการทำให้ เศรษฐกิจเราไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มศักยภาพเพราะมีที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าเยอะ ตรงนี้ ที่จะมีผลในการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็มีผลต่อการกระจายรายได้ด้วย

ทีนี้มาถึงเป้าหมายประการที่ ๔ ต้องยอมรับว่าเราค่อนข้างละเลยตัวนี้ เราไม่มี ตัวเลข ความจริงมันมีจินนี โคเอฟิเชียนท์ (Ginny coefficient) ที่หลาย ๆ คนทราบดีว่า มันเป็นหน่วยวัดระดับความแตกต่างทางรายได้ของประชากรในประเทศ แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยได้ พูดถึงกัน และไม่มีหน่วยงานที่จะกำกับดูแลเรื่องของความยากจนและเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นเป้าหมายอันนี้เลยเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยทำได้ไม่ดี เวลานี้ประเทศไทย ถูกจัดติด ๑ ใน ๑๐ ของโลกของประเทศที่มีรายได้แตกต่างกันมาก คือความเหลื่อมล้ำมีเยอะ

ทีนี้ถามว่าเวลาบริหารจัดการเศรษฐกิจ รัฐบาลมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็จะเห็นว่า เวลาบริหารแมคโครมีเครื่องมือสำคัญอยู่ ๕ ตัว ตัวแรกคือนโยบายการคลัง ตัวที่ ๒ คือ นโยบายภาษีอากร ตัวที่ ๓ คือนโยบายการเงิน ตัวที่ ๔ คือนโยบายระบบการเงิน ตัวที่ ๕ คือ นโยบายตลาดทุน

ผมจะไล่ไปทีละตัวว่าแต่ละตัวมีหน่วยงานใดรับผิดชอบ มาดูว่าหน่วยงาน ที่สามารถใช้เครื่องมือในการกำกับเศรษฐกิจได้เขาจะมีหน่วยงานหลักอยู่ ๓ หน่วยที่ดูแมคโคร คือ กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็มีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ สภาพัฒน์ก็เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในทางเศรษฐกิจ ในทางการวางแผน แต่ในเรื่องของเครื่องมือในการใช้กำกับเศรษฐกิจนั้นสภาพัฒน์ไม่มี และสภาพัฒน์ก็จะเป็น ผู้ช่วยดูแลให้หน่วยงานซึ่งมีเครื่องมือได้ใช้เครื่องมือเหล่านั้นในเวลาที่เหมาะสม

ทีนี้มาดูทีละหน่วยงาน ของกระทรวงการคลังดูอะไรบ้าง กระทรวงการคลัง ก็จะดูเรื่องรายได้ของรัฐบาล ซึ่งจะประกอบด้วย ๒ ส่วน คือรายได้จากภาษีอากรและรายได้ ที่ไม่ใช่ภาษีอากร รายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากรก็จะได้แก่ พวกค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือรายได้ จากรัฐวิสาหกิจ หรือจากการพาณิชย์ ส่วนรายได้ที่เป็นภาษีก็จะมีภาษีตัวหลัก ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีนำเข้าและส่งออก ส่วนทางด้านรายจ่ายก็จะมีเรื่องงบประมาณแผ่นดินและเรื่องเงิน นอกงบประมาณ ส่วนทางด้านทรัพย์สินของรัฐ ผมแยกออกเป็น ๓ ประเภทเพื่อการ วิเคราะห์ คือทรัพย์สินทางการเงินกับทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นองค์กร เป็นธุรกิจ ส่วนทางด้านหนี้สินก็จะมีเรื่องหนี้ในประเทศและหนี้ต่างประเทศ นั่นเป็นเครื่องมือที่กระทรวงการคลังอาจจะใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ แล้วถามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เครื่องมืออะไร ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เครื่องมือ เรียกว่า นโยบายการเงิน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายระบบการเงิน ถามว่า คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีเครื่องมืออะไรบ้าง เขาก็มีเรื่องนโยบายหุ้น กับตลาดหุ้น ก็คือที่เราเรียกตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง เซ็ท (Set) ดัชนีตัวนั้น ส่วนทางด้าน ตราสารหนี้เขามีนโยบายตราสารหนี้และกำกับตลาดตราสารหนี้ แล้วก็จะมีนโยบาย การกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและตลาดซื้อขายล่วงหน้า เป็นฟิวเจอร์ มาร์เก็ต (Future market)

