กอบศักดิ์ ภูตระกูล พูดถึงแนวทางการปฏิรูประบบการเงินฐานราก โดยเน้นย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในเชิงโอกาสของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการเงิน และเสนอแผนการสร้างโครงข่ายธนาคารชุมชนและสถาบันการเงินชุมชน เพื่อสนับสนุนการออมและการเงินชุมชน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดตั้ง พ.ร.บ. การเงินฐานราก
ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้มีเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอนำเสนอ แนวทางการปฏิรูประบบการเงินฐานรากซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแนวคิดเบื้องต้น ดังนี้ครับ
ในปัญหาปัจจุบันผมอยากจะเริ่มจากภาพนี้ ที่สามเหลี่ยมพีระมิด (Pyramid) นั้น คือสามเหลี่ยมพีระมิดของรายได้ของประชาชน คนที่อยู่ข้างบนก็คือกลุ่มคนที่มีอันจะกิน กลุ่มคนรวย กลุ่มคนชั้นกลาง แล้วก็กลุ่มที่อยู่ที่ฐาน แต่ถ้าเกิดเราเทียบว่าการให้บริการ ของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ให้บริการอย่างไร คำตอบก็คือเป็นพีระมิดฐานคว่ำครับ ก็คือว่า ให้บริการกับกลุ่มที่อยู่ยอดเป็นสำคัญ และที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่าเมื่อลงมาถึงใกล้ ๆ ฐานของพีระมิด รายได้ก็จะไม่ค่อยให้บริการในกลุ่มนั้นนักเพราะเห็นว่าเป็นคนจน เป็นคนที่มีธุรกรรมการเงิน ไม่มากนัก แล้วอาจจะไม่คุ้มทุนกับการจัดตั้งสาขา จัดตั้งบริการต่าง ๆ อันนี้ก็เลยเป็นที่มา ของช่องว่างของการให้บริการทางการเงินซึ่งสืบเนื่องจากที่อาจารย์ธวัชชัยได้พูดถึงในเรื่อง ของสหกรณ์ไประดับหนึ่งแล้ว
ในส่วนนี้เป็นปัญหาสำคัญที่นำมาถึงเรื่องของความไม่เท่าเทียมในเชิงโอกาส ของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการเงิน แล้วนำมาถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำ คิดง่าย ๆ ครับว่า คนเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าสู่แหล่งทุนได้ แล้วเมื่อมีความจำเป็นจะต้องไปกู้ยืมจากตลาดมืด จากนอกระบบบ้าง แล้วอัตราดอกเบี้ยที่เขาจ่ายนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีความสูง ไม่สามารถ ส่งลูกหลานเรียน ไม่สามารถกู้ยืม ไม่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ หลากหลายอย่าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่เราต้องหาทางแก้ไขในแนวทางการปฏิรูปดังต่อไปนี้ครับ
ผมอยากให้ดูภาพถัดมาครับ ก็คือเรื่องของโครงสร้างบัญชีเงินฝากของไทย ถ้าเกิดท่านดู นี่คือข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่วงกลม ๆ ไว้ นี่คือกลุ่มคนที่มี จำนวนทั้งหมด ๑๐๗,๐๐๐ คนครับ ๑๐๗,๐๐๐ บัญชีมีเงินมากกว่า ๑๐ ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนของเงินออมในธนาคารพาณิชย์อยู่ทั้งหมด ๔๘ เปอร์เซ็นต์ครับ หรือคิดเป็นเงิน ประมาณ ๕.๒ ล้านล้านบาท คนแค่ ๑๐๗,๐๐๐ บัญชี มีเงินทั้งหมด ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ คนที่เหลืออีกประมาณ ๘๖ ล้านบัญชีมีเงินรวมกันแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แล้วถ้าเกิดดูข้างบน บรรทัดแรกสุดครับ ๗๔ ล้านบัญชี มีสัดส่วนแค่ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมด มีเงินเฉลี่ย ต่อบัญชีอยู่ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ บาทต่อบัญชีเท่านั้น ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก เพราะว่า ธนาคารพาณิชย์พอมาเห็นเงินที่ต่ำกว่า ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ก็จะมีความกังวลใจ ในการให้บริการกับคนกลุ่มนี้ว่าจะคุ้มทุนหรือเปล่า แล้วถ้ายิ่งอยู่ในชนบทที่ห่างไกล กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ไม่สามารถเข้าไปให้บริการได้อย่างเต็มที่
ถ้าเกิดดูภาพถัดไปจะเห็นว่าจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ก็สะท้อนภาพนี้ สีแดง ๆ ก็คือในปีล่าสุดครับ ปี ๒๕๕๘ จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์มีสาขาทั้งหมด ๗,๐๐๐ แห่ง ประมาณ ๔,๔๐๐ แห่ง หรือ ๖๒ เปอร์เซ็นต์อยู่ในกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งใน กรุงเทพมหานครและภาคกลางมีคนอยู่แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อันนี้ก็เห็นอีกภาพหนึ่งว่า ธนาคารพาณิชย์พอไปถึงพื้นที่ที่มีความยากจนก็จะไม่เข้าไปถึงจุด ๆ นั้น
