ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องการเสริมสร้างการเงินฐานราก โดยเฉพาะการออมของเกษตรกร ชี้ให้เห็นว่าการออมไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การขาย การออม การลงทุน และการใช้ชีวิต โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายการรวมกองทุนและกลุ่มออมทรัพย์ที่มีความเข้าใจและความร่วมมืออย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ อยากจะขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องของ การเสริมสร้างการเงินฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นในเรื่องที่เราพยายามที่จะส่งเสริม ให้เกษตรกรและคนชนบทนั้นมีการออมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมอยากจะอภิปรายให้ความเห็นในมุมมองว่า จากประสบการณ์และจากงานวิจัยที่ทำอยู่ ในเวลานี้นั้นมันชวนให้คิดไปในแง่หนึ่งได้ว่าการส่งเสริมการออมของเกษตรกรมันเป็นการเปลี่ยนผ่าน ทางวัฒนธรรม เนื่องจากว่าวัฒนธรรมการออมนั้นเป็นวัฒนธรรมของทุนนิยมสมัยใหม่ที่เน้น ในเรื่องการสร้างความมั่นคงในชีวิตส่วนบุคคล ซึ่งเหมาะสมกับสังคมเมือง สังคมอุตสาหกรรม เป็นสังคมเศรษฐกิจเชิงเหตุผลที่เรารู้จักกันว่าแรทชันนอล อีโคโนมี (Rational economy) ซึ่งมันค่อนข้างจะแตกต่างกับวัฒนธรรมของสังคมเศรษฐกิจชาวนา เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจ ความสามารถในการออม บริบทของชาวนาในมุมมองของคนชั้นกลางที่มีการศึกษา หรือคนชนชั้นพ่อค้าที่ทำธุรกิจการเงิน การธนาคารอย่างเดียว ไม่น่าจะพอ มันเป็นการท้าทายอย่างยิ่ง ที่เราจะปรับเปลี่ยนผ่านวิธีคิดในเรื่องการออมของสังคมเกษตรกรมาสู่การคิดแบบคนชั้นกลาง ในเมือง ซึ่งเล่าเรียนในวิชาการจัดการแบบตะวันตก เป็นเรื่องที่กระโดดข้ามได้ไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าการออมนั้นมาจากความคิดเรื่องความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงในชีวิตของคน ที่เป็นปัจเจกในระบบทุนนิยมนั้นเป็นเรื่องของการที่จะต้องอยู่บนฐาน บนขาของตัวเอง หรือว่ากลุ่มคน หรือว่าอาชีพเดียวกัน จึงมีสมาคมช่าง สมาคมอะไรต่าง ๆ ดูแลเรื่องความมั่นคง ในชีวิต แต่สังคมชาวนานั้นเป็นสังคมที่ความมั่นคงนั้นเป็นความมั่นคงในชีวิตของภาพรวม ของทั้งชุมชน เป็นวิธีคิดในเชิงที่เราเรียกว่ามอรอล อีโคโนมี (Moral economy) ไม่ใช่แรทชันนอล อีโคโนมี ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจแบบไหนดีกว่ากัน แต่ว่าโลกเวลานี้มันเปลี่ยนผ่าน มันพยายามจะเปลี่ยนเคลื่อนจากมอรอลมายังแรทชันนอล อีโคโนมี ซึ่งก็เป็นอะไรที่ท้าทาย ความคิดของเราทีเดียว จากประสบการณ์ในการวิจัยไม่มากนักที่เก็บเกี่ยวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ในการไปดูที่น่านก็ดี ที่อุดรธานีก็ดี ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระไปทำงาน ได้การลงทุนในเรื่องน้ำ เรื่องอะไรต่าง ๆ การเกษตร การเพาะปลูก พบว่ารายได้ครัวเรือน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นในหมู่บ้านเหล่านั้น ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี รายได้มากขึ้น แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือว่าตัวเลขการออมนั้นเพิ่มขึ้นแค่ร้อยละ ๓ ร้อยละ ๔ เท่านั้น ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือน ไม่ได้ลดลงเลย มีมากขึ้นก็ใช้จ่ายมากขึ้น มีแต่ความจำเป็นทั้งของตัวเอง ทั้งของลูกหลาน ที่ทำให้เขาต้องใช้จ่ายมากขึ้น ก็นำไปสู่ความคิดที่มองเห็นว่า อีกด้านหนึ่งก็คือรายจ่ายฟุ่มเฟือย เรื่องของอาหารการกิน แล้วก็บุหรี่ สุรา เป็นรายการที่มีสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาการจ่าย มากกว่าต้นทุนในการทำการเกษตรเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูในภาพอย่างนี้ ถ้าจะส่งเสริมการออมก็ต้องมาเข้าใจในพื้นฐานอย่างที่เราเคยทราบกันว่า