คราวนี้ถ้าทราบว่าระบบเป็นอย่างนี้ เครื่องมือเป็นอย่างนี้ คนทำคือคนเหล่านี้ แล้วมาถามดูว่าแล้วในครั้งนี้ในเรื่องการคลังจะปฏิรูปอะไรบ้าง มันก็ปฏิรูปได้ทุกอันใน ๔ ประเภท ที่ผมเรียนไว้ แต่ว่าเราไม่มีเวลาเยอะ เรายกเอาเฉพาะสิ่งที่เห็นว่าจำเป็น แล้วก็มีรูปธรรม ที่ชัดเจนขึ้นมานำเสนอในเบื้องแรกนี้ก่อน ก็คือจะปฏิรูประบบภาษีอากรตัวหนึ่ง ส่วนทางด้านงบประมาณนั้นได้มีการแยกไปทำโดยคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งอาจารย์สีลาภรณ์ได้มานำเสนอเรื่องนี้แล้ว และสภาก็ได้รับทราบไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะไม่พูดซ้ำในเรื่องงบประมาณ แต่จะมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับงบประมาณของสภาในการจัดตั้ง สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภาที่จะมีรายละเอียดต่อไป นอกจากนั้นก็จะทำ การปฏิรูประบบบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ สำหรับในการปฏิรูปเกี่ยวกับระบบการเงินก็จะมี การปฏิรูประบบการเงินฐานราก พวกกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนอะไรต่าง ๆ กับ การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์ และรายการที่ ๓ คือการปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบัน การเงินเฉพาะกิจ ก็คือพวกธนาคารของรัฐทั้งหลาย

มาเริ่มเรื่องปฏิรูปเรื่องแรกเลย คือเรื่องภาษี เหตุผลที่เราต้องทำการปฏิรูปภาษี ที่จริงแล้วประเทศไทยได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะเรียกว่า ปฏิรูป ก็ได้ โครงสร้างภาษีมาเป็นระยะโดยตลอด เช่นว่าเรามีการยกเลิกภาษีการค้า เอาภาษีมูลค่าเพิ่ม มาใช้ เรามีการปรับระบบภาษีศุลกากรใหม่ทั้งระบบ จากการที่ใช้ระบบอัตรา ๐ เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรม มาเป็นระบบที่เปิดเสรีให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายแข่ง ได้มากขึ้น แล้วก็ลดอัตราภาษีลง ลดจำนวนอัตราภาษีลงให้เหลือน้อยอัตรา อันนี้ก็ทำไปแล้ว แม้กระนั้นก็ตามระบบภาษีมันจะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และสังคมอยู่เสมอ พอมาถึงตอนนี้ก็จะมีเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิรูป ประเด็นปัญหาที่ต้องปฏิรูป ในเรื่องระบบภาษี