ในภาพถัดมาก็น่าสนใจพอกันครับ ด้านซ้ายมือของรูปเป็นพื้นที่ของจังหวัด นครพนม ถ้าเกิดท่านสมาชิก สปช. ดูก็จะเห็นว่ามันจะมีสามเหลี่ยม ดวงดาว วงกลม สี่เหลี่ยม นี่คือที่ตั้งของธนาคารพาณิชย์ประเภทต่าง ๆ ที่อยู่เยอะ ๆ อันนั้นคืออำเภอเมือง ใช่ไหมครับ แล้วถ้าเกิดมี ๓ อัน ๔ อันบ้าง อันนั้นก็คืออำเภอใหญ่ ๆ แล้วก็มีอันเดียวก็คือ อำเภอเล็ก ๆ ประชาชนถ้าเกิดอยู่ในชนบทจะมีความยากลำบากอย่างยิ่งในการเข้ามารับ บริการของสาขาธนาคารเหล่านี้ เพราะมันอยู่ห่างไกลครับ คนเหล่านี้ในชนบทมีเงินฝากอยู่ แค่ประมาณคนละ ๕,๐๐๐ บาทต่อบัญชี ถ้าดอกเบี้ยที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จะได้ดอกเบี้ย ทั้งหมดประมาณ ๘๓ บาท ๘๓ บาทนี้เดินทางครั้งหนึ่ง แค่ค่ารถก็ ๓๐ บาท เขาไม่มีทางเลย ครับที่จะเดินทางไปใช้บริการที่สาขาธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นได้อย่างมีระบบ แล้วก็สามารถ ครอบคลุมกับบริการต่าง ๆ ของเขาได้ เพราะถ้าเกิดเขาฝากสตางค์ทุกครั้งที่ไปเสียเงินทั้งนั้น นี่คือสาเหตุอย่างไรครับว่าระบบธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันตั้งได้เฉพาะเมืองใหญ่ อำเภอใหญ่ แล้วก็ไม่เข้าถึงบริการในชนบท ไม่น่าแปลกใจว่าเวลาเราทำเซอร์เวย์ (Survey) ในภาพถัดมา ก็จะพบว่าบัญชีของตัวการใช้บริการ ถ้าเกิดในกรุงเทพมหานครจะใช้บริการธนาคารพาณิชย์ ประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่พอในชนบทจะใช้บริการจากธนาคารพาณิชย์แค่ ๑๓.๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วก็ต้องไปพึ่งสถาบันเฉพาะกิจหรือกลุ่มออมทรัพย์เป็นสำคัญ ข้อสรุป เบื้องต้นของทั้งหมดนี้คืออะไรครับ
ในภาพถัดมาก็คือประชากรในชนบทเข้าไม่ถึงระบบการเงินหลักของประเทศ เราก็ต้องพึ่งพาระบบการเงินประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจ กลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น อิออน (AEON) สหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ แล้วทั้งหมดนี้ก็หมายถึงความจำเป็นที่ต้องมี การพัฒนาระบบการเงินในฐานรากเพื่อเป็นแหล่งออม แล้วก็แหล่งทุนของคนเหล่านี้ ผมอยากจะเล่าถึงปัญหาความเป็นมาและสภาพปัญหาในปัจจุบันหลังจากรัฐบาล ได้ดำเนินการแก้ไขไปในปี ๒๕๔๔ รัฐบาลได้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองขึ้น ในขณะนี้จัดตั้งได้ประมาณ ๘๐,๐๐๐ แห่ง ขณะเดียวกันก็มีกองทุนอื่น ๆ ที่จัดตั้งโดยรัฐ อย่างเช่น กรมการพัฒนาชุมชน พอช. หรือประชาชนเอง อันนี้ก็คือจัดขึ้นมา วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในชนบท เช่น สหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต สัจจะออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน เป็นต้น อันนี้ก็มีหลากหลายแห่ง อย่างเช่น ถ้าเกิดในภาพถัดไปจะเห็นว่า กองทุนหมู่บ้านมีเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครั้งแรกก็ประมาณกองทุนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เกือบ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ล่าสุดก็มีการเพิ่มทุนมาเป็นระยะ ๆ ครั้งล่าสุดคือระยะที่ ๓ อีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันแล้วเป็นเงินประมาณเกือบ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ไหลเวียนในต่างจังหวัดอยู่ในขณะนี้
ถ้าเผื่อไปดูจำนวนสถาบันในหน้าถัดไปก็จะพบว่านอกจากกองทุนหมู่บ้านที่มี ๘๐,๐๐๐ แห่ง ก็จะมีกองทุนออมทรัพย์ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์อื่น ๆ อีกประมาณ ๓๐,๐๐๐ แห่ง แล้วก็มีสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ เช่น สหกรณ์การเกษตร ประมงต่าง ๆ อีกประมาณ ๕,๐๐๐ แห่ง รวมกันแล้วอยู่ประมาณเกือบ ๑๒๐,๐๐๐ แห่งในประเทศไทย ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่า แม้ว่าจะมีจำนวนมากถึงประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ แห่ง มันมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๔ อย่างครับ อย่างที่ ๑ ก็คือว่ากองทุนที่เราตั้งขึ้นมานั้นเป็นกองทุนที่เน้นเรื่องของการกู้ยืมเป็นสำคัญ เพราะเราเร่งทำ อย่างกองทุนหมู่บ้าน ได้ไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มี ๕๐ ครัวเรือน ก็หาร ครัวเรือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะกู้ยืม พอกู้ยืมเสร็จแล้วก็เป็นหนี้ เป็นหนี้เอามาคืนแล้วก็กู้ยืมใหม่ อันนี้ก็วนไปวนมาลักษณะนี้ เป็นการตั้งกองทุนเพื่อการกู้ยืม เพื่อใช้จ่ายมากกว่าการออม แล้วผลที่ตามมาก็คือว่าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ กองทุน เหล่านี้ถ้าเกิดได้มา บางแห่งก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็อยู่ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แค่นั้นครับ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างให้เห็นว่าถ้าเกิดเป็นกองทุน เพื่อการออม สามารถไปไกลได้กว่านี้เยอะมาก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของมาตรฐานในการบริหาร หลายแห่งมีปัญหาเรื่อง มาตรฐานในการบริหาร เดี๋ยวผมจะให้ดูในหน้าถัดไปว่ามีปัญหามากน้อยแค่ไหน แล้วก็มี ปัญหาเรื่องของความมั่นคงเช่นกัน
ปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือว่า ขาดผู้ส่งเสริมและกำกับดูแล แล้วก็ไม่สามารถ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ปัญหาข้อที่ ๔ ก็คือว่า กองทุนเหล่านี้นั้นขาดกฎหมายรองรับ ไม่สามารถเป็น นิติบุคคล โดยเฉพาะกองทุนที่ประชาชนตั้งขึ้นมา อย่างกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลาให้กู้ยืมข้ามโครงข่ายต่าง ๆ จะมีความกังวลใจมาก แล้วอาจจะเกิดความ เสียหายได้ มันก็เลยเกิดปัญหาว่าบางแห่งมีเงินล้น บางแห่งก็มีเงินที่ขาด คล้าย ๆ กับระบบ สหกรณ์ที่อาจารย์ธวัชชัยได้พูดไปแล้ว
ผมอยากให้ดูครับที่บอกว่าขาดมาตรฐานคืออะไรในภาพถัดมา กองทุน หมู่บ้านมีการประเมินเมื่อปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๕ ผลออกมาคล้ายคลึงกันครับ ก็คือว่ากลุ่มที่จัดว่าดี ดีก็คือว่าเอาเงินมาคืนอยู่ที่ประมาณ ๓๘-๓๙ เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่เหลือ ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าพอใช้และต้องปรับปรุงอีกประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาว่า มาตรฐานมันแล้วแต่ว่าได้ผู้นำที่เข้มแข็งหรือเปล่า แล้วที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือว่า ถ้าเกิดไปถาม ประชาชนว่ากองทุนเหล่านี้นำมาถึงเรื่องของการออมที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า จะพบว่า ๒๒ เปอร์เซ็นต์บอกว่าเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าลดลง แล้วก็หลายคน อีกประมาณ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ บอกว่ามีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นี่คือหัวใจเลยว่ากองทุนเหล่านี้ นำไปถึงเรื่องของการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่นำไปสู่การออม และขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องของ มาตรฐานการบริหารจัดการซึ่งอาจจะมีปัญหาในช่วงต่อไปได้ แล้วถ้าเกิดไปดูข้อมูลมันมี ข้อมูลอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ในกองทุนเหล่านี้จะมีอยู่ ๔ บัญชี บัญชีแรกก็คือบัญชีในหน้าถัดไป บัญชีที่เป็นเงินจากภาครัฐ บัญชีที่ ๒ คือเงินสะสมของประชาชนเอง บัญชีที่ ๓ บัญชีเงิน ที่เป็นเรื่องของการกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่น ๆ และบัญชีที่ ๔ คือบัญชีเงินบริจาคหรือ เงินอุดหนุน ผมอยากให้ดูบัญชีที่ ๒ อันนี้มาจาก ธ.ก.ส. เขามีกองทุนหมู่บ้านประมาณ ๒๓,๐๐๐ แห่ง ภายใต้ ธ.ก.ส. พบว่า ธ.ก.ส. กองทุนหมู่บ้านที่มีเงินเกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีแค่ ๔๙ บัญชีเท่านั้น หมายถึงประชาชนสะสมเองเกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีแค่ ๔๙ บัญชี ส่วนที่เหลือก็มีแค่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง นี่คือหัวใจอย่างไรครับว่ากองทุนเหล่านี้จัดตั้งมาเพื่อเป็นกลุ่มการกู้ยืม ไม่ได้เป็นกลุ่มการออม แล้วพอเป็นลักษณะนี้ทำให้ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้
ในภาพถัดมามันก็เลยนำมาถึงเรื่องของประเด็นการปฏิรูปที่เราตั้งใจไว้ เราตั้งใจที่จะยกระดับการเงินฐานรากของประเทศไทยโดยการทำมาตรการประมาณ ๘ อย่าง