เรื่องที่เป็นอุปสรรค ในเชิงโครงสร้างก็คือว่าขนาดถือครองที่ดินนั้นมันเฉลี่ยแค่ ๕ ไร่ มันน้อย ผลผลิตก็มีน้อย ต้นทุนการผลิตก็สูง ปุ๋ย ยาก็แพง ราคาก็กำหนดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อขายออกมาก็มีรายได้น้อย ก็ไปสู่การออมที่น้อย อย่างเรามีเรื่องการเผาป่า ปลูกข้าวโพดในที่สูง ที่น่านหรือที่ภาคเหนือทั้งหมด ถ้าไปดูแล้วครัวเรือนพวกนั้นทำงานหนัก แต่เปอร์เซ็นต์การออมแทบจะไม่มีเลย จะไปชวนทำ บัญชีครัวเรือนให้ใส่คนละ ๑ บาทต่อวัน ชาวบ้านยังบอกไม่มีสตางค์จะออมเลยครับ คือเขามี แต่เขาไม่ได้เห็นความสำคัญว่าจะต้องจด จะต้องออมอะไร เพราะชีวิตของเขา เขาผูกพัน อยู่กับการที่บริโภค แล้วก็การที่เรียกว่ารัฐเข้าไปส่งเสริม พ่อค้าเข้าไปชวนทำโน่นทำนี่ แล้วไม่ต้องห่วง เมื่อมีหนี้มาก ๆ ก็พากันไปกดดัน ลดหนี้ได้ เลิกหนี้ได้ ยกหนี้ได้ อันนี้เป็นวัฒนธรรม ที่ปลูกฝัง แล้วค่านิยมอีกอันหนึ่งที่ไม่ดีหรือว่าไม่เหมาะก็คือว่า เป็นค่านิยมที่ว่าต้องแบ่งปัน ใครถูกลอตเตอรี่ ใครมีสตางค์มากก็จะมีญาติพี่น้องมาขอมากมาย มันก็ลดทอน ร่ำรวยคนเดียว ในหมู่บ้านหรือว่ากลุ่มเล็ก ๆ ก็เป็นปัจจัยที่ไม่ส่งเสริม ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ดี หรือว่าการออมไม่ดี หรือว่ายาก แต่ชี้ให้เห็นว่าเป็นอุปสรรคในเชิงวัฒนธรรมกับโครงสร้าง ถ้าหากเราจะสนับสนุนการออมก็เอาตัวอย่างดี ๆ อย่างที่ผู้อภิปรายได้นำมาเสนอเมื่อสักครู่ ซึ่งมีตำบลหนองสาหร่ายหรือว่ามีหลายแห่ง ผมคิดว่าที่สำคัญ ขออนุญาตท่านประธานแค่ ๑ นาที ก็คือน่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านที่เขามีเงินออมสามารถเอาเงินออมมาเป็นหลักทรัพย์ ค้ำประกันการกู้เพื่อประกอบอาชีพได้ ในเวลานี้ยังไม่ได้มีการทำอย่างนี้มากนัก ธ.ก.ส. พยายามจะริเริ่ม หรือว่าให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ที่ยืนต้น ที่เป็นไม้ใช้สอย ไม้ที่มูลค่า แล้วนำไม้เหล่านั้น มาหักลดจำนวนยอดเงินกู้ที่ตัวเองยังไม่สามารถที่จะจ่ายคืนได้ ในสัดส่วนที่ให้เห็นถึงว่าการออม แล้วก็ในเรื่องของการออมที่ไปผูกพันกับนโยบายโครงการที่จะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญ ประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่ดี
อีกอันหนึ่งก็คือว่าการออมนั้นเป็นเรื่องของการสอน เป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการทั้งหมดในการที่จะเข้าใจระบบทุน ระบบเทคโนโลยี ระบบการเงินการคลังว่า ทำเงินทำงานกันอย่างไร ระบบการตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกษตรกรยังไม่เข้าใจในภาพรวม ของระบบเหล่านี้ อยู่ ๆ เราไปพูดการออมอย่างเดียวมันเหมือนกับอยู่ ๆ ไปพูดถึงช้อน ในบรรดาอาหารทั้งโรงอาหาร มันเห็นภาพไม่หมด เขาก็เลยไม่ความสำคัญว่ามันเชื่อมโยงอย่างไร เพราะชีวิตเขาถูกทำให้แบ่งเป็นส่วนเสี้ยว เขาไม่ได้มองระบบเริ่มตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขาย การออม การลงทุนซ้ำ และการใช้ชีวิต การนำเอารายได้นั้นไปทำในสิ่งที่มีประโยชน์ อย่างชัดเจน คือบางคนทราบ แต่บางคนไม่ทราบ
แล้วสุดท้ายจริง ๆ ก็คือว่า ผมเห็นด้วยที่จะทำให้เกิดเครือข่ายการรวม กองทุนต่าง ๆ หรือว่ากลุ่มออมทรัพย์มาทำเป็นเครือข่ายใหญ่ แต่ต้องระวัง เพราะว่าการเป็น เครือข่ายนั้นนอกจากชาวบ้านจะไม่เข้าใจการบริหารองค์กรร่วมที่เป็นการบริหารเครือข่าย เท่าไรแล้วเขายังไปมองว่าการไปร่วมสมาชิกนั้นไปเพื่อจะได้ ไม่ใช่ไปเพื่อจะให้ ทั้งที่การรวมเป็น คอนซอร์เตียม (Consortium) นั้นคือการไปเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปสร้างความมั่นคงร่วมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันยังต้องก้าวข้ามหรือว่าต้องผลักดันให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงอีกมาก ต้องขอให้กำลังใจคณะกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