ประการแรก ก็จะเห็นว่าระบบภาษีของไทยไม่มีการแยกภาษีออกเป็น ๒ ระดับที่ชัดเจน คือภาษีระดับชาติ กับภาษีระดับท้องถิ่น เมื่อก่อนอาจจะไม่มีความจำเป็น เพราะเราไม่ได้ใช้เครื่องมือในการกระจายอำนาจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากนัก แต่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในเรื่องของการกระจายอำนาจอย่าง ชัดเจน และอันที่จริงเราก็ได้เคลื่อนไหวในเรื่องการกระจายอำนาจมาก่อนหน้านั้นแล้ว เวลานี้ เราก็มีการแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ ระดับ คือการใช้อำนาจรัฐระดับชาติ ซึ่งรัฐบาล เป็นผู้ใช้ และการใช้อำนาจรัฐระดับท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบจ. เทศบาล และ อบต. เป็นผู้ใช้ ทีนี้เมื่อมีการแบ่งงานออกเป็น ๒ ระดับว่าเป็นงานระดับชาติ ก็ให้รัฐบาลทำ งานระดับท้องถิ่นก็ให้ อบต. ทำ ก็จำเป็นต้องแบ่งเงินไปให้ ๒ ส่วนนี้ แล้วเรา ก็ได้แบ่ง แต่ว่าขณะนี้เงินส่วนใหญ่ที่ อปท. ใช้ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินที่ส่งไปจาก รัฐบาลแห่งชาติ ส่วนที่ อปท. เก็บเองมีประมาณไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า เรายังไม่ได้มาพิจารณาในเรื่องของการจัดระบบภาษีออกให้ชัดเจนว่าระบบภาษีในชาติใด ๆ ก็ตามที่ มีลักษณะแบ่งเป็น ๒ ชั้นอย่างนี้ ยกเว้นอย่างประเทศที่เล็ก ๆ อย่างประเทศสิงคโปร์อาจจะ ไม่จำเป็น แต่ผมก็เห็นประเทศสิงคโปร์ก็มีรัฐบาลท้องถิ่นเหมือนกัน แต่ว่าประเทศเรานี้ใหญ่ พอที่จะแยกการบริหารจัดการบ้านเมืองออกเป็น ๒ ระดับ และเราก็ได้ตัดสินใจแยกแล้ว เพราะฉะนั้นความจำเป็นที่ต้องปรับระบบภาษีให้สอดคล้องกับระบบการปกครองบ้านเมืองที่ เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์อำนาจ มาเป็นระบบกระจายอำนาจ จึงต้องทำอย่างมีความสำนึก ความจริงก็มีส่วนนะ เพราะว่าเรามีภาษีที่เก็บแล้วก็ให้ท้องถิ่นอยู่หลายรายการเหมือนกัน เช่น ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ หรือภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พวกนี้เป็นภาษี ที่เก็บให้ท้องถิ่นทั้งนั้น แต่ว่าคำว่า ภาษีท้องถิ่น ไม่มีในกฎหมายไทย ผมก็เสนอว่าต้องสร้างจิตสำนึกของนักการคลัง ของประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจว่าภาษีที่พึงเก็บ ในประเทศไทยควรจะแยกออกเป็น ๒ ระดับ คือ ภาษีระดับชาติ ซึ่งเก็บแล้วมาเข้าคลัง เพื่อไปทำนุบำรุงประเทศไทยโดยรวม เก็บจากกรุงเทพฯ ก็ไปใช้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ เก็บจากจังหวัดขอนแก่นก็ไปใช้ที่จังหวัดศรีสะเกษได้ เพราะเป็นเงินของคลัง แต่ว่ายังมีภาษี อีกประเภทหนึ่งซึ่งเราอยากเห็นว่าเก็บที่ท้องถิ่นไหนและใช้ที่ท้องถิ่นนั้น อันนี้จะเป็นภาษีท้องถิ่น ตัวนี้ก็จะมีคนบอกว่าเอาแล้วที่จังหวัดมันยากจน ไม่มีเงินจะเสียภาษีแล้วจะเก็บได้ไหม อันนั้นก็เป็นจริง เราได้แยกเป็นอย่างนั้นแล้วก็ยังมีบางจังหวัดซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ กรณีอย่างนั้น ส่วนกลางซึ่งเป็นเจ้าของประเทศไทยทั้งหมดก็จะต้องส่งเงินไปเป็นเงินอุดหนุนไปช่วย แต่จังหวัดหรือพื้นที่ที่เขามีความเจริญสามารถพึ่งตนเองได้ก็ควรจะให้เขาทำการพึ่งตนเอง โดยสรุปก็คือว่าเราต้องทำให้ผู้บริหาร อปท. ทั้งหลายทำงาน ๒ ด้าน คือไม่ใช่ทำเฉพาะด้านบวก บอกว่าผมจะเอาโรงเรียนไปให้ เอาสะพานไปให้ เอาถนนไปให้ แต่ผมไม่อยากเก็บภาษี เพราะว่าการเก็บภาษีมันเป็นการทำให้ผมเสียฐานเสียง ถ้าอย่างนี้เราก็คิดว่ามันก็ไม่เกิด การปกครองส่วนท้องถิ่นที่แท้จริง เพราะการปกครองส่วนท้องถิ่นที่แท้จริงมันต้องสร้างแอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) ความรับผิดต่อประชาชนในท้องถิ่น ผู้บริหาร ๑. คือได้รับเลือกตั้งมาจาก ประชาชน ๒. คือต้องดำเนินงานโดยใช้เงินภาษีที่เก็บมาจากคนในท้องถิ่นนั้น มาทำนุบำรุง ท้องถิ่นนั้น คนในท้องถิ่นนั้นก็จะมีจิตสำนึกว่าเขาเป็นผู้จ่ายภาษีเพื่อบำรุงท้องที่ทำไมถนนไม่ดี ทำไมสะพานมันไม่ได้รับการซ่อมแซมโดยไม่ต้องมาร้องเรียนที่กรุงเทพฯ ขณะนี้เราเก็บภาษี ส่วนใหญ่มาที่ส่วนกลางแล้วก็จ่ายออกไป เขาก็รู้สึกว่าเขาเสียภาษีให้ส่วนกลาง เพราะฉะนั้น ถ้าถนนมันไม่เรียบเขาต้องมาเดินขบวนที่กรุงเทพฯ มาต่อว่าที่นี่ ทีนี้ถ้าหากว่าเราทำให้แยก ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งที่ต้องให้ส่วนกลางที่ยังมีอยู่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ให้ท้องถิ่นก็ต้องมี ความชัดเจนนี่ข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็คือว่าภาษีของไทยที่ผมเรียนว่าได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็พัฒนามาโดยตลอด แต่แม้กระนั้นก็ตามก็มีจุดซึ่งทำไม่ได้และไม่ได้ทำ เพราะว่ากำลัง ทางความเข้มแข็งของรัฐบาล เสถียรภาพของรัฐบาลในทางการเมืองไม่มีในภาวะที่เป็น รัฐบาลปกติ จึงไม่สามารถเข็นเรื่องยาก ๆ และมีความจำเป็นต้องทำออกไปได้ จึงทำให้ระบบภาษีไทย มีไม่ครบฐาน ปกติในประเทศหนึ่ง ๆ ก็จะมีการเก็บภาษีจากฐานรายได้ ฐานรายจ่าย ฐานการค้าระหว่างประเทศ คือการนำเข้าส่งออก แล้วก็จากฐานทรัพย์สิน จะมี ๔ ฐานนี้เป็นหลัก