ประเด็นที่ ๑ ก็คือปรับกองทุนเพื่อการกู้ยืมเป็นกองทุนเพื่อการออม ผมขอยกตัวอย่าง ให้ฟัง มีแห่งหนึ่งที่ผมไปเยี่ยมมา ชื่อหนองสาหร่าย ซึ่งผมจะยกตัวอย่างให้เห็นต่อไป แห่งนี้ ใช้เวลาประมาณ ๑๓ ปีจนถึงปัจจุบัน เก็บจากไม่มีอะไรเลย ตอนนี้มีเงินประมาณ ๑๓ ล้านบาท ที่เป็นเงินฝาก เงินหมุนเวียนที่ปล่อยกู้ยืมประมาณ ๖๐ ล้านบาท เพราะว่ามี พอช. เข้าไปช่วย ในการสนับสนุน ธ.ก.ส. ก็เข้าไปช่วย นี่คือกลุ่มที่เน้นการออมเป็นหลัก ทำให้สามารถโตขึ้นมา ได้มากกว่ากลุ่มที่เป็นกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน มีตัวอย่างอื่นอีกเยอะเลย อย่างเช่น ครูชบ ยอดแก้ว ที่อำเภอจะนะ เป็นต้นฉบับเลยจากปี ๒๕๒๘ มีเงิน ๒,๘๐๐ บาท ตอนนี้มีเงินอยู่ในกองทุน ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท กลุ่มของท่านอาจารย์มนัสซึ่งใช้เวลา ๑๐ กว่าปี ในปัจจุบันนี้ มีสมาชิกอยู่ ๘๐,๐๐๐ คน ในจังหวัดจันทบุรี รวมกลุ่มประมาณ ๑๔๐ กลุ่ม คิดเป็นเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท กลุ่มท่านอาจารย์สุบิน วัดไผ่ล้อม จังหวัดตราดมีเงินหลายพันล้านบาท เช่นเดียวกัน นี่คือหัวใจอย่างไรครับว่าเกิดเน้นจากการออมก่อน มันสามารถต่อยอดและ เจริญงอกงามขึ้นมาได้ แต่ถ้าเกิดเน้นการกู้ยืมมันไม่สามารถเดินหน้าไปได้ รัฐบาลให้เท่าไรก็ คงอยู่แค่นั้น
สิ่งที่เราอยากจะทำต่อไปก็คือตัวของการคัดสรรกองทุนเหล่านี้ประมาณ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง จากที่มีอยู่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ แห่ง ในช่วง ๕-๑๐ ปีข้างหน้า ยังค่อย ๆ เป็นค่อยไป แล้วจัดตั้งขึ้นมายกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนที่เน้นเรื่องการออมเป็นหลัก แล้วก็เชื่อมโยงกันขึ้นเป็นโครงข่ายการเงินฐานราก อันนี้ก็จะเป็นโครงข่าย ผมอยากจะ เรียกว่าเป็นพวกดิวิชัน วัน (Division one) เตะบอลเก่งที่สุดของประเทศไทยเป็นผู้นำของ กลุ่มโครงข่ายการออม แล้วก็ยกระดับขึ้นมาผูกโยงกันเป็นกลุ่ม ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง อันนี้ก็จะเป็นหัวใจสำคัญ
แล้วหลังจากนั้นกองทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านก็บูรณาการกันให้เกิดซีเนอร์จี (Synergy) ง่ายต่อการบริหารจัดการ
และขณะเดียวกันก็ให้แรงจูงใจที่เหมาะสมซึ่งจะได้กล่าวต่อไปว่า ทำให้ กองทุนเหล่านี้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายการเงินฐานราก
ในประเด็นที่ ๕ พอมีโครงข่ายเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะมีรูปให้ดู ก็คือจะใช้ออมสิน กับ ธ.ก.ส. เป็นแม่ข่ายเชื่อมโยง ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่งเข้าด้วยกัน ใช้สมาคมธนาคารไทย ซึ่ง ได้คุยเบื้องต้นแล้วคร่าว ๆ ทุกคนยินดีที่จะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยกองทุนการออมเหล่านี้ใน การยกระดับมาตรฐานขึ้นมา แล้วพอสุดท้ายก็คือจัดตั้ง พ.ร.บ. การเงินฐานราก ขึ้นมาเพื่อ รองรับสถานะทางกฎหมายให้เป็นนิติบุคคล รองรับการดำเนินการของกลุ่มการออมชุมชน แล้วก็ใช้กฎหมายดังกล่าวจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินฐานรากขึ้นมาภายใต้ กระทรวงการคลังเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
ผมไปหน้าถัดไปคือกรอบความคิดรวบยอด อันนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจว่ามันจะเริ่ม จากฐานข้างล่าง ข้างล่างตรงนี้ก็จะมีสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์ พอช. เป็นอินคูเบเตอร์ (Incubator) เป็นแหล่งบ่มเพาะ แล้วก็ทำให้เกิด กองทุนเหล่านี้ขึ้นมา แล้วพอกองทุนเหล่านี้มีความเข้มแข็งถึงระดับหนึ่ง สามารถชี้ให้เห็นว่า ตัวเองมีความสามารถในการออม ก็จะถูกคัดเลือกขึ้นมาโดย ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินขึ้น เข้าสู่โครงข่าย โครงข่ายเหล่านี้เราตั้งใจว่าจะตกประมาณ ๑ ตำบล ๑ สถาบันการเงินชุมชน จะเรียกธนาคารชุมชน ธนาคารเพื่อชุมชน สถาบันการเงินชุมชนก็ได้ แต่ตั้งใจว่าประมาณ ๑ สถาบันการเงินชุมชน ๑ ตำบล อันนี้ก็จะเป็นโครงข่ายที่สำคัญที่เชื่อมโยงมากับกองทุนที่เหลือ แล้วก็ผูกโยงโดย ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน แล้วหลังจากนั้นก็จะมีตัวคณะกรรมการพัฒนา ระบบการเงินฐานรากเป็นคนคอยดูแลกำกับแผนแม่บท แล้วเราก็จะมีในหน้าถัดไปก็คือ พ.ร.บ. การเงินฐานราก ที่จะขึ้นมาดูเป็นระดับต่าง ๆ ระดับข้างล่าง ระดับตรงกลางเพื่อให้มี การรับรองสถานะที่เหมาะสม แล้วกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสม และขณะเดียวกันก็มี การกำหนดให้เกิดคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินฐานรากขึ้นมา ที่กระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนพัฒนา
ถามว่าแรงจูงใจที่จะให้เขาสมัครเข้ามามีอะไรบ้างครับ ทำไมเขาต้องเลือก เพราะปกติคนเหล่านี้บอกว่าอย่ามายุ่งกับผม เป็นกองทุนที่อยากทำเอง คำตอบก็คือเราต้อง สามารถจัดให้ได้ครับ แล้วผมจะมีตัวอย่างให้เห็นว่าแนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในกองทุน ชุมชนที่กำลังทำอยู่ขณะนี้
อันที่ ๑ ก็คือว่าคนที่เข้าสู่โครงข่ายเราสามารถยกระดับมาตรฐานระบบบัญชีได้ โดยใช้ตัวของธนาคารพาณิชย์ ผู้จัดการสาขาต่าง ๆ ในขณะนี้มี ๗,๐๐๐ แห่ง ก็มอบหมายว่า ใครต้องช่วยตรงไหน รวมกับ ๒,๐๐๐ แห่ง จาก ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน อันนี้ก็จะเป็น พี่เลี้ยงที่ช่วยดูแล
อันที่ ๒ ที่เขาอยากได้มากครับ ก็คือเรื่องของโปรแกรมการธนาคาร ในปัจจุบันนี้บางคนลงมือ บางกลุ่มชุมชนได้ทำโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องทำเอง อันนี้ เราก็สามารถทำให้ได้ การโอนเงินจากกรุงเทพฯ จากพี่น้องที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ กับชุมชนเขาในอนาคตกลุ่มเหล่านี้ก็จะเป็นช่องทางในการโอนสตางค์ได้ การจ่ายสตางค์ ค่าไฟฟ้า น้ำประปาก็สามารถทำได้ ความเป็นนิติบุคคล การกู้ยืมข้ามเครือข่ายผ่าน ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน การรับการค้ำประกันบางส่วน การทำไมโคร อินชัวรันซ์ ก็คือการ ค้ำประกันเรื่องของเสียชีวิตอะไรต่าง ๆ ที่รัฐบาลสามารถจัดสรรให้ได้ โดยที่พูล (Pool) ตัวใหญ่ๆ ของทั้งหมดที่เข้าทั้งหมดร่วมกัน หลังจากนั้นก็ให้ความรู้ทางการเงินกับคนเหล่านี้ แล้วที่สำคัญครับเราตั้งใจที่จะตั้ง กอช. เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ แต่คำถามก็คือว่า ประชาชนในชนบทจะเข้าถึง กอช. ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่มีที่จะออม ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง เหล่านี้ที่ตำบลใกล้บ้านคุณจะเป็นหัวใจในการออมของเขา ซึ่งถ้าเกิดเขาออม คนที่อายุ ๑๕ ปีถึง ๓๐ ปี จะได้รับการสมทบจากรัฐบาลอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าฝาก ๒ บาท รัฐบาล สมทบให้บาทหนึ่ง จนกระทั่งสูงสุดที่ ๖๐๐ บาท ถ้าอายุ ๓๐-๕๐ ปี รัฐบาลสมทบให้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์จนกระทั่งถึง ๙๖๐ บาท แล้วถ้าเกิดคนที่สูงอายุที่ ๕๐ ปีขึ้นไปรัฐบาลสมทบ ๑ ต่อ ๑ จนกระทั่งถึง ๑,๒๐๐ บาท อันนี้ถ้าเกิดเราให้สิทธิประโยชน์เหล่านี้โดยคิดว่าเขาเป็น โครงข่ายของ ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน คนก็อยากจะยกระดับตนเองให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้น อันนี้คล้าย ๆ กับกลุ่มของสหกรณ์ ถ้าเกิดเราไม่กำกับให้ดีเขาก็มีปัญหาได้อย่างคลองจั่น กลุ่มของออมทรัพย์ก็เช่นกันถ้ากำกับได้ไม่ดี ดูแลมาตรฐานไม่ดีเดี๋ยวก็เสียหายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะยกระดับคนที่ใหญ่ ๆ เข้าสู่โครงข่ายข้างบน แล้วก็ใช้ธนาคารออมสินกับ ธ.ก.ส. เป็นคนกำกับดูแล เป็นต้น อันนี้แนวคิดคืออะไรครับ แนวคิดก็คือว่าเราตั้งใจจะเปลี่ยน รูปแบบของการสนับสนุนของการเงินฐานรากของภาครัฐในอดีตผมอยากให้ดูภาพนี้ครับ ประเทศไทยเป็นพื้นที่ใหญ่ใช่ไหมครับ เราสามารถใช้ต้นหญ้า ๑๒๐,๐๐๐ ต้น คลุมพื้นที่ ทั้งหมดก็ได้ แต่ต้นหญ้าเหล่านี้มันโตไม่ได้อย่างไรครับ เพราะว่ามันเป็นกองทุนเพื่อการกู้ยืม โดยส่วนมาก เราตั้งใจจะใช้ระบบใหม่ครับ ก็คือว่าเลือกต้นกล้าบางต้นที่มีศักยภาพไปสู่ภาพ ถัดไปก็คือว่า ข้างล่างเป็นต้นหญ้า ๑๒๐,๐๐๐ ต้น แล้วจะมีต้นไม้ใหญ่ ๆ ปกคลุมอีกชั้นหนึ่ง อีกประมาณ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง แล้วที่ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง บอกได้เลยว่า ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินสามารถกำกับดูแลได้อย่างง่าย แล้วสามารถดูแลมาตรฐานต่าง ๆ ยกระดับได้ แล้วคนเหล่านี้จากที่มี ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่รัฐบาลให้สามารถโตไปที่ ๒๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐ ล้านบาท แล้วแต่ความสามารถของชุมชน ซึ่งถ้าเกิดเป็นอย่างนี้มันจะเป็นแหล่ง การออมที่สำคัญที่เป็นโครงข่ายใหม่ของเมืองไทยในช่วงถัดไป แล้วผมอยากให้ดูครับว่า ตอนนี้แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว
ในภาพถัดไปก็คือเรื่องของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการ ไปบางส่วนแล้ว โดย ธ.ก.ส. ได้จัดตั้งส่วนที่เขาเรียกว่า สถาบันการเงินชุมชนประมาณ ๙๐๐ แห่ง ธนาคารออมสินอีก ๘๐๐ แห่ง กรมการพัฒนาชุมชนประมาณ ๕๐๐ แห่ง รวมกันแล้วประมาณ เกือบ ๒,๐๐๐ แห่งแล้วในขณะนี้ แต่เราอาจจะต้องมาคัดอีกครั้งหนึ่งเอาครีม (Cream) ออกมา เอาดิวิชัน วัน ออกมา เพื่อให้เป็นโครงข่ายที่มาตรฐานถึงระดับหนึ่ง แล้วขณะเดียวกันเขาก็คำนวณ ว่ามีคนที่มีศักยภาพอีกพอสมควร ทั้งหมดนี้ก็นำไปสู่ถึงการเปลี่ยนแปลงครับ
ต่อไปในภาพถัดมาก็จะพบว่า คนจะใช้กองทุนการออมหรือกองทุนหมู่บ้าน ในการฝากเงินให้มากขึ้น รวมถึงการใช้ตัวแทนรับฝาก ในหน้าถัดมาก็คือการโอนเงิน การชำระเงินต่าง ๆ ผ่านกองทุนเหล่านี้เช่นกัน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งหมดนี้ที่ผมพูดไป มันเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อย่างตัวอย่างที่เขาพูดกันก็คือแบงก์ (Bank) รัคยาทของประเทศอินโดนีเซีย ในภาพถัดมาเป็นคนที่ดูแลกลุ่มชนในชนบทกลุ่มไมโคร แล้วก็ มีอันหนึ่งที่ทุกคนรู้จักคือกรามีนแบงก์ก็ดูแลกลุ่มที่คนมีเงินน้อย มีค่าครองชีพประมาณต่ำ กว่า ๑ ดอลลาร์ต่อวัน กลุ่มเหล่านี้มีโครงข่ายลักษณะเดียวกัน ผมอยากให้ดูภาพถัดมาครับ กรามีนแบงก์เริ่มจากสาขาใหญ่ ๑ แห่ง สำนักงานเขต ๔๐ แห่ง สำนักงานภาค ๒๖๑ แห่ง สาขาอีก ๒,๕๔๐ กว่าแห่ง นี่ก็เหมือนกับ ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน ขณะนี้มีประมาณ ๒,๐๐๐ แห่ง หลังจากนั้นเขาก็จะมีศูนย์อีกแสนกว่าแห่ง แล้วก็กลุ่มสมาชิก แล้วก็ตัวของ สมาชิกเองรวมแล้วประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ กระจายโครงข่าย ลงไปข้างล่าง อันนี้ก็เป็น ๑ อันที่ทำ อีกอันหนึ่งที่เห็นพอกันก็คืออย่างบีอาร์ไอ (BRI) ก็เป็น โครงข่ายลักษณะเดียวกันในหน้าถัดมา ก็จะเห็นว่าจะมีเฮด ออฟฟิศ (Head office) เกิดขึ้น แล้วก็มีระดับภาค ๑๓ แห่ง สาขา ๓๒๔ แห่ง แล้วก็มียูนิตต่าง ๆ อีกประมาณ ๔,๐๐๐ แห่ง ซึ่งในยูนิตนั้นมีคนทำงานประมาณ ๔ คน ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่สินเชื่อ บัญชี เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ แล้วกลุ่มเหล่านั้นก็เป็นกลุ่มที่เราตั้งใจไว้ นี่คือกลุ่มโครงข่ายการออมฐานรากประมาณ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่งก็จะคล้าย ๆ กับยูนิตเหล่านี้
ผมอยากไปต่อไปอีก ๒ หน้าครับ ตัวของขอบเขตการปฏิรูปที่เราตั้งใจไว้ก็คือ เน้นเรื่องของการเงินฐานรากเท่านั้น แล้วก็เน้นกองทุนอื่น ๆ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิด การบูรณาการกับสถาบันการเงินชุมชนและโครงข่ายการเงินฐานรากที่จะเกิดขึ้น โครงข่าย พันธมิตรก็อย่างที่เขียนไว้ ก็จะมีคนที่หลากหลายที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้
แล้วตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์ในหน้าต่อไป หน้าที่ ๖ อีกอันหนึ่งครับ ก็จะมีเรื่องของ การเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน การปรับแนวทางการดำเนินงานจากการกู้ยืม เพื่อการออม เป็นธนาคารของหมู่บ้านหรือตำบล แล้วสามารถขยายกิจการอย่างยั่งยืน ยกระดับมาตรฐานการบริหาร แล้วก็การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
ผมอยากให้ดูตัวอย่างอันนี้ นี่คือที่กรามีนแบงก์ทำในช่วงที่ผ่านมา กรามีน แบงก์ในช่วงระยะเวลาประมาณ ๒๕ ปีสามารถเพิ่มเงินฝากจาก ๑๓.๓ พันล้าน กลายเป็น ๑๓๐,๐๐๐ ล้านได้ครับ ประมาณเกือบ ๑๐ เท่าตัวในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณแค่ ๒๕ ปี แล้วพอเงินฝากเพิ่มขึ้นก็นำไปถึงเรื่องการกู้ยืมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น เราก็หวังว่าโครงข่ายการออมเหล่านี้ ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน
ผลกระทบในเชิงบวกในหน้าถัดไปก็คือจะทำให้ประชาชนในชนบทประมาณ ๓๐ กว่าล้านคน ได้รับบริการทางการเงินที่ดีขึ้นในระยะยาว มีความมั่นคงในการฝากเงิน แล้วก็มีแหล่งทุนในการประกอบการ
แล้วมันจะนำไปสู่ภาพนี้ครับ ก็คือเรื่องของอนาคตของเรา ก็คือว่าเราตั้งใจ จะปิดช่องว่างการออมสีแดง ๆ ที่อยู่ข้างล่างครับ ส่วนข้างบนของกลม ๆ นี้ก็จะเป็นจากที่ ท่านอาจารย์ธวัชชัยพูดไปก็คือว่า จะมาจากสหกรณ์ส่วนหนึ่งแล้ว แล้วส่วนฐานที่สุดก็จะมา จากโครงข่ายการออมฐานรากที่ผมได้พูดไป
ผมอยากใช้เวลาอีกประมาณแค่ ๕ นาทีครับ ยกตัวอย่างให้เห็น ผมไปถ่ายรูป มาให้ดูว่าแนวคิดเหล่านี้มีอยู่แล้ว แล้วเกิดขึ้นแล้วในความเป็นจริง ภาพเหล่านี้เราดีใจอย่างหนึ่ง ก็คือว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนทำขึ้นมาเอง รัฐบาลไม่ได้ไปสั่งให้เขาทำ หน้าที่เราก็คือว่าช่วย ขยายผล แล้วช่วยทำให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งครับ
