ปรีชา ชื่นชมกองทุนชุมชน แต่ชี้ความแตกต่าง ปรัชญา-วัตถุประสงค์ ขาดวินัยออม

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

ปรีชา บุตรศรี ชื่นชมการเสนอเรื่องกองทุนชุมชนเพื่อสร้างสถาบันการเงินเข้มแข็ง แต่ชี้ให้เห็นความแตกต่างของปรัชญาและวัตถุประสงค์ระหว่างกองทุนสัจจะออมทรัพย์กับกองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท ที่ทำให้ประชาชนขาดวินัยในการออม และเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางปฏิรูปเพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินข้ามกองทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตจริง

นายปรีชา บุตรศรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกที่รักและเคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมขอชมเชยท่านกรรมาธิการ ที่ได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะเห็นความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ กลุ่มกองทุนต่าง ๆ ให้รวมกันเพื่อที่จะพัฒนาให้เป็นสถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็ง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนในชนบทนั้นยังมีความยากจนอยู่มาก การที่จะ เข้าถึงกองทุนต่าง ๆ นั้นก็เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมีกองทุนต่าง ๆ เข้ามาแล้วนี่ การที่จะ เข้าไปกู้ยืมจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยแพง ๆ และที่สำคัญ ก็คือมีตัวอย่างให้เห็นดี ๆ ว่ากองทุนต่าง ๆ เหล่านี้สามารถที่จะเอาไปแก้ปัญหาชีวิต ของชุมชนได้ เช่นเอาไปรับซื้อยางที่ราคาตกต่ำอย่างนี้เป็นต้น ก็เห็นตัวอย่างมาแล้ว รวมทั้ง การไปทำปุ๋ยหมักหรืออะไรต่าง ๆ ที่ขายให้กับสมาชิกด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย ในหลักคิดของการที่จะพัฒนากองทุนต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นสถาบันการเงินชุมชนที่มีความเข้มแข็ง แต่อย่างไรก็ตามผมมีประเด็นที่จะนำเสนอเพื่อให้กรรมาธิการได้ใช้เป็นข้อคิดในการที่จะ พัฒนากองทุนต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือว่าปรัชญาหรือแนวความคิดของกองทุนแต่ละอย่างนั้น มีความแตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง ผมยกตัวอย่างกองทุนสัจจะออมทรัพย์ของกรมการพัฒนาชุมชน ที่ทำอยู่นี้ เราส่งเสริมให้คนมีวินัยในการออม มีสัจจะ ออมวันละเล็กละน้อยแค่บาท ๒ บาท จนกระทั่งหลายแห่งออมเงินเป็นล้าน ๆ บาท แล้วก็เอาไปแก้ปัญหาชีวิต แล้วกองทุนเหล่านี้ จะมีวินัย เพราะว่าเป็นเงินของเขาเอง ในขณะเดียวกันกองทุนหมู่บ้าน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่รัฐบาลให้มาเป็นการเสริมสภาพคล่องในชุมชนให้กู้ไปประกอบอาชีพ เพราะฉะนั้น ประชาชนก็จะมุ่งกู้อย่างเดียว บางแห่งก็เป็นเอ็นพีแอลก็มีอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นปรัชญา นี่มันต่างกัน รวมทั้งสหกรณ์ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์การเกษตรก็ดี ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เงินออมน้อยกว่าเงินที่จะให้สมาชิกกู้ ผมคิดว่ามันควรจะต้องมี การทบทวนปรัชญาหรือแนวทางของกองทุนต่าง ๆ เหล่านี้ให้มีความชัดเจนให้มากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อก่อนกรมการพัฒนา ชุมชนทำกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ที่มีคนออมอย่างมีวินัย