ของไทยก็มี เรามีภาษีที่เก็บจากฐานเงินได้คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้ นิติบุคคล ซึ่งเราปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ ฐานรายจ่ายก็เก็บจากเรามีภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษี สรรพสามิต ฐานการนำเข้าและส่งออกเราก็มีภาษีศุลกากรที่เก็บจากการนำเข้าและส่งออก ฐานทรัพย์สินจะเป็นฐานที่อ่อน เรามีเหมือนกันภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สิน คือภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่ว่าภาษี ๒ ตัวนี้มันเป็นภาษีที่เก่าแก่โบราณใช้มานานแล้ว แล้วก็ ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข ราคาที่ดินที่ใช้เป็นราคาประเมินสำหรับการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ยังใช้ราคาของเมื่อปี ๒๕๒๓ หรือบางคนบอกปี ๒๕๒๒-๒๕๒๕ แล้วมาเฉลี่ยกัน แล้วคิดดูว่า เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วราคานั้น ๓๐ กว่าปีนี้ราคาที่ดินมันแตกต่างไปเยอะ ตัวนี้ก็ไม่ได้รับการปรับ นอกจากนั้นก็ยังมีปรากฏการณ์ที่ว่ามีการเก็บภาษีจากโรงเรือนที่ให้เช่า ภาษีโรงเรือนนี้ เก็บจากค่ารายปี ค่ารายปีนี้คืออะไรที่คล้าย ๆ ค่าเช่า แล้วก็มีการไปขอยกเว้นทำจนกระทั่งว่า ทรัพย์สินใดที่ไม่มีการเช่าก็ไม่ต้องเสียภาษีในปีนั้น มันก็เลยเปลี่ยนสภาพของการเป็นภาษีทรัพย์สิน กลายเป็นภาษีเงินได้ และกลายเป็นเก็บจากเงินได้ประเภทค่าเช่า เงินได้ประเภทค่าเช่า ก็เลยถูกเก็บภาษีอานเลย เก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีโรงเรือนและที่ดินถึง ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของค่าเช่า แล้วยังต้องไปเสียภาษีเงินได้อีกต่างหาก แล้วคนที่มีบ้านอยู่เป็นของตัวเอง มีปัญญาซื้อบ้านอยู่ ก็ไม่ต้องเสียภาษีเพราะได้รับยกเว้น แต่คนที่เช่าบ้านอยู่ก็จะเสียภาษี เพราะฉะนั้นก็จะมี ความไม่เป็นธรรมตรงนี้ ในการนี้รัฐบาลก็ได้ทำเหมือนกัน ความจริงพยายามทำมานานแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ก็คือจะรวมภาษี ๒ ตัวนี้เป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เวลานี้ กระทรวงการคลังก็กำลังทำอยู่นะ ผมก็อยากจะให้กำลังใจกระทรวงการคลังให้ดำเนินการ ต่อไป แล้วทำในระบบที่เหมาะสมที่รับได้กันก็คือว่า ถ้าหากว่าคนยากคนจน คนชั้นกลาง ชั้นล่างมีความเดือดร้อนก็อาจจะเพิ่มระดับยกเว้นให้สูงขึ้นอะไรต่าง ๆ ปรับได้แก้ได้ แต่ว่า ภาษีตัวนี้ยังเป็นความจำเป็น เพราะว่าภาษีตัวนี้จะทำหน้าที่สำคัญอยู่ ๓ อย่าง