ผมอยากไปอีกตัวอย่างครับ อันนี้คือสถาบันการเงินชุมชนที่ตำบลหนองสาหร่าย ที่ผมได้แจกไป อันนี้ก็คือกรอบความคิดรวบยอดที่เราดู เมื่อครู่เราพูดไปแล้วว่าเราตั้งใจจะมี โครงข่ายขึ้นมา แล้วก็จะมีอีกอันหนึ่งหน้าถัดไปก็คือตัวของภาพแรงจูงใจที่เขาจะทำธุรกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผมอยากให้ดูว่าประชาชนทำแล้ว แต่ว่าต้องเป็นกลุ่มที่เก่งเท่านั้นที่ทำได้ เราอยากเอาแนวคิดของกลุ่มที่เก่งกระจายไปอีก ๓,๕๐๐ แห่ง หรือ ๗,๐๐๐ แห่ง
นี่คือกลุ่มของ ในหน้าถัดไปครับ สถาบันการเงินชุมชนตำบลหนองสาหร่าย ข้างซ้ายก็คือคุณสิวโรจน์ ข้างขวานี่คือคุณแรม ทั้ง ๒ คนเป็นคนดูแลบริหารจัดการสิ่งนี้ขึ้นมา แห่งนี้ผมอยากพาไปดูข้างในคือห้องเดียวเล็ก ๆ นี่ล่ะครับ แต่ว่ามีธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ของตำบลหนองสาหร่าย ๓,๖๐๐ คนในตำบลแห่งนี้ ถ้าเกิดเข้าไปดูหน้าถัดมา ก็จะเห็น เอกสารต่าง ๆ เหมือนธนาคารพาณิชย์มาก แล้วหลังจากนั้นมีพนักงาน ๔ คน อย่างที่ผม บอกไปว่าแบงก์รัคยาทเขาใช้ ๔ คนต่อยูนิตเช่นเดียวกัน แล้วคนเหล่านี้ก็คือคนที่ให้บริการ ถัดมาผู้หญิงคนนี้ก็คือให้บริการกับคนที่มา ง่าย ๆ มากเลยครับชีวิต แล้วเขาก็เริ่มจากง่าย ๆ ครับ ตอนที่ไม่มีอะไรเลยเอาจากกระปุกออมสินครับ ให้ทุกคนไปใส่กระปุกออมสิน แล้วหลังจากนั้นพอกลับมาก็เริ่มต้นด้วยเงินประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ เป็นเงินกองทุนของเขาตั้งแต่เมื่อ ๑๓ ปีที่แล้ว แล้วก็พอ ๓ ปีผ่านไปก็ตั้งขึ้นไปเป็นสถาบันการเงิน ชุมชน เขามีสมุดเงินฝากเหมือนแบงก์ใช่ไหมครับ แบงก์พาณิชย์ก็มีประมาณนี้ละครับ สมุดเงินฝาก มีสมุดผู้กู้ ในหน้าถัดมาครับ มีสมุดของตัวของสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเกาะอยู่ที่สถาบันการเงินแห่งนี้ มีเอกสารหน้าถัดไปครับเป็นเอกสารเปิดบัญชีเงินฝากครับ เหมือนกับแบงก์พาณิชย์เลยครับ ประชาชนคิดเอง ทำเอง แล้วอุตส่าห์จัดสรรสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา มีใบฝากเงินครับ เวลาท่านไปธนาคารพาณิชย์ก็ต้องใช้ใบฝากลักษณะนี้ แล้วหลังจากนั้นผมอยากให้ดู อันนี้เป็นความภาคภูมิใจที่ผมไปดูแล้วผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนเขา หน้าถัดมา เขาให้อาจารย์ช่วยพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา จ่ายไป ๔๐,๐๐๐ บาท ทำระบบแบงกิง (Banking) เพื่อลงบัญชีเงินฝาก เงินกู้ของเขา แล้วข้าง ๆ เป็นเครื่องพรินเตอร์ (Printer) มันอาจจะเห็นไม่ชัด เวลาเอาบุค (Book) มาก็สามารถพรินต์ออกมาได้เหมือนท่านไป ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ แล้วหลังจากนั้นก็มี การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ ดอกเบี้ยสูงสุดที่ ๙ เปอร์เซ็นต์สำหรับเงินกู้ประกอบ อาชีพ เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ๙.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีดอกเบี้ยเงินฝากครับ ฝากออมทรัพย์ ๐.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ฝากประจำ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเงินกู้ต่าง ๆ พอหลังจากนั้นก็มีค่าธรรมเนียม ในหน้าถัดมาครับเงินกู้ว่าแต่ละระดับมีค่าธรรมเนียมอย่างไรบ้าง แล้วอันนี้น่าสนใจที่สุดครับ หน้าถัดมา เขารับทำบริการโอนเงินให้กับประชาชนในชุมชน แล้วก็ช่วยต่อทะเบียนรถยนต์ให้กับประชาชนในชุมชนเช่นเดียวกัน แล้วยิ่งไปกว่านั้นในหน้าถัดมา ก็คือว่า เขารับทำเป็นผู้ช่วยจ่ายบิลค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต โอนเงิน ถอนเงิน ผ่านเอ็มเพย์ (mPAY) ที่เดียวครบ นี่คือสิ่งที่ทำเหมือนกับเป็นสถาบันการเงินชุมชนให้กับ ประชาชน ๓,๖๐๐ คนในตำบลนั้น แล้วนี่ชาวบ้านทำเองหมดเลย ถ้าเกิดเราสามารถทำ ลักษณะนี้ได้ให้กับที่เหลือของประเทศมันจะเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง
