ทิวา การกระสัง ระบุว่าระบบสหกรณ์ควรเข้มแข็ง โดยเฉพาะในชนบท เพื่อให้สมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถดูแลตนเองได้ ทิวา การกระสัง ขอขอบคุณทุกท่าน และเรียกร้องให้จัดตั้งระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งเพื่อประชาชนในชนบท โดยให้สมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถดูแลตนเองได้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ กระผมเห็นด้วย ผมฝันมานานแล้วอยากจะให้ประเทศนี้มีระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เพราะว่า เราจะให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบสุข มีความมั่นคง สามารถดูแลตนเองได้ โดยเฉพาะสังคมในชนบท จะต้องใช้ระบบสหกรณ์ สหกรณ์นอกจากจะดีในเรื่องของเป็นแหล่งออมทรัพย์และเป็นแหล่งเงินทุน ของสมาชิกแล้ว ยังให้ความรู้และศึกษาในเรื่องการทำงานร่วมกัน รวมถึงการซื่อสัตย์สุจริต ของสมาชิกนั้น มีสัจจะร่วมกัน ซึ่งในชนบทนั้นผมเคยกราบเรียนในสภานี้ว่า สหกรณ์นั้น จะต้องมีมากที่สุดสำหรับสมาชิกคือต้องมีสัจจะต่อกัน ที่ท่านให้ตัวอย่างมา ผมอ่านในเอกสาร เป็นสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ซึ่งสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ แก้ไข ปี ๒๕๔๓ มีอยู่ ๗ ประเภท ผมอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ ใน ๗ ประเภทนี้ก็มี สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ และสหกรณ์ออมทรัพย์ ผมอยากให้ท่านศึกษาในเรื่องสหกรณ์ต่าง ๆ ทั้ง ๗ ประเภทนี้ด้วยว่า เราจะปรับปรุงอย่างไร โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่มี ความเข้มแข็ง ตามนโยบายของรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ลดการช่วยเหลือ ผมในฐานะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเข้าไปฟังหลายเวที ในภาคการเกษตรนี้ทางเกษตรกรให้ความเห็นเป็นอันดับแรกเลย คือ ๑. งดให้เงินช่วยเหลือเกษตรกร แต่ให้องค์ความรู้แทน และให้สหกรณ์การเกษตรทุก ๆ ชุมชนและสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น เป็นหน่วยงานหรือเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผมไม่ห่วงในการที่จะจัดตั้งสหกรณ์ เพราะว่าเรามีเงินทุนอยู่ในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นอย่างน้อย ที่ผมเป็นห่วงคือ เมื่อเราจัดตั้งสหกรณ์แล้วโดยเฉพาะในชนบท เราจะให้องค์ความรู้ในการบริหารจัดการ เขาอย่างไร การให้กู้เงินของสมาชิกก็ดี ไม่ใช่ให้กู้ไปแล้วไม่ติดตาม สิ่งที่จะต้องทำมากที่สุด ท่านจะต้องส่งองค์ความรู้เข้าไปสู่เขาว่าเงินที่กู้ยืมไปนั้นจะเอาไปใช้อะไร ติดตามเหมือนธนาคาร ให้คนกู้ยืมเงินไปคุณต้องเสนอโครงการมาแล้วก็ติดตามโครงการนั้นว่า มีผลกำไรอย่างไร แต่สำหรับภาคเกษตรนั้นเราจะต้องให้องค์ความรู้เขาว่า เขาจะกู้ยืมเงินนั้นเขาจะเอาไปทำอะไร เช่นทำนาลงทุนต่อไร่ ไร่ละ ๑,๒๐๐ บาท ก็ควรจะให้กู้ยืมในจำนวนที่เขาจะลงทุน กู้ยืมไป แล้วก็จะต้องไปติดตามว่าได้เอาเงินไปใช้อย่างนั้นจริงหรือไม่ ที่มันเจ๊งกันอยู่ทุกวันนี้ในชนบท เนื่องจากว่า กู้ยืมเงินสหกรณ์ไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูก ลูก ๓ คน ซื้อมอเตอร์ไซค์ ๓ คัน แล้วก็ผ่อนใช้กันโดยไม่ใช้เงินไปตามวัตถุประสงค์ ถ้าท่านนำองค์ความรู้นี้ไปให้กับสมาชิกสหกรณ์ สหกรณ์ก็จะเข้มแข็ง คราวหน้าก็ขอให้ท่านกรรมาธิการศึกษาเรื่องการปฏิรูปสหกรณ์เกี่ยวกับ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า ซึ่งสหกรณ์เหล่านี้ควรที่จะมีทุกหมู่บ้านและทุกตำบล เนื่องจากอะไร เพราะว่าสมาชิกถ้าลงทุนร่วมกัน มีร้านค้าร่วมกันในหมู่บ้านสามารถจะให้กู้เงินได้ สามารถจะใช้วัตถุประเภททางการเกษตรร่วมกัน เช่นสหกรณ์อาจจะเป็นเจ้าของรถไถนา ๑ คัน รถเกี่ยวข้าว ๑ คัน สมาชิกสามารถที่จะยืมหรือให้เช่าไปใช้ได้ แทนที่จะว่าจ้างรถของคนทั่วไป การที่ไปว่าจ้างรถของสมาชิกสหกรณ์เองก็เท่ากับมีการออมทรัพย์ของสมาชิกนั้นเข้าไปในตัว เนื่องจากเอาเงินไปจ้างรถไถนาของตัวเอง สิ้นปีมาก็จะได้เงินปันผล นอกจากนี้ยังเป็นการลดต้นทุน การผลิตด้วย อีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทำในสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ร้านค้า เราควรจะมี แหล่งสต็อกสินค้าหรือสโตร์ (Store) ใหญ่ ๆ ไว้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ เช่นประเภทปุ๋ย ประเภทสินค้าต่าง ๆ ที่สหกรณ์ในแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละชุมชนซื้อไป ควรจะซื้อในราคาต้นทุน หรือราคาบวกกำไรน้อยที่สุด สหกรณ์จะเข้มแข็งอย่างไรนั้นอยู่ที่การใช้ เมื่อมีการออม ต้องรู้จักใช้ด้วย ถ้าหากไม่รู้จักใช้ถึงท่านจะตั้งสหกรณ์มา ซึ่งเท่าที่ทราบก็หลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ สหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากเป็นสหกรณ์ในระบบราชการ ซึ่งมีเงินเดือนที่แน่นอน สมาชิกคนไหนหนีก็หักจากผู้ค้ำประกัน หนี้เสียน้อยมาก ขอความกรุณาให้ท่านนำองค์ความรู้เข้าไปสู่กับสมาชิกสหกรณ์ในแต่ละชุมชนด้วย เมื่อนั้น สหกรณ์จะเข้มแข็ง
สุดท้ายขอขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็คณะกรรมาธิการ ให้กำลังใจ นำความฝันนั้นเข้าไปสู่ราษฎรและประชาชนในชนบทอย่างจริงจังโดยการจัดตั้งระบบสหกรณ์ ที่เข้มแข็งในประเทศ ขอขอบพระคุณครับ