อย่างหนึ่ง คือช่วยสกัดกั้นการเก็งกำไรในที่ดิน

อย่างที่ ๒ ก็คือการสร้างความยุติธรรมในสังคม เพราะว่าเป็นเงินภาษีที่เก็บ จากคนรวยที่มีที่ดินเยอะ ๆ มีอาคารหลังใหญ่ ๆ ราคาแพง ๆ

อย่างที่ ๓ ที่จะเป็นรายได้ของท้องถิ่น นั่นประเด็นที่ ๒ นั้นประเด็นปัญหา

ประเด็นที่ ๓ ภาษีของไทยเราก็มีการปรับปรุงมาเรื่อยตามที่ผมเรียนแล้ว แต่มันยังมีตัวหนึ่งที่ไม่ได้ปรับปรุง คือภาษีเงินได้ที่ตัวช่วงเงินได้ไม่ได้ปรับปรุง ช่วงเงินได้ก็คือ ภาษีเงินได้ไทยมันเป็นภาษีในอัตราก้าวหน้า บอกว่าเงินได้สุทธิตั้งแต่ ๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นตัวเลขสมมุติตัวอย่าง ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสีย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อะไรทำนองนี้ อันนี้ตัวเลขนี้มันจะไปสูงสูดอยู่ที่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะการมีเงินได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็เสียอัตราสูงสุด ซึ่งอัตราสูงสุดเดิมอยู่ที่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เขาลดมา ๒ ปีแล้ว เหลือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ายังถือว่าเงินได้ที่สูงสุด คือเงินได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใครมีเงินได้ถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นคนที่มีรายได้ท็อป เรท (Top rate) ของประเทศไทย ทีนี้ตัว ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันทำกันมาสัก ๒๐ กว่าปีแล้ว เมื่อตอนนั้นสภาพเศรษฐกิจ และสังคมไทยมันก็เจริญ แต่ยังไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ ตัวเลขจีดีพี (GDP) เปลี่ยนไปเยอะ ๒๐ กว่าปีมานี้ แล้วโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็เปลี่ยนไปเยอะ แล้วคนที่มีรายได้เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตอนนี้มีเยอะแยะ แล้วไม่ได้ถือว่าเป็นคนรวย เพราะว่าตัวเลข มันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นตัวนี้ผมก็เสนอว่าตัวท็อป เรทต้องเบรกทรู (Break through) มันต้องแก้ ต้องปฏิรูป ส่วนจะจัดโครงสร้างใหม่กี่ชั้น ชั้นไหนอัตราเท่าไรก็ต้องไปวิเคราะห์ ในเชิงรายละเอียดต่อไป แต่หลักใหญ่ก็คือว่าแบกเกจ (Baggage) ที่ใช้เป็นตัวกำหนดอัตรา ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยขยายเพิ่มขึ้น มีภาษีบางตัวที่ถือว่าเป็นภาษีที่ล้าสมัยเป็น นิวแซนซ์ แท็กซ์ (Nuisance tax) และที่จริงพยายามจะยกเลิกกันมานานแล้วตั้งแต่สมัย ผมยังรับราชการอยู่ แต่ว่าก็ยังเสียดายรายได้อยู่ ทีนี้ไปดูแล้วขณะนี้เมื่อวันก่อนเชิญ ท่านอธิบดีกรมสรรพากรมาปรึกษาหารือกันด้วย มาร่วมประชุมกันนั้น ท่านก็บอกตัวนี้ยังเก็บ ภาษีได้ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทดูตัวเลขมันก็ใหญ่ไม่ใช่นิวแซนซ์ (Nuisance) แล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ กรมสรรพากรเก็บภาษีเป็นล้านล้านบาท ตัวเลข ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ เป็นตัวเลขเล็กน้อย แล้วตัวนี้มันทำให้ก่อเกิดความรำคาญในการ ดำเนินธุรกิจ เพราะว่าเอกสารต่าง ๆ ต้องติดแสตมป์ ถ้าไม่ติดแสตมป์ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตามกฎหมาย มันก็เป็นสัญลักษณ์ของความโบราณ สัญลักษณ์ของเรด เทป (Red tape) สัญลักษณ์ของการที่ขั้นตอนหรือหลักฐานการประกอบการการดำเนินการกับราชการ มันรุ่มร่ามรุงรัง ก็เสนอว่าภาษีตัวนี้ควรจะยกเลิกไป และถ้ามีอะไรที่ยังต้องพึงเก็บอยู่ เช่นว่า อากรแสตมป์ที่เก็บจากการขายที่ดิน เขาเก็บในอัตราร้อยละ ๕๐ สตางค์ คือ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ และให้ติดแสตมป์ อันนี้จริง ๆ แล้วมันไม่ต้องติดแสตมป์ก็ได้ก็ไปเพิ่มค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน จาก ๒ ไป ๒.๕ เสียก็จบแล้ว ถ้ายังเห็นว่าจำเป็นอยู่ แต่ถ้าเห็นไม่จำเป็นก็ยกเลิกไปได้เลย

เรื่องที่ ๕ ก็คือระบบการบริหารจัดเก็บภาษี เมื่อเช้าก็มีข่าวว่า ตัวเลขภาษี ของประเทศไทยปีนี้จะต่ำกว่าเป้าไปประมาณแสนกว่าล้านบาท ผมว่าที่มันต่ำ มันเป็นเพราะ เศรษฐกิจมันมีปัญหาในขณะนี้ แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าความทั่วถึงของการจัดเก็บยังไม่ทั่วถึง พอระบบที่มีการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึงมันก็ไม่มีความยุติธรรม เพราะจะมีบางคนที่หนีได้แล้วก็ ประกอบธุรกิจได้ แต่ว่าคนข้าง ๆ เขาก็ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันแต่เขาต้องเสียภาษี เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องมีการปรับปรุงในเรื่องระบบการบริหารจัดเก็บภาษี