ผมอยากเล่าผลดำเนินการว่าเขาทำอะไรได้บ้างครับ ณ วันนี้เขามีสมาชิก ทั้งหมด ๓,๒๖๘ คน ล่าสุด ๙ หมู่บ้านฝากเฉลี่ยคนละ ๔๐๐ บาทต่อปี เงินออมที่เขามีขณะนี้ ๑๓ ล้านบาท ไม่ต้องพึ่งกองทุนหมู่บ้าน เงินออมทรัพย์ ๐.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ล้านบาท ฝากประจำ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้กู้ยืมกับคนไป ๓๔๐ ราย ที่ ๔๒ ล้านบาท ช่วยปลดหนี้ นอกระบบให้ไป ๑๗ ล้านบาท แล้วจะกู้ยืมที่ผ่านกรรมการ ๓ ระดับ แล้วหลังจากนั้นเขา บอกว่าการที่เขาตั้งตรงนี้ช่วยลดภาระให้กับประชาชนในชุมชนในการเดินทางถึงประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ละปี เขาคำนวณอย่างไร เขาบอกว่าในแต่ละเดือนมีประมาณ ๘๐๐ ครั้ง ที่ต้องไปธนาคารพาณิชย์ เดินทางครั้งหนึ่งต้องเดินทางเสียค่าเวลา เสียค่าทำงาน บางครั้ง ต้องรอทั้งวัน หายไปประมาณวันละ ๒๐๐ บาท แล้ว ๑๒ เดือนก็คือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็คูณ ๑๒ เดือน ก็คือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกค่าดอกเบี้ยที่พอมีเงินออมตรงนี้ ๔๒ ล้านบาทที่ปล่อยกู้ยืมหมุนเวียนตรงนี้ ไม่ต้องจ่ายนอกระบบอีก ๑๕ ล้านบาท พอมันไม่ออกไป หนองน้ำมันก็อุดมสมบูรณ์ ชุมชนก็อุดมสมบูรณ์ มันก็สามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ แล้วนอกจากนั้นครับพอเขามีสถาบันการเงินเสร็จแล้ว รอบ ๆ ข้างเขาก็จะมี หน้าถัดไปครับ ก็คือเรื่องของกลุ่มออมทรัพย์หรือกองทุนหมู่บ้านก็เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายกับตรงนี้ ใช้นี่เป็นแม่ แล้วก็พวกนั้นเป็นลูกข่าย ๙ แห่งในชุมชนบวกกับอื่น ๆ ด้วย แล้วขณะเดียวกันพอเขาเข้มแข็ง เขาก็สามารถทำอันนี้ได้ครับ ซึ่งเดี๋ยวทางท่านคุณหมออำพลก็คงมีเรื่องนี้มาต่อครับ ก็คือเรื่องของ กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งกองทุนนี้แจกตั้งแต่เกิด ศึกษา แต่งงาน เจ็บป่วย พิการ ด้อยโอกาส สูงอายุ และเสียชีวิต อันนี้ก็คือใช้เงินจากที่ได้กำไรแบ่งปันมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วพอหลังจากนั้นเขาก้าวหน้าไป กว่านั้น เขาสามารถทำแบบสำรวจข้อมูลครัวเรือนได้ด้วย แล้วเขาสามารถรู้ว่าแต่ละคนมี กำไรขาดทุนแค่ไหน แล้วมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งครับ ผมอยากให้ดูอีกอันหนึ่ง อันนี้เป็น ปฏิทินที่แบงก์ผมก็แจก แต่เขาแจกของเขาเอง ข้างบนอาจจะเห็นไม่ชัด เขาบอกว่าหมู่บ้านแห่งที่ ๑ ต้องประชุมวันที่ ๑ หมู่บ้านแห่งที่ ๒ ประชุมวันที่ ๕ ทุกคนมีเป้าหมายว่าเดือนหนึ่งประชุม กันครั้งหนึ่ง แล้วอันนี้ก็คือเป้าหมายร่วม แล้วผมอยากให้ดูภาพครับว่าเขามาประชุมกัน นี่คือ ความเข้มแข็งของชุมชนที่มาจากการเริ่มต้นจากการที่มีเงินอยู่ในชุมชนของตนเอง และขณะเดียวกันก็ทำให้มีหลายคนอยากจะมาเยี่ยมชมเขาครับ มีคนมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาดูงานที่นี่ วันที่ผมไปมาถึง ๒ คณะเพื่อจะดูงานว่าเขาทำอะไรบ้าง แล้วเขาก็มีการ ตั้งกฎเกณฑ์ ผมอยากให้ดูว่ากฎเกณฑ์เขามีอะไรบ้าง เขาบอกว่าถ้าเกิดมาประชุมครบ ๕ ครั้ง จะมีสิทธิที่เริ่มกู้ยืม แต่ต้องมีคุณความดีอีก ๕ อย่าง เขาไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ใช้ความดีค้ำประกัน ความดีก็คือว่าต้องปลูกผัก ๗ อย่าง ๗ อย่างเพราะว่าเพื่อจะได้ทดแทน การใช้จ่ายในครัวเรือนเขาไป ต้องทำบัญชีครัวเรือน ต้องมีกระปุกออมสิน ต้องฝากสัจจะออมทรัพย์ และต้องเป็นสมาชิก แล้วเขาก็มีกฎเกณฑ์เด็ดขาดที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ก็คือบอกว่า ถ้าเกิดขาดส่ง ๓ เดือนส่งหนังสือเตือน ๑ ครั้ง ขาดส่ง ๕ เดือนประกาศผ่านหอกระจายข่าว ขาดส่ง ๖ เดือนประกาศวิทยุชุมชนซึ่งกระจายไปได้ ๓๐ กิโลเมตร แล้วถ้าเกิดขาดส่ง ๙ เดือน หมู่บ้านของสมาชิกคนนั้นที่ต้องอนุมัติมาตอนแรกจะไม่สามารถเข้าแหล่งทุนได้ พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ เขาสามารถบริหารจัดการในชุมชนได้อย่างดียิ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ครับ ผมอยากไปหน้าสุดท้าย ก็คือว่าถ้าเกิดเราทำได้ นี่คือ ๑ ตัวอย่างของ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่งที่ผมตั้งใจไว้ หรือที่ กรรมาธิการตั้งใจไว้ ผมคิดว่าถ้าเกิดเราทำอย่างนี้ได้ทั่วประเทศไทย มันจะยกระดับให้เรา สามารถสร้างโครงข่ายที่จะนำบริการทางการเงินถึงประชาชนทุกตำบลทั่วประเทศไทย แล้วเป็นโครงข่าย ที่เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่เราไปสนับสนุนไม่ต้องให้เขาทำโปรแกรมเอง ไม่ต้องคิดเอง แต่ว่าสามารถ เอาโพรดักต์ (Product) ต่าง ๆ นี้ไปเริ่มต้นได้เลยจาก ๑ ๒ ๓ แล้วก็นับต่อไปได้ครับ ผมคิดว่าอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำให้ประชาชนครับ ขอบคุณมากครับ