แล้วกองทุนก็เติบโตขึ้นเพิ่มขึ้น สมาชิกมากขึ้น แต่พอมีกองทุนหมู่บ้าน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเข้ามา เกิดอะไรขึ้นครับ ประชาชนขาดการออม ประชาชนไม่มาเป็นสมาชิกสัจจะออมทรัพย์เพิ่มขึ้น ประชาชน มุ่งจะไปกู้อย่างเดียว ซึ่งเป็นการทำลายระบบการออมในชุมชนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ผมอยากจะคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องมาปฏิรูป แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนเมื่อกู้กองทุนหนึ่งก็เอาไปใช้หนี้อีกกองทุนหนึ่ง เช่นกู้กองทุนหมู่บ้าน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็เอาไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. จาก ธ.ก.ส. กู้ไปใช้หนี้สหกรณ์ ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใด ๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องมาทบทวน ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่ากองทุนต่าง ๆ ที่เราจะพัฒนาให้เข้ามาเป็นสถาบันการเงินชุมชน มันมีเรื่องต่าง ๆ ที่คิดว่าจะต้องมาเคลียร์ เช่น เรื่องหนี้สินของแต่ละกองทุนที่มีอยู่บางแห่ง โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้านที่เป็นเอ็นพีแอลมีอยู่มาก การเอามารวมกันนี่ไม่ควรจะเอากองทุน ที่มันเสียแล้วมารวม ก็ควรจะเอามาเฉพาะกองทุนที่มีความเข้มแข็งหรือมีประสิทธิภาพเท่านั้น แล้วมันจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารของแต่ละกลุ่มที่ทำอยู่แล้วให้มี ความรู้เรื่องการบัญชี ให้มีความรู้เรื่องการเงิน หลายกลุ่มยังไม่มีความรู้เลย แต่ว่าก็ทำมา อย่างนั้นละครับ ที่สำคัญก็คือต้องมีกฎหมายรองรับ ปัจจุบันนี้สถาบันการเงินชุมชนเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เราจะต้องพัฒนาให้มีกฎหมายเหล่านี้ ส่งเสริมให้เกิด การรวมกองทุนต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการ ให้กู้ของกองทุนต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เวลานี้ประชาชนใครอยากจะกู้ไปทำอะไร ก็มาบอกง่าย ๆ ว่าเอาไปทำนา เอาไปทำไร่ เอาไปสวน แต่ธนาคารเขาเวลาจะมากู้ ต้องมาเสนอแผนการลงทุนให้ดูว่าคุณจะเอาไปทำอะไร จะมีรายได้เท่าไร จะใช้หนี้ได้เมื่อไร เพราะฉะนั้นประชาชนก็ควรจะต้องได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วจะกู้ไปแบบไม่มี หลักไม่มีเกณฑ์แล้วก็ใช้หนี้ไม่ได้ ผมคิดว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้กู้จะต้องมี ความสำคัญ และที่สำคัญก็คือมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเอาไปทำอย่างนั้นจริงไหม หรือเอาไปซื้อ มอเตอร์ไซค์ หรือเอาไปซื้อโทรศัพท์มือถือซึ่งมันเป็นกันอยู่มาก เพราะฉะนั้นการที่จะพัฒนาเหล่านี้ ได้ต้องเน้นเรื่องของระบบการกู้ แล้วก็การตรวจสอบการกู้

แล้วประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะนำเรียนก็คือว่า ผมอยากเห็นการเชื่อมโยง กองทุนต่าง ๆ เหล่านี้กับกองทุนการออมแห่งชาติ เวลานี้เราไปในชนบทเราจะพบว่า วันนั้น ไปจังหวัดพิจิตรกับท่านอาจารย์ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ถามเขาว่า ชาวบ้านจะยินดีไหมถ้าจะเก็บเงิน เพื่อไปสมทบกองทุนการออมแห่งชาติ เขายินดีเลยครับ เพราะฉะนั้นการที่จะเชื่อมโยง กองทุนต่าง ๆ ที่เขามีอยู่กับกองทุนการออมแห่งชาติก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ก็อยากจะฝาก คณะกรรมาธิการไว้ ขอบคุณมากครับ