ข้อ ๖ ก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจในการที่จะ ร่วมกันกำหนดนโยบายภาษีและโครงสร้างภาษี เมื่อก่อนนี้ก็เป็นสิทธิเด็ดขาดของ กระทรวงการคลัง ผมเคยอยู่กระทรวงการคลัง อยู่ทั้งกรมสรรพากรและ สศค. เวลาทำเรื่องนี้ ผมก็จะปรึกษาหารือหรือรับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจอยู่บ้าง แต่ว่าจริง ๆ แล้วการตัดสินใจ ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาครัฐ เวลานี้ผมก็ยังเสนออย่างนั้นนะ ว่าควรจะเป็นอย่างนั้น แต่เห็นว่า ควรจะต้องมีคณะกรรมการอิสระจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาควิชาการมีส่วนร่วมในการถกเถียงโต้แย้งแล้วให้ความเห็นมากขึ้น เพื่อทางรัฐจะได้มี มุมมองที่แตกต่างกันว่าผลกระทบของคนอื่น ๆ เป็นอย่างไร จึงเสนอว่าต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการภาษีระดับชาติขึ้น เมื่อมีปัญหาที่ชัดเจนอย่างนี้คำตอบก็จะง่าย คำตอบก็คือว่า ถ้าไม่มีภาษี ๒ ระดับก็ไปทำเสียให้มันมีแล้วไปให้ความสำคัญกับภาษีท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถมีอำนาจจัดเก็บภาษีและเก็บรายได้มากขึ้น แต่ว่าการให้อำนาจ โดยการจัดเก็บภาษีไปสู่ท้องถิ่นก็ต้องระวังเพราะไม่ใช่ให้ไปเฉย ๆ เพราะโอกาสที่คนที่มี อำนาจจะไปใช้อำนาจในทางที่ผิดและก่อเกิดความเดือดร้อนกับประชาชนเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเรื่องวินัยของผู้จัดเก็บภาษี แล้วก็วิทยายุทธ ฝีมือในการจัดเก็บภาษี เมื่อให้ไปแล้ว ต้องไปช่วยรัฐบาล กระทรวงการคลังต้องไปช่วยในการที่จะสร้างวินัยให้เขา ให้เขาไม่ไปเอาอำนาจ ที่ได้มาใหม่ไปก่อเกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือไปก่อเกิดการคอร์รัปชัน (Corruption) แล้วก็ต้องไปสร้างวิทยายุทธให้เขาในการที่จะฝึกปรือให้เขามีความสามารถในการจัดเก็บภาษีได้ดีขึ้น

ส่วนข้อที่ ๒ เพราะฐานภาษีมันไม่ครบก็ต้องทำฐานให้ครบ ด้วยการออก กฎหมายภาษีมรดก ภาษีมรดกขณะนี้อยู่ในสภา สนช. แล้ว ก็เชื่อว่าคงจะเสร็จในเวลาไม่นานนี้ ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกระทรวงการคลังกำลังทำอยู่แล้วทำการปรับปรุงแก้ไข ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะต้องทำต่อไป

สำหรับในเรื่องการปรับช่วงเงินได้ ผมก็เสนอว่าจะต้องไปทำการปรับช่วง ปรับอย่างไรก็ได้แต่ตัวเลขท็อป เรท ตัวเลขสูงสุดต้องปรับให้สูงขึ้น

ข้อต่อไปก็คือว่าคณะกรรมการภาษีอากรระดับชาติก็จะต้องจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็น เวทีที่ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาควิชาการและภาครัฐบาลที่จะมาร่วมกัน ปรึกษาหารือในการที่จะวางระบบภาษีอากรของประเทศไทย แน่นอนการตัดสินใจ ขั้นสุดท้ายคงต้องเป็นของกระทรวงการคลัง เพราะเขาต้องรับผิด แต่ว่าเขาควรจะมีโอกาส ได้รับฟังความคิดจากทุก ๆ ฝ่ายอย่างครบถ้วน นอกจากนั้นก็มีเรื่องการปรับระบบ การบริหารจัดเก็บภาษีและการยกเลิกภาษีอากรแสตมป์ ผมจะขออนุญาตนำเสนอแค่นี้ และมีท่านอาจารย์พรายพลเข้าใจว่ามอบ มาหรือเปล่าอาจารย์พรายพล ให้คุณกิติพงศ์แทน ใช่ไหม เชิญอาจารย์กิติพงศ์ลงในรายละเอียด ยังมีอีกหลายแง่